บท
ตั้งค่า

บทที่ 4

หากกู้จิ่งสิงจะไปจริงๆ ต่อให้ฉือชิงหว่านวิ่งตามก็ย่อมไม่ทัน

“เดี๋ยวก่อน!”

นางคว้าชายเสื้อเขาไว้ไม่อยู่ ได้แต่เฝ้ามองเขาก้าวยาวๆ ตรงไปเบื้องหน้า ความกังวลบางเบาคลุมอยู่ในอก

ที่นางโกรธก็เพราะสวีอวิ่นเอ่ยถ้อยคำเสียดสี เขามิได้พาดพิงถึงกู้จิ่งสิงเลยสักคำ แล้วเขาจะเดือดดาลด้วยเหตุใด

ฉือชิงหว่านครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง พลันแสงสว่างแล่นวาบในใจ นางเข้าใจขึ้นมาทันที คำใดไม่กล่าว ดันกล่าวถึงท่านหญิงฉางหนิงต่อหน้ากู้จิ่งสิง

กู้จิ่งสิงเพิ่งยอมรับได้ว่าสตรีในดวงใจต้องแต่งออกเรือนไปแดนไกล สวีอวิ่นจงใจยกเรื่องนี้ขึ้นมา มิเท่ากับเย้ยหยันว่าท่านหญิงฉางหนิงทอดทิ้งเขาหรือ ครั้งนี้เรียกได้ว่าเตะต้องเหล็กร้อนเข้าเต็มเปา

สวีอวิ่นเดินเคียงข้างว่านหนิง ครั้นได้ยินเสียงฝีเท้ากู้จิ่งสิง ทั้งสองก็หันกลับมาพร้อมกัน

“ซื่อจื่อยังมีธุระอันใดหรือ”

กู้จิ่งสิงยิ้มบางๆ เอ่ยเรียบเฉย “เมื่อครู่ข้าได้ยินคุณชายสวีเอ่ยถึงเรื่องนกบินขึ้นกิ่งสูงกลายเป็นหงส์ ดูท่านจะมีความเห็นอยู่ไม่น้อย”

สวีอวิ่นเชิดหน้าขึ้น “แล้วซื่อจื่อคิดเห็นอย่างไร”

กู้จิ่งสิงหัวเราะเบาๆ “ข้าเห็นว่าที่ท่านกล่าวนั้นมีเหตุผล”

ฉือชิงหว่านเพิ่งตามมาถึง ได้ยินเขาเอ่ยเช่นนี้ ใจพลันหวิววาบ คิดว่าตนคงถูกพาดพิงไปด้วยอีกครา

ทว่าเสียงเขากลับเปลี่ยนทิศ ปลายนิ้วชี้ไปทางท่านหญิง

“ได้ยินว่าองค์หญิงใหญ่มีพระประสงค์จะหาบุรุษเข้าเรือนให้เจ้า อย่างไรเล่า นี่พบผู้เหมาะสมแล้วหรือ”

เพราะธิดาคนโตต้องแต่งออกเรือนไปไกล องค์หญิงใหญ่จึงคิดจะให้ว่านหนิงอยู่ใกล้กาย ครั้นคิดเช่นนั้นจึงหมายจะรับบัณฑิตหรือบุรุษผู้มีความสามารถเข้าเรือน หากสวีอวิ่นกล่าวว่าผู้อื่นปีนขึ้นที่สูง วันนี้เขายืนเคียงข้างท่านหญิงด้วยเหตุใดเล่า

ฉือชิงหว่านเม้มริมฝีปากกลั้นยิ้ม ถ้อยคำของกู้จิ่งสิงครั้งนี้ช่างคมคายยิ่งนัก สีหน้าสวีอวิ่นเย็นเฉียบลงทันใด เอื้อนเอ่ยสิ่งใดไม่ออก

กู้จิ่งสิงยังไม่คิดจะปล่อยเขาไปง่ายๆ “ยุคนี้บุตรเขยเข้าเรือน เพียงมีรูปโฉมก็เพียงพอแล้วหรือ หากไร้ฝีมือทางหมัดมวย ว่านหนิง เจ้าไม่เกรงว่าผู้นั้นจะคุ้มครองเจ้าไม่ได้หรือ”

ว่านหนิงเบิกตากว้าง “คุณชายสวีเป็นบัณฑิตนะเจ้าคะ”

กู้จิ่งสิงกล่าวหนักแน่น “เป็นบัณฑิตแล้วจะมิอาจเรียนรู้วิชาป้องกันตนได้หรือ ฮ่องเต้ทรงเชี่ยวชาญทั้งบุ๋นและบู๊ ขุนนางที่คัดเลือกย่อมควรเอาเยี่ยงอย่าง หากคัดเลือกแต่ผู้ป่วยอ่อนแอ ลาป่วยทุกวี่วัน ราษฎรจะเสียภาษีเลี้ยงดูคนเช่นนั้นไปเพื่อสิ่งใด”

กู้จิ่งสิงช่างพลิกแพลงวาจา ไม่น่าแปลกที่อิงกั๋วกงมักถูกเขาทำให้เดือดดาลอยู่เสมอ

สวีอวิ่นฝืนยิ้ม “คุณชายกู้กล่าวล้อเล่นแล้ว”

กู้จิ่งสิงสีหน้าจริงจัง “ข้าไม่เคยกล่าวล้อเล่น”

สวีอวิ่นจึงหันไปพึ่งว่านหนิง “ท่านหญิง คำของคุณชายกู้ทำให้ข้าลำบากใจนัก”

ว่านหนิงลังเลอยู่ชั่วขณะ ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน “ก็ฟังคำพี่จิ่งสิงเถิด”

“ท่านหญิง!”

“ท่านกล่าวเสมอว่าจะดูแลข้าไปชั่วชีวิต แต่แม้เพียงวิชาป้องกันตนยังไม่มี ท่านแม่จะวางใจมอบข้าให้ท่านได้อย่างไร”

กู้จิ่งสิงจ้องสวีอวิ่นนิ่ง สายตาสงบเยือกเย็น “คุณชายสวี เชิญ”

เมื่อข่าวแพร่ออกไปว่าซื่อจื่อจะประลองกับบุรุษผู้หนึ่ง ผู้คนต่างหลั่งไหลมาดูการประลองไม่ขาดสาย ไม่นานที่นั่งผู้ชมก็แน่นขนัด

กู้จิ่งสิงเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย ดวงตาคมวาวดุจประกายคมดาบ เพียงรูปร่างก็สูงกว่าสวีอวิ่นครึ่งศีรษะ ไหล่กว้างอกผายยืนตระหง่าน อำนาจบารมีแผ่ออกมาโดยไม่ต้องเอื้อนเอ่ยถ้อยคำ

เขาเติบโตในจวนกั๋วกงอย่างประคบประหงม ได้เห็นทั้งสนามรบและราชสำนักมาตั้งแต่วัยเยาว์ ประสบการณ์และภูมิหลังย่อมมิอาจเทียบกันได้ เมื่อก้าวเข้าสู่เวทีเดียวกัน สวีอวิ่นจึงตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบอยู่หลายส่วนโดยไม่ต้องสงสัย

ถึงขั้นนี้แล้ว สวีอวิ่นได้แต่กัดฟันกล่าว “พี่กู้ โปรดออมมือ”

กู้จิ่งสิงพยักหน้าเบาๆ “เชิญ”

ยามก่อนเมื่อกู้จิ่งสิงก่อเรื่อง ส่วนใหญ่มักเป็นลูกสมุนลงมือแทน ครั้งนี้นับเป็นครั้งแรกที่เขาลงสนามด้วยตนเอง

ครั้นเขาเก็บรอยยิ้ม สีหน้ากลับคมกริบประหนึ่งคมดาบ ฝีมือว่องไว ร่างพุ่งทะยานไปข้างหน้าอย่างเบาหวิว สวีอวิ่นยังมิทันตั้งตัว ไม่รู้แม้แต่จะหลบอย่างไร ก็ล้มคว่ำลงกับพื้นเสียเอง

กู้จิ่งสิงฉุดเขาลุกขึ้น เอ่ยเสียงเรียบ “อีกครั้ง”

ผู้คนในที่นั้นจำนวนไม่น้อยต่างรู้ดีว่าอิงกั๋วกงกับกู้จิ่งสิงมีเพียงความสงบศึกบนผิวหน้า เบื้องหลังกลับมิได้ลงรอยกันนัก ด้วยเหตุนี้จึงมีหลายคนลอบดูแคลนเขาอยู่เงียบๆ เดิมทีต่างเข้าใจว่าเขามีเพียงฝีมือผิวเผิน เอาไว้หยอกแมวล้อสุนัข หาใช่ของจริงไม่

บัดนี้เห็นกับตาว่าเขาเคลื่อนไหวดุดัน ท่วงท่าแน่นหนักชัดเจนว่าเป็นผู้ผ่านการฝึกมาโดยแท้ ต่างพากันลอบโล่งใจที่ก่อนหน้านี้อดกลั้นคำพูดเอาไว้

สวีอวิ่นงัดเอาท่าทางที่เคยฝึกเมื่อวัยเยาว์ออกมาใช้ ทว่าเบื้องหน้ากู้จิ่งสิงแล้วก็ประหนึ่งมดเทียบช้าง กู้จิ่งสิงรุกไล่ทุกกระบวนท่า จนเขาไร้เรี่ยวแรงจะตอบโต้ ทั้งเร็วทั้งหนัก ราวกับมิได้ออกแรงอันใดเลย

เสียงกระซิบในหมู่ผู้ชมดังขึ้นเป็นระยะ นี่มันความแค้นอันใดกัน กู้จิ่งสิงจึงลงมือหนักหนาเพียงนี้

ฉือชิงหว่านมองจนใจหายใจคว่ำ แท้จริงแล้วกู้จิ่งสิงรังเกียจยิ่งนักเมื่อมีผู้ใดเอ่ยถึงท่านหญิงฉางหนิง ภายหน้าตนคงต้องระวังวาจาให้มาก มิฉะนั้นภัยอาจเกิดเพราะคำพูด

เดิมทีคิดว่าเขาเพียงจะสั่งสอนสวีอวิ่นเล็กน้อย ไม่นานนัก สวีอวิ่นก็ทรุดกายอยู่บนพื้น เลือดไหลอาบใบหน้า ขยับเขยื้อนมิได้

เหตุใดกลับยิ่งตีจริงจังขึ้นเรื่อยๆ หากยังเป็นเช่นนี้ เรื่องคงบานปลายแน่

“คุณชายกู้ ข้าไปล่วงเกินท่านเรื่องใด เหตุใดจึงต้องลงมือถึงเพียงนี้ ถึงกับคิดจะเอาชีวิตข้าเพื่อระบายโทสะ”

กู้จิ่งสิงทอดสายตามองคนบนพื้น มุมปากยกขึ้นอย่างเหยียดหยาม หากมิใช่เพราะอีกฝ่ายมาปั่นป่วนแผนการของตนโดยไม่คาดคิด ก็คงไม่ต้องมีเรื่องวันนี้ คิดในสิ่งที่ไม่ควรคิดก็ช่างเถิด ยังกล้าเอ่ยถ้อยคำเช่นนั้นต่อหน้าฉือชิงหว่าน เกือบทำลายเรื่องดีของเขาเสียแล้ว

“คุณชายสวีล้อเล่นแล้ว เป็นเพียงการประลองตามปกติ”

เขายังควักตั๋วแลกเงินปึกหนึ่งออกจากอกเสื้อ โยนลงบนตัวสวีอวิ่น “สิ่งนี้นับเป็นคำขอโทษจากข้า”

ฆ่าได้แต่หยามมิได้ ผู้คนที่นั่งชมอยู่รอบลานเห็นภาพนั้นชัดถนัดตา ต่างพากันหัวเราะครืน

กู้จิ่งสิงยามปกติมักถือตัว มีเพียงผู้มีฝีมือแท้จริงเท่านั้นจึงจะได้รับสายตายกย่องจากเขา ส่วนสวีอวิ่น สำหรับเขาแล้วก็เป็นเพียงผู้พ่ายแพ้ที่มาล่วงเกินจุดต้องห้าม

บัดนี้โทสะระบายออกแล้ว เขาย่อมหันหลังจากไปโดยไม่คิดเหลียวแล

ท่านหญิงสีหน้าเรียบเฉย “น่าเบื่อ ให้คนพาเขากลับจวนสวีเถิด”

กู้จิ่งสิงก้าวลงมาจากกลางลานประลอง ใบหน้าประณีตราวสวรรค์สรรค์สร้าง งดงามถึงที่สุด บนมือยังเปื้อนคราบเลือด ทั้งสองสิ่งหลอมรวมกันกลับยิ่งขับให้เกิดกลิ่นอายสะกดใจผู้คน

ฉือชิงหว่านจ้องมองเขาไม่วางตา กู้จิ่งสิงเดินมาถึงตรงหน้า ดีดนิ้วหนึ่งครั้ง

“ไปกันเถิด”

ฉือชิงหว่านเดินตามหลังเขา สายตาไล่ตามชายเสื้อที่ปลิวสะบัดตามแรงลม บนนั้นยังแต้มด้วยคราบเลือด แสดงความโอหังสะดุดตา

หวุดหวิดนัก ความกระวนกระวายถาโถมเข้ามาในใจนางไม่หยุด

เมื่อครู่ตอนนั่งกินข้าว นางยังแอบคิดเรื่องที่กู้จิ่งสิงมิอาจตัดใจจากท่านหญิงฉางหนิง หากเผลอถามออกไป วันนี้คนที่ถูกใช้เป็นที่ระบายโทสะคงเป็นนางเอง

“เร็วหน่อย”

ฉือชิงหว่านรีบยกชายกระโปรง วิ่งเหยาะๆ ตามไป รถม้าจวนกู้จอดรออยู่ริมถนนแล้ว

“ขึ้นรถ”

ฉือชิงหว่านมิได้ตอบรับ เพียงจับจ้องรอยถลอกบนมือเขา พลันเหลือบไปเห็นโรงหมอที่หัวมุมถนน

“รอข้าประเดี๋ยว เดี๋ยวข้ามา”

ครั้นกลับมา ในมือนางมีขวดยาเพิ่มขึ้น ทั้งสองขึ้นนั่งในรถ ม้าค่อยๆ เคลื่อนตัวไปข้างหน้า

ฉือชิงหว่านหยิบผ้าเช็ดหน้าสองผืน สีหน้าจริงจังยิ่งนัก ผืนหนึ่งค่อยๆ เช็ดคราบเลือดบนมือกู้จิ่งสิง อีกผืนแตะยาทาลงเบาๆ แล้วพันแผลอย่างระมัดระวัง

กู้จิ่งสิงยกมุมปากขึ้น “แค่แผลถลอกเท่านี้ ยังต้องทายาอีกหรือ”

อยู่ร่วมกันมาหลายปี นางก็รู้ดีว่าเขาเป็นคนเช่นไร ทั้งตัวก็มีเพียงปากที่แข็งนัก

“อืม แต่สวีอวิ่นคงต้องกลับไปบำรุงยกใหญ่แล้ว”

ฉือชิงหว่านมิได้หวั่นไหว ยังคงตั้งใจจัดการแผล พลางถอนหายใจเบาๆ

“พอให้เขาเข็ดก็พอ วันนี้เรื่องบานปลายเช่นนี้ บิดาของท่านต้องโกรธแน่”

สวีอวิ่นถูกซัดจนแทบสิ้นสภาพ ทางสกุลสวีย่อมไม่ปล่อยผ่านง่ายๆ เรื่องนี้อย่างไรก็ต้องลุกลามไปถึงหูท่านกั๋วกงเป็นแน่

กั๋วกงเป็นแม่ทัพโดยสายเลือด แม้จะรักใคร่เอ็นดูบุตรชาย แต่ครั้นถึงคราวเข้มงวดก็เด็ดขาดยิ่ง มิใช่เพียงเรียกมาตักเตือนหรือลงโทษตามกฎเรือน หากแต่สั่งลงกระบองทหารโดยตรง

กระบองทหารนั้นมิใช่ของเล่น ลงไปแต่ละครั้งหนักหน่วงถึงกระดูก ผู้ใดถูกลงโทษเข้า ต่อให้ร่างกายแข็งแรงเพียงใด ก็มีไม่น้อยที่ต้องนอนพักครึ่งเดือนกว่าจะลุกขึ้นได้

“ข้ายังมิได้จริงจังเสียด้วยซ้ำ”

ฉือชิงหว่านร้องเสียงหลง “เขาถึงกับกระอักเลือดแล้วนะ”

“วางใจเถิด แค่ดูหนัก ข้ารู้ขอบเขตดี” กู้จิ่งสิงหัวเราะอย่างไม่ใส่ใจ

“รับเงินแล้วก็ต้องทำให้สมราคา หนึ่งร้อยตำลึงเงิน อย่าลืมให้ข้าเล่า”

ฉือชิงหว่านมองเขาเช่นนั้น ใจตนกระจ่างดี คนอย่างเขาที่รักศักดิ์ศรียิ่งนัก ย่อมไม่ยอมรับเด็ดขาดว่าลงมือเพราะท่านหญิงฉางหนิง

นางถอนใจอีกครา พลางหาทางลงให้เขา “เช่นนั้นก็ยิ่งไม่จำเป็นต้องออกหน้าแทนข้า จนตนเองต้องเดือดร้อน หากเรื่องลุกลาม ท่านกั๋วกงดุท่านก็อย่าได้เถียงตอบ หากถูกกักบริเวณ ก็ให้สือโถวบอกอวิ๋นเมิ่ง ข้าจะส่งยาและของกินไปให้”

ดวงตากู้จิ่งสิงใสกระจ่าง รอยยิ้มมิอาจปิดบังได้ “คิดไปเอง”

“ว่านหนิงยังอ่อนต่อโลก อย่างไรข้าก็เคยมีไมตรีกับพี่สาวนางอยู่บ้าง สวีอวิ่นกลับกล้าใช้เล่ห์เพทุบายหลอกลวงนางถึงเพียงนี้ หากไม่สั่งสอนเสียบ้าง ภายหน้าคงได้ใจ คิดล่วงเกินผู้ใหญ่หนักข้อยิ่งกว่าเดิม”

กู้จิ่งสิงเงยหน้ามองช้าๆ เอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบที่สุด ราวกับเป็นเรื่องธรรมดา

ฉือชิงหว่านสีหน้าไม่แปรเปลี่ยน ฟังเขาหาเหตุผลเสริม แม้บางส่วนจะเป็นความจริง แต่ส่วนใหญ่ก็ยังเพราะท่านหญิงฉางหนิงอยู่ดี

แม้กู้จิ่งสิงจะมิได้ลงมือเพราะนางโดยตรง ทว่าคนที่ถูกตีคือสวีอวิ่นผู้น่ารังเกียจ ไม่ว่าอย่างไรก็เท่ากับช่วยนางระบายโทสะออกไปหนึ่งครา

“อย่างไรก็ต้องขอบคุณท่านในวันนี้”

“เรื่องเล็กน้อย”

กู้จิ่งสิงยกแขนทั้งสองประสานไว้หลังศีรษะ เอนกายพิงผนังรถ หลับตาพักอย่างสำราญ ใบหน้าคมสันประหนึ่งสลักด้วยคมดาบ ครั้นไอแข็งกร้าวจางหาย สีหน้าก็ดูอ่อนลงไม่น้อย ภายใต้เปลือกนอกเย็นชาที่ผู้คนมิกล้าเข้าใกล้ กลับซ่อนหัวใจลึกซึ้งอันยากหยั่งถึงไว้เช่นนี้

ท่านหญิงฉางหนิงแต่งออกเรือนไปแล้ว หากกู้จิ่งสิงยังปล่อยตนให้ค้างคาเช่นนี้ต่อไป เกรงว่าฮูหยินอิงกั๋วกงคงได้ตรอมใจตายเป็นแน่

เห็นว่าอารมณ์เขาผ่อนคลายลงมาก นางจึงกล้าถามอ้อมๆ “ท่านหญิงฉางหนิงที่ไซเป่ยเป็นอย่างไรบ้าง”

กู้จิ่งสิงสีหน้าเรียบเฉย ไม่คิดจะสนทนา “เจ้าถามถึงนางทำไม”

“ก็แค่อยากรู้เท่านั้น”

“ไม่ทราบ ได้ยินเพียงว่าแม่ทัพหยวนร่างกายไม่ค่อยแข็งแรงนัก”

ฉือชิงหว่านสะท้านในใจ คำพูดของกู้จิ่งสิงเช่นนี้ หรือว่าเขากำลังรอวันที่ท่านหญิงเป็นม่าย แล้วจึงค่อยรับนางกลับมา ช่างวางหมากเสียละเอียดนัก

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel