บทที่ 5
ฉือชิงหว่านเองก็ไม่แน่ใจว่าควรถามต่อหรือไม่ ราวกับเพิ่งล่วงรู้ความลับใหญ่หลวงบางอย่าง ใจหนึ่งก็อดสงสารฮูหยินอิงกั๋วกงไม่ได้
“ช่วงนี้มารดาของท่านยังเร่งให้แต่งงานอยู่หรือไม่”
จะรับสะใภ้ที่ผ่านการแต่งงานมาแล้วได้หรือไม่ยังไม่รู้ หากรู้ว่าบุตรชายตนถึงกับเฝ้ารอให้สามีผู้อื่นสิ้นชีวิต ร่างกายที่อ่อนแออยู่เดิมของฮูหยินคงยิ่งทรุดหนัก
“ถามมากนัก”
เขาไม่อยากให้ถาม นางก็ไม่ถามต่อ ฉือชิงหว่านเม้มปากเล็กน้อย “ท่านรู้ตัวเองก็ดีแล้ว”
กู้จิ่งสิงตอบเสียงเรียบ “ไม่ต้องให้เจ้ามาเป็นห่วง”
นางก็ไม่ได้อยากเป็นห่วงเสียหน่อย คนผู้นี้อารมณ์ขึ้นลงยากคาดเดา หากเขารู้ว่านางมองทะลุความคิดเขาไปหมดแล้ว เกรงว่าจะอยากปิดปากนางเสียเพื่อกันปัญหาภายหน้า
ไม่นานรถม้าก็มาส่งนางถึงหน้าจวนจงอี้ป๋อ ฉือชิงหว่านอึดอัดมานาน จึงรีบจะกระโดดลงจากรถ ทว่าอยู่ๆ กู้จิ่งสิงกลับคว้าตัวนางจากด้านหลัง
นางหันมองอย่างฉงน “ยังมีเรื่องอันใดอีก”
พอหันกลับไป ก็เห็นรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ผุดขึ้นบนใบหน้าเขา มืออีกข้างรองคาง จ้องมองนางตรงๆ
“เจ้าลืมแล้วหรือ ยังติดข้าอยู่หนึ่งร้อยตำลึง”
ฉือชิงหว่านทำท่าราวเผชิญศัตรู ขมวดคิ้วแน่น “ท่านก็ไม่ได้ตีคนเพราะข้าเสียหน่อย”
เงินเบี้ยเลี้ยงที่มารดาให้แต่ละเดือนไม่มากนัก หนึ่งร้อยตำลึงต้องเก็บถึงสี่เดือน หากมอบให้เขาในคราเดียว เงินที่อุตส่าห์ประหยัดมาทั้งหมดก็สูญเปล่า
“ช่วยเจ้าเป็นเรื่องแถมก็จริง แต่แค่เรื่องแถมก็มีค่าหนึ่งร้อยตำลึงแล้ว ด้วยตัวตนอย่างข้า หากจะให้ลงมือเพื่อเจ้าโดยเฉพาะ อย่างต่ำก็พันตำลึง”
ฉือชิงหว่านลังเลครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยอย่างจำใจ “ก็ได้”
กู้จิ่งสิงมองนางอย่างดูแคลนเล็กน้อย “ดูท่าประหนึ่งจะเอาชีวิตเจ้าไปเสียอย่างนั้น เอาเถิด ส่งถุงหอมให้ข้าสักใบ ก็หักลบหนึ่งร้อยตำลึงของเดือนนี้”
ถุงหอมจะมีค่ากี่มากน้อย คำนวณแล้วนางก็ไม่ต้องรัดเข็มขัดถึงเพียงนั้น
ใบหน้าฉือชิงหว่านพลันเบิกบาน รีบตอบรับ “ตกลง”
กู้จิ่งสิงเหลือบมองนางคราหนึ่ง ก่อนปล่อยให้นางลงจากรถ ฉือชิงหว่านกระโดดโลดเต้นกลับเข้าจวนอย่างร่าเริง ราวกับตนเป็นฝ่ายได้กำไรเสียเต็มที่
ช่างเป็นคนซื่อเสียจริง ได้เปรียบเพียงน้อยนิดก็ยิ้มจนปิดไม่มิดแล้ว
ตะวันคล้อยต่ำ ลมยามเย็นยังคงร้อนระอุ เรือนหลักจุดเพียงโคมดวงเดียว บิดายังมิกลับจวน
ฉือชิงหว่านมิได้กลับเรือนตนทันที ตั้งใจจะบอกมารดาเสียก่อน เรื่องที่วันนี้สวีอวิ่นกินในชามยังคิดถึงหม้ออื่น คิดปีนป่ายใกล้ชิดท่านหญิงฉางหนิง
ครั้นก้าวเข้าสู่เรือนหลัก ก็เห็นฮูหยินจงอี้ป๋อนั่งอยู่หน้ากระจกแต่งหน้า สีหน้าเคร่งขรึม ไม่รู้กำลังเพ่งมองสิ่งใด แม้กระทั่งนางเดินเข้าไปยังมิทันรู้ตัว
ฉือชิงหว่านเอ่ยเรียกเบาๆ “ท่านแม่?”
ฮูหยินจงอี้ป๋อได้สติกลับมา รีบเก็บของสิ่งหนึ่งใส่ตู้ทันที
“กลับมาแล้วหรือ”
“ท่านพ่อเล่าเจ้าคะ”
“ส่งคนมาบอกว่า คืนนี้จะไม่กลับจวน”
ตั้งแต่ครั้งครอบครัวยังพำนักอยู่ที่เฉวียนโจว บิดาก็โปรดการออกไปดื่มสุราสังสรรค์กับสหายเป็นนิจ พี่ชายเองก็เอาอย่าง มิได้ต่างกันนัก กระทั่งแต่งภรรยาแล้วจึงค่อยลดความสำมะเลเทเมาลงบ้าง
ครั้นย้ายมาถึงเปี้ยนจิง บ้านเมืองรุ่งเรือง แสงสีเย้ายวนอยู่ทั่วทุกหนแห่ง บิดายิ่งหลงใหลหนักกว่าเดิม ไม่รู้ว่ามารดาต้องปะทะคารมกับเขาไปแล้วกี่ครา
ฉือชิงหว่านลอบพิจารณาสีหน้ามารดา เห็นว่าอารมณ์มิได้ถูกกระทบ จึงค่อยเอ่ย
“ท่านแม่ วันนี้ข้าพบสวีอวิ่น”
ฮูหยินจงอี้ป๋อมิได้เงยหน้า เอ่ยตอบอย่างไม่ใส่ใจนัก “แล้วอย่างไร”
“วันนี้สวีอวิ่นอยู่กับท่านหญิง สกุลสวีเร่งรัดถอนหมั้น เพราะคิดจะเข้าจวนองค์หญิงใหญ่”
สีหน้าฮูหยินพลันหม่นลง “เหลวไหลสิ้นดี”
“สกุลสวีนี่ทะเยอทะยานเกินฐานะจริงๆ มิน่าเล่าจึงกลับลำเปลี่ยนท่าที สวีอวิ่นภายนอกดูซื่อสัตย์น่าเชื่อถือ ที่แท้กลับไร้ยางอายถึงเพียงนี้”
“พรุ่งนี้แม่จะให้พ่อเจ้าไปถอนหมั้นที่จวนสวีทันที”
ฉือชิงหว่านเห็นท่าทีมารดาแน่วแน่ จึงโล่งอก เดิมทีนึกว่ามารดาจะยืนกรานไม่ยอมถอนหมั้นเสียอีก
ตอนแรกวันนี้นางยังขุ่นเคืองอยู่บ้าง เห็นสวีอวิ่นวางท่าภายนอกสุภาพเรียบร้อย ที่แท้กลับคิดไต่เต้าหาความสูงส่ง แล้วยังกล้าดูหมิ่นนางเสียอีก ทว่าครั้นเห็นกู้จิ่งสิงซัดเขาจนหมดสภาพ ความขุ่นข้องในใจก็พลันเลือนหายไปสิ้น
นางเคยคิดว่าจะไม่พูดกับกู้จิ่งสิงอีกแล้ว สุดท้ายกลับคืนดีกันเพราะมีศัตรูร่วมกันเสียได้
“ท่านแม่ วันนี้กู้จิ่งสิงต่อยตีสวีอวิ่นเสียหนัก”
ฮูหยินเลิกคิ้วขึ้น “กู้จิ่งสิงหรือ”
“สวีอวิ่นกล้าหาญนัก ถึงกับหลอกท่านหญิง กู้จิ่งสิงทนดูไม่ได้ จึงออกหน้าสั่งสอนแทนองค์หญิงใหญ่”
ความจริงคือแทนท่านหญิงฉางหนิง แต่เรื่องนี้นางไม่กล้าเอ่ยตรงๆ ต่อหน้ามารดา
สีหน้าฮูหยินผ่อนคลายลงเล็กน้อย หันมามองฉือชิงหว่านตรงๆ
“เป็นเพียงเท่านั้นหรือ”
เรื่องที่บุตรสาวคุ้นเคยกับบุตรชายสกุลกู้นั้น นางล่วงรู้มาแต่แรก เพียงแต่ก่อนหน้านี้มิได้คิดลึกซึ้งนัก หนึ่งเพราะสกุลกู้สูงศักดิ์เกินเอื้อม ต่อให้หวังให้บุตรสาวได้แต่งเข้าสกุลใหญ่ ก็ไม่กล้าคิดไต่เต้าไปถึงขั้นนั้น สองเพราะยามกู้จิ่งสิงกับฉือชิงหว่านอยู่ร่วมกัน กลับดูคล้ายพี่น้องมากกว่าชายหญิง มิปรากฏเค้าลางความรักใคร่แม้แต่น้อย
ทว่าเมื่อฉือชิงหว่านเอ่ยว่ากู้จิ่งสิงถึงกับลงมือซัดสวีอวิ่น ฮูหยินจงอี้ป๋อก็หันมาพิจารณาบุตรสาวอย่างจริงจัง
นางเข้าสู่วัยออกเรือนแล้ว ดวงตากระจ่างใสราวหยาดน้ำ ฟันขาวเรียงงาม รูปโฉมอ่อนหวานมีชีวิตชีวา เรือนร่างก็อ่อนช้อยได้สัดส่วน ยามยืนยิ่งสะดุดสายตาผู้คน บุตรชายสกุลกู้มิใช่คนตาบอด ไฉนจะมองไม่เห็นความงามของฉือชิงหว่านได้เล่า
“ก็เป็นเช่นนั้นแหละเจ้าค่ะ”
ฮูหยินจงอี้ป๋อยิ้มกว้าง ใช้นิ้วเคาะหน้าผากบุตรสาวเบาๆ “เด็กโง่ เจ้าว่าซื่อจื่อกู้เป็นอย่างไรบ้าง”
เป็นอย่างไรหรือ
ก็ไม่อย่างไร
ฉือชิงหว่านนึกถึงกู้จิ่งสิง มุมปากพลันตกลงโดยไม่รู้ตัว
แท้จริงแล้วนางกับกู้จิ่งสิงมิได้สนิทสนมอันใดกันนัก ความเกี่ยวข้องระหว่างพวกเขาเริ่มต้นมาตั้งแต่หลายปีก่อน
ครั้งแรกที่นางเห็นเขา คือวันที่เขากำลังโต้เถียงกับคุณหนูผู้หนึ่งที่งดงามยิ่งนัก ภายหลังจึงได้รู้ว่านางคือท่านหญิงฉางหนิง
ไม่นานหลังจากนั้น ในงานเลี้ยงในวังหลวง นางเห็นกู้จิ่งสิงนั่งดื่มสุราอยู่เพียงลำพัง ครานั้นเป็นครั้งแรกที่นางก้าวเข้าสู่วัง มิรู้จักผู้ใด ได้แต่ถือของพระราชทานจากฮองเฮา นั่งเงียบอยู่มุมหนึ่ง
ท่ามกลางบรรดาบุรุษผู้มีความสามารถที่มารวมตัวกันเนืองแน่น เขากลับเป็นผู้ที่สะดุดตาที่สุด แม้เพียงยืนนิ่ง มิเอื้อนเอ่ยถ้อยคำ ก็ยังดึงดูดสายตาผู้คน
เขายังหนุ่มเพียงนั้น กลับถือจอกสุราดื่มเงียบๆ ราวกับมีเรื่องค้างคาอยู่ในใจ
นางเผลอลอบมองเขาโดยไม่รู้ตัว พลางสงสัยว่าเรื่องกับท่านหญิงฉางหนิงยังมิคลี่คลายหรือ เหตุใดจึงดื่มไม่หยุดเช่นนั้น
ทว่าการแอบมองของนางกลับถูกเขาจับได้ กู้จิ่งสิงถลึงตาใส่นาง ก่อนจะถือขวดสุรา ลากนางไปยังมุมหนึ่งของสวน
“ปล่อยข้าเถิด”
ฉือชิงหว่านตื่นตระหนก ไม่รู้ว่าการดึงรั้งกับบุรุษในวังหลวงเช่นนี้จะเหมาะสมหรือไม่
เขากลับสีหน้าเย็นชา “เจ้ากระจายเรื่องเมื่อวานออกไปหรือ”
“อันใดนะ”
เขายืนสูงตระหง่าน มองนางอย่างจับผิด นางพอจะมองออกว่าระหว่างเขากับท่านหญิงฉางหนิงต้องมีบางอย่าง ทว่าเรื่องนั้นหาใช่เรื่องของนางไม่ ทั้งสองล้วนเป็นผู้สูงศักดิ์เกินกว่าคนฐานะธรรมดาอย่างนางจะไปยุ่งเกี่ยว จะกล้าเอาไปพูดลับหลังได้อย่างไร
“ข้าไม่ได้ทำ”
“ไม่ได้ทำหรือ เมื่อวานข้าเพิ่งพบเจ้า วันนี้ผู้คนกลับรู้กันทั่ว”
นางเองก็ไม่รู้ว่าเหตุใดข่าวจึงแพร่ออกไป ได้แต่ย้ำเสียงสั่น
“ข้าไม่ได้พูดจริงๆ เจ้าค่ะ ข้าเพิ่งมาถึงเปี้ยนจิง มิรู้จักใครสักคน จะไปพูดกับผู้ใดได้เล่า”
เขายกมุมปากขึ้นเล็กน้อย “ไม่รู้จักใครหรือ วันนี้เจ้าก็ได้รู้จักแล้วมิใช่หรือ”
หลังจากวันนั้น ฉือชิงหว่านพยายามเว้นระยะจากเขาอยู่พักใหญ่ หากหลบได้ก็หลบ ไม่คิดเข้าไปพัวพันให้มากความ
คราใดต้องออกจากจวน นางมักระวังฝีเท้าเป็นพิเศษ เพียงเห็นเงาร่างคุ้นตาอยู่ไม่ไกลก็รีบเลี่ยงทางเสียก่อน ราวกับเกรงว่าจะพบหน้าเขาโดยไม่ทันตั้งตัว
ทว่าเมืองเปี้ยนจิงแม้กว้างใหญ่ กลับเหมือนแคบลงอย่างประหลาด ไม่ว่าจะหลบเลี่ยงเพียงใด นางก็มักบังเอิญพบเขาอยู่เสมอ บางคราเพียงเดินสวนกันผ่านไป บางคราเพียงสบตาแล้วแยกจาก ต่างฝ่ายต่างมิได้เอ่ยคำใด
กระทั่งวันหนึ่ง กู้จิ่งสิงกลับมายืนดักอยู่ตรงทางที่นางต้องผ่านอย่างไม่คิดปิดบัง เมื่อเห็นนางหมายจะหลบ เขาก็ยื่นมือคว้าข้อมือนางไว้เสียก่อน
ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ต่อให้นางพยายามหลบเลี่ยงเพียงใด คราใดที่กู้จิ่งสิงออกไปกับท่านหญิงฉางหนิง เขาก็มักพานางติดไปด้วยทุกครั้ง บางครั้งก็ชวนไปกิน บางครั้งก็พาเดินเล่นตามถนนในเมือง เปี้ยนจิงกว้างใหญ่เพียงใด สุดท้ายก็ยังต้องเดินเคียงกันอยู่ดี
ขณะเดียวกัน ฮูหยินจงอี้ป๋อหรี่ตาลงเป็นเส้นโค้งอ่อนโยน มุมปากยกยิ้มบาง
“หว่านเอ๋อร์ กู้ซื่อจื่อ…มิใช่ว่าเขาถูกใจเจ้าแล้วหรือ”
