บทที่ 6
คำว่า “ซื่อจื่อชอบเจ้า” จากปากฮูหยินจงอี้ป๋อ ทำให้ฉือชิงหว่านตกตะลึง นั่งนิ่งอยู่กับที่
ใบหน้านางพลันแต้มด้วยสีแดงระเรื่อ กัดริมฝีปากแล้วรีบเอ่ย “ท่านแม่เข้าใจผิดแล้ว”
ฮูหยินจงอี้ป๋อราวกับมิได้ยิน น้ำเสียงกลับสดใสขึ้นเสียอีก
“เด็กโง่ เพียงเท่านี้ยังดูไม่ออกอีกหรือ กู้จิ่งสิงเห็นว่าสวีอวิ่นทำผิดต่อเจ้า จึงออกหน้าแทนเจ้าแน่นอน พรุ่งนี้แม่จะให้พ่อเจ้ารีบไปถอนหมั้นเสียให้เรียบร้อย เผลอๆ เดือนหน้าอิงกั๋วกงอาจมาสู่ขอถึงเรือนก็เป็นได้ แม่เองยังไม่คิดเลยว่าเจ้าจะมีวาสนาถึงขั้นผูกใจซื่อจื่อได้ แม้ได้เป็นเพียงอนุในจวนอิงกั๋วกง ก็ยังเป็นที่อิจฉาของคนทั้งเปี้ยนจิงแล้ว”
“ท่านแม่”
นางไม่รู้ว่ามารดาตีความไปไกลถึงเพียงนี้อย่างไร ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องดับความฝันลมๆ แล้งๆ นี้เสียก่อน
“กู้จิ่งสิงมิได้ชอบข้า” ฉือชิงหว่านรีบอธิบาย “เขาทำไปเพราะท่านหญิงฉางหนิงต่างหาก”
“ท่านหญิงฉางหนิงหรือ”
ตามปกตินางมิได้ปิดบังเรื่องส่วนตัวกับมารดา ทว่าครั้งนี้เป็นเรื่องต้องห้ามของกู้จิ่งสิง ทั้งเปี้ยนจิงแทบไม่มีผู้ใดล่วงรู้ นางก็เพียงสังเกตเอาเองเท่านั้น
ฮูหยินจงอี้ป๋อขมวดคิ้ว “นางแต่งออกเรือนไปแล้วมิใช่หรือ”
“กู้จิ่งสิงกำลังรอวันที่ท่านหญิงเป็นม่าย เพื่อจะรับนางกลับมา”
“อันใดนะ”
ฮูหยินไม่อยากเชื่อ แต่เห็นแววตาดำขลับของบุตรสาวนิ่งสงบ น้ำเสียงจริงจัง ความยินดีเมื่อครู่ก็พลันจืดจาง
“กู้จิ่งสิงถึงกับคิดอ่านเช่นนี้ ฮูหยินอิงกั๋วกงทราบหรือไม่”
“ย่อมไม่ทราบ ท่านแม่โปรดเก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับด้วย”
ฮูหยินจงอี้ป๋อทอดถอนใจเบาๆ “เขาว่ากันว่าอยู่ใกล้น้ำย่อมได้เห็นจันทร์ก่อน จวนเราก็อยู่ใกล้จวนอิงกั๋วกง เจ้าก็รู้จักกู้จิ่งสิงมานาน ไฉนจึงไม่พยายามผูกใจเขาไว้ หากได้แต่งเข้าสกุลกู้ ไม่ว่าฐานะใด จวนจงอี้ป๋อของเราจึงจะยืนหยัดในเปี้ยนจิงได้อย่างแท้จริง”
ฉือชิงหว่านไม่รู้จะตอบเช่นไร เรื่องแต่งงานนั้นมิใช่เพียงใจตรงกันก็พอ ผู้ใหญ่ย่อมมองเรื่องฐานันดรศักดิ์และความเหมาะสมเป็นสำคัญ ต่อให้ท่านหญิงฉางหนิงกลับมาแต่งกับกู้จิ่งสิงในภายหน้า ฮูหยินอิงกั๋วกงก็คงได้แต่ข่มใจไว้ เพราะเห็นแก่หน้าองค์หญิงใหญ่ ภายนอกยังต้องรับน้ำชาด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม
แม้แต่สกุลสวียังดูแคลนว่าบิดานางมีเพียงตำแหน่งแต่ไร้อำนาจ มิอาจเปิดทางสร้างสายสัมพันธ์ในเปี้ยนจิงได้ แล้วจวนอิงกั๋วกงซึ่งมีบารมีและพรรคพวกมากมาย จะละทิ้งความได้เปรียบเหล่านั้น มาผูกไมตรีกับจวนจงอี้ป๋อไปเพื่อเหตุใดเล่า
ฉือชิงหว่านกล่าวปลอบ “ท่านแม่ พี่ใหญ่ยังอยู่เฉวียนโจว แม้การแต่งงานของลูกจะติดขัด แต่คิดเสียว่าลูกยังได้อยู่ปรนนิบัติท่านพ่อท่านแม่อีกหลายปี อีกทั้งพี่สาวลูกพี่ลูกน้องก็ยังมิได้ออกเรือน”
“ฉือชิงหว่าน เจ้าโง่จริงหรือแสร้งโง่กันแน่ หากครอบครัวดีๆ ถูกพี่สาวเจ้าเลือกไปก่อน แล้วเจ้าจะทำอย่างไร”
นางไม่อาจเกลี้ยกล่อมมารดาได้ ซ้ำยังถูกตำหนิไปอีกครา
ฮูหยินจงอี้ป๋อขยับกายนั่งตรงตรง สีหน้าเคร่งขรึมลง คล้ายมีถ้อยคำสำคัญจะเอ่ย
ฉือชิงหว่านมองอย่างสงสัย “ท่านแม่จะกล่าวสิ่งใดหรือเจ้าคะ”
“แม่กลุ้มเรื่องแต่งงานของเจ้าจนแทบนอนไม่หลับ เลยลองคัดคนใหม่ๆ มาให้เจ้าดูอีกสักหน่อย ดีหรือไม่”
“ยังมิได้ถอนหมั้นเลยมิใช่หรือเจ้าคะ เหตุใดจึงต้องดูตัวอีกแล้ว” ฉือชิงหว่านเอ่ยเสียงอ่อน ทำท่าหลบเลี่ยง
ฮูหยินจงอี้ป๋อขมวดคิ้ว “แต่เดิมแม่ก็ไม่ถูกชะตากับสกุลสวีอยู่แล้ว มีความรู้แล้วอย่างไร ฐานะก็สามัญเสียยิ่งกว่าเรา หากมิใช่พ่อเจ้าต้องการผูกสัมพันธ์กับเขา แม่ไม่มีวันยอมยกลูกให้แน่ โชคดีที่แม่เตรียมทางไว้สองทาง”
น้ำเสียงของนางหนักแน่น แววตาเต็มไปด้วยความคาดหวังชัดเจน ฉือชิงหว่านจึงได้แต่รับแผ่นป้ายรายนามเหล่านั้นมาพลิกเปิดดูอย่างจำใจ
รอยยิ้มบนใบหน้าอ่อนเยาว์ค่อยๆ เลือนหาย ดวงตาหม่นลง พลันนิ่งเงียบ
“นี่คือบุรุษที่ท่านแม่เลือกให้ลูกหรือเจ้าคะ”
“เจ้าว่าอย่างไร”
ในแผ่นป้ายเหล่านั้น บางคนมีอายุไล่เลี่ยกับบิดาของนาง บางคนภรรยาเอกเพิ่งสิ้นไปเมื่อไม่กี่ปีก่อน กำลังหาภรรยาใหม่มาเติมเรือน บางคนถึงขั้นมีภรรยาเอกอยู่แล้ว หากแต่งไปก็ได้เพียงฐานะอนุ
ฉือชิงหว่านทั้งกายแผ่ความต่อต้าน น้ำเสียงเด็ดขาด “ลูกไม่แต่งกับคนเหล่านี้”
ฮูหยินจงอี้ป๋อดูจะคาดไว้แล้ว จึงพูดเสียงอ่อนลง “หว่านเอ๋อร์ ลองพิจารณาให้รอบคอบอีกสักครั้งเถิด”
จะพิจารณาอันใดอีก ต่อให้เปิดดูอีกกี่หน อายุของคนเหล่านั้นก็ไม่ลดลงสักยี่สิบปี
ฮูหยินกล่าวต่อ “คนเหล่านี้มิใช่สกุลใหญ่ก็เป็นผู้กุมอำนาจในมือ จะเป็นอนุแล้วอย่างไร หากรู้จักเอาใจเจ้าของเรือนให้ถูกทาง วันหนึ่งก็ยังมีโอกาสได้ผงาดขึ้นมา”
ยิ่งไปกว่านั้น บุตรสาวของนางก็มีรูปโฉมงดงาม ตั้งแต่ย้ายมาอยู่เปี้ยนจิงหลายปี ใบหน้าที่เคยอิ่มเอิบยามเยาว์วัยก็ค่อยๆ เรียวเล็กลงอย่างประณีต รอยยิ้มยังคงความสดใสของหญิงสาววัยแรกแย้ม ผู้ใดได้เห็นย่อมอดหวั่นไหวมิได้ นิสัยก็ดีงามเรียบร้อย จึงมีผู้คนไม่น้อยเคยส่งคนมาทาบทามแล้ว
แม้บุรุษในป้ายจะอายุสูงไปบ้าง ทว่าล้วนมีอำนาจชื่อเสียงในเปี้ยนจิง บุตรสาวแต่งไปย่อมไม่ลำบาก อีกทั้งยังช่วยให้จวนจงอี้ป๋อเชิดหน้าชูตา หากโชคเข้าข้าง ยังอาจช่วยให้บุตรชายฉือเย่าถูกเรียกกลับเปี้ยนจิงได้
“หว่านเอ๋อร์ฉลาด ย่อมเข้าใจความหวังดีของแม่”
“ลูกไม่เข้าใจ”
น้ำเสียงฉือชิงหว่านสั่นเล็กน้อย ดวงตาคลอชื้น “ท่านแม่ ลูกไม่อยากแต่งกับคนอายุมาก ในเปี้ยนจิงมีบุรุษหนุ่มผู้มีความสามารถตั้งมากมาย เหตุใดต้องไปเป็นอนุ”
“บุรุษหนุ่มผู้มีความสามารถหรือ” ฮูหยินถอนใจ
“ก่อนหน้านี้พ่อเจ้าคิดจะยกเจ้าให้สวีอวิ่น แม่เห็นว่าเขามีความรู้ แม้มิได้ร่ำรวยนัก แต่อย่างน้อยก็เป็นคนตรงไปตรงมา เจ้าแต่งไปคงไม่ลำบาก ทว่าเป็นอย่างไรเล่า สวีอวิ่นคิดแต่จะไต่เต้าหาท่านหญิง ในใจเขามีเจ้าที่ใด คนเช่นนี้ จวนจงอี้ป๋อเสียหน้าครั้งหนึ่งก็เกินพอ”
ฮูหยินจงอี้ป๋อทอดถอนใจยาว
“ยามแม่แต่งให้พ่อเจ้า เขายังเป็นเพียงบุตรชายรองของจงอี้ป๋อ มิได้สืบทอดตำแหน่ง มองภายนอกก็เห็นว่าเป็นคนขยันมั่นคง น่าไว้วางใจ แล้วผลเป็นเช่นไรเล่า ครั้นคลอดพี่ชายเจ้าได้ไม่นาน ก็ถูกส่งไปประจำต่างถิ่น แม่ยังไม่ทันพ้นเดือนก็ต้องเก็บข้าวของ เดินทางไกลไปถึงเฉวียนโจว หากพ่อเจ้าขยันจริงก็ยังพอว่า แต่นอกจากเงินเดือนเพียงน้อยนิด เขายังเลี้ยงสตรีนอกเรือนไว้อีก เฉวียนโจวทั้งร้อนทั้งชื้น ยามแม่คลอดเจ้าต้องทนทุกข์เพียงใด เขาเคยใส่ใจบ้างหรือไม่”
“แม้บัดนี้เขาจะได้สืบตำแหน่งจงอี้ป๋อแล้ว แม่ก็ยังไม่เคยใช้ชีวิตสุขสบายเช่นฮูหยินสกุลอื่นเลย”
นางทอดสายตามองบุตรสาวอยู่นาน ก่อนเอ่ยเสียงแผ่วแต่หนักแน่น
“ดูเถิด ตำแหน่งจงอี้ป๋อที่พ่อเจ้าสืบทอดมานั้น มิอาจเทียบพี่ชายของเขาได้แม้เพียงครึ่งเดียว การเลือกคู่ครองจึงเป็นโอกาสเปลี่ยนชะตาครั้งที่สองของเจ้า หรือเจ้าจะยอมเป็นเช่นแม่ ตรากตรำมาครึ่งชีวิต ทว่าท้ายที่สุดกลับมิได้สิ่งใดติดมือเลย”
ฮูหยินจงอี้ป๋อพูดพลางเสียงสั่นยิ่งขึ้น “แม่ไม่อยากให้เจ้าซ้ำรอยแม่อีกแล้ว”
ฉือชิงหว่านน้ำตาคลอเบ้า มิอาจเอ่ยถ้อยคำโต้แย้งได้
ในฐานะบุตรสาวแห่งจวนจงอี้ป๋อ นางไม่เคยต้องเผชิญแดดฝนลำบากเช่นชาวชนบท ยามพำนักอยู่ที่เฉวียนโจว ค่าใช้จ่ายก็ไม่สูงเท่าเปี้ยนจิง มารดาไม่เคยปล่อยให้นางขาดตกสิ่งใด
ตลอดหลายปีที่ใช้ชีวิตในฐานะคุณหนูสกุลฉือ แม้มิได้หรูหราฟุ่มเฟือยเท่าบุตรสาวสกุลใหญ่ในเปี้ยนจิง แต่หากถามจากใจ บิดามารดาก็ดูแลนางอย่างดีที่สุดแล้ว
เพื่อบิดามารดาและพี่ชาย หากต้องเสียสละบ้าง ก็นับเป็นหน้าที่ของบุตรสาว
หากแต่งไปเป็นอนุ แม้ตนต้องลำบาก หากสามารถเอาใจคนเหล่านั้นได้ เพียงขยับนิ้ว ก็อาจช่วยให้พี่ชายถูกเรียกกลับเปี้ยนจิง บิดามารดาก็ไม่ต้องทะเลาะกันทุกวัน
ทว่าเหล่าบุรุษสูงวัยเหล่านั้นก็เพียงเห็นค่านางเพราะวัยสาวและรูปโฉม ยามต้องการจึงปรายตามอง ครั้นพ้นจากนั้นก็ลืมเลือน ต้องใช้ความงามประคองชีวิตทุกวัน ยังต้องคอยรับมือกับภรรยาเอก ชีวิตเช่นนั้น นางไม่กล้านึกถึง
หยาดน้ำตาเม็ดโตไหลรินอาบแก้ม เปียกชุ่มชายเสื้อ
ฮูหยินจงอี้ป๋อเอื้อมมือเช็ดน้ำตาให้ “เจ้าฉลาดมาแต่เล็ก ย่อมคิดได้ หากวันใดเจ้าผงาดขึ้นมา ผู้คนก็จะมองเจ้าใหม่ ชีวิตเช่นนั้นมิสุขกว่าที่แม่ใช้ในเปี้ยนจิงหรือ”
“ลูกทราบดีว่าท่านแม่ใช้ชีวิตไม่ง่าย”
บิดาใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่าย ฐานะในจวนจึงฝืดเคือง ทั้งยังต้องส่งเงินไปให้พี่ชายอีก เหลือใช้ในเรือนน้อยนัก ชุดผ้าทอที่นางสวมอยู่ก็เป็นของเมื่อสองปีก่อน
นางยังจำได้ดี ช่วงแรกที่ย้ายมาเปี้ยนจิง และได้เข้าวังร่วมงานเลี้ยงเป็นครั้งแรก เหล่าฮูหยินผู้มีศักดิ์ต่างประดับทองหยก ใบหน้าเปล่งปลั่ง บุตรสาวของพวกนางก็เชิดหน้าสง่างาม สกุลใดกำลังรุ่งในราชสำนัก ย่อมมีผู้คนห้อมล้อมรายล้อม
จวนจงอี้ป๋อที่กำลังเสื่อมถอย ยืนอยู่ท่ามกลางนั้นยิ่งดูอับแสง ยิ่งพยายามปกปิดความขาดแคลน ก็ยิ่งเผยพิรุธ มารดากับนางยังไม่ชำนาญพิธีในวัง ได้แต่ลอบมองผู้อื่นแล้วทำตาม
เมื่อเห็นฮูหยินบางคนเคาะตะเกียบแล้วลุกขึ้นทำท่าจะออกจากที่นั่ง นางกับมารดาก็รีบลุกตามโดยมิทันไตร่ตรอง ภายหลังจึงรู้ว่าเป็นเพียงการหยอกเย้า เจตนาให้พวกนางตกเป็นที่ขบขัน
ฉือชิงหว่านมิอาจลืมใบหน้ามารดาในวันนั้น ที่แดงก่ำด้วยความอับอาย ดวงตาสั่นไหวราวกลั้นน้ำตาไว้สุดกำลัง
หากแต่งไปเป็นอนุ แม้ตนต้องอดทน หากเอาใจได้ ก็อาจช่วยให้พี่ชายกลับมา บิดามารดาก็ไม่ต้องทะเลาะกันอีก
แต่เมื่อคิดถึงใบหน้าชราที่เต็มไปด้วยริ้วรอย ต้องรอคอยความโปรดปรานทุกวัน คอยหวั่นเกรงคำตำหนิของภรรยาเอก บุตรที่เกิดมาก็อาจถูกกดขี่ ฉือชิงหว่านยิ่งสะอื้น น้ำตาไหลไม่หยุด
“ท่านแม่ ลูกเหนื่อยแล้ว ขอเวลาลูกคิดสักหน่อยเถิด”
“หว่านเอ๋อร์ย่อมคิดได้”
