บทที่ 3
ฉือชิงหว่านยืนเหม่อมองคนทั้งสองบนบันไดอย่างนิ่งงัน สวีอวิ่นเดินเคียงข้างท่านหญิงว่านหนิง มือประคองกันพอเหมาะ มิได้ล้ำเส้น เสียงหัวเราะเบาๆ ที่แว่วลงมาเป็นครั้งคราว ทำให้ผู้คนเข้าใจว่าท่านหญิงว่านหนิงในที่สุดก็คงได้พบคู่ครองที่เหมาะสมแล้ว
กู้จิ่งสิงมองตามสายตานาง แววตาเฉียบคม ผู้ที่สวีอวิ่นหมายจะไต่เต้าสูงส่ง มิใช่ผู้ใดอื่น หากคือท่านหญิงว่านหนิง
คนทั้งสองบนชั้นบนนั้นโดดเด่นเกินไป กู้จิ่งสิงจึงเอ่ยขึ้นอย่างไม่รีบร้อน
“เป็นว่านหนิง ไปทักทายกันก่อนเถิด”
ฉือชิงหว่านมิได้ขานรับ ยังคงยืนนิ่ง กู้จิ่งสิงเหลือบมองนาง
“คนผู้นั้น…คือสวีอวิ่นใช่หรือไม่”
หัวใจนางสะดุดวูบ
“สายแล้ว ท่านรอท่านหญิงว่านหนิงเถิด ข้าขอตัวกลับก่อน”
นางหมุนกายจะไป
“กลับมา”
น้ำเสียงสั้น กระชับ กู้จิ่งสิงมองท่าทีที่หลบเลี่ยงแล้วรู้สึกขบขันในใจ สายตาเลื่อนไปยังบุรุษที่ยืนข้างว่านหนิงอีกครั้ง
“จะหลบทำไม”
ฉือชิงหว่านเองก็ไม่รู้ว่ากำลังหนีสิ่งใด ราวกับมีแรงไร้นามผลักดันอยู่เบื้องหลัง
นางกลัวว่าสวีอวิ่นจะทำเป็นไม่รู้จักตน กลัวว่าท่านหญิงว่านหนิงจะล่วงรู้เรื่องหมั้นหมาย และยิ่งกลัวว่ากู้จิ่งสิงจะยืนดูเป็นเรื่องขบขัน
นางหันหลังให้บันได แทบอยากก้าวเท้าให้เร็วดั่งสายลม หนีกลับจวนเสียเดี๋ยวนี้ ทว่าท่าทีเช่นนั้นกลับยิ่งทำให้กู้จิ่งสิงเข้าใจทุกอย่าง
เพียงพริบตาเดียว สายตาเขาคมกริบขึ้น “เขาคือคนที่เจ้าหมั้นหมายไว้ใช่หรือไม่”
“ท่าน…อย่าพูดเหลวไหล พวกเรากำลังจะถอนหมั้นแล้ว”
ฉือชิงหว่านตอบตะกุกตะกัก มุมปากกู้จิ่งสิงยกขึ้นเล็กน้อย “กำลังจะถอนหมั้นหรือ”
เขาเหลือบมองขึ้นไปยังบันได “ว่าที่สามีของเจ้า ไฉนจึงยืนเคียงว่านหนิง”
นางนิ่งเงียบ กู้จิ่งสิงยังคงไล่ต้อน
“เมื่อครู่เขายื่นมือประคองว่านหนิง”
“เรื่องเล่าของเขา ก็ทำว่านหนิงยิ้มได้”
คำว่าว่าที่สามีของเจ้าหลุดออกมาครั้งแล้วครั้งเล่า เจงขาใจหยิบภาพสวีอวิ่นเอาใจท่านหญิงว่านหนิงมาเยาะเย้ยนาง ความสงสารที่เพิ่งมีต่อเขาเมื่อครู่พลันสลายสิ้น กู้จิ่งสิงช่างเป็นคนเลวร้ายเหลือเกิน
*****
กู้จิ่งสิงกับฉือชิงหว่านยืนเคียงกัน รูปลักษณ์ทั้งสองสมกันนัก แม้มิได้มีขบวนใหญ่โตเช่นท่านหญิงว่านหนิง ก็ยังสะดุดตาไม่น้อย ไม่นานคนบนบันไดก็สังเกตเห็น
ท่านหญิงว่านหนิงเมื่อเห็นกู้จิ่งสิงที่ชั้นล่าง ใบหน้าก็พลันเปล่งประกาย ท่ามกลางเสียงห้ามปรามของผู้ติดตาม นางก็ก้าวกระโดดลงบันไดสองสามก้าว
“พี่จิ่งสิง”
สายตาของกู้จิ่งสิงยังจับจ้องอยู่ที่ฉือชิงหว่าน รอยยิ้มบางเบา
ฉือชิงหว่านจำต้องยืนอยู่กับที่ พลันสบตากับสวีอวิ่นพอดี ทว่าเพียงชั่วอึดใจ เขาก็เบือนหน้าหนี สีหน้าราบเรียบ ราวกับเมื่อครู่มิได้มองนางเลย หากเป็นเพียงคนแปลกหน้าผู้หนึ่งเท่านั้น
เขายืนอยู่เบื้องหลังว่านหนิง ไม่เหลียวมองนางอีก ราวกับนางมิได้มีตัวตน เขากำลังแสร้งทำเป็นมิรู้จักนางหรือ
ท่านหญิงเอ่ยสนทนากับกู้จิ่งสิงไม่หยุด จนสวีอวิ่นค่อยๆ ก้าวเข้ามาข้างนาง
“ชิงหว่าน ข้ากับท่านหญิงว่านหนิงเพิ่งรู้จักกันไม่นาน มิได้เป็นอย่างที่เจ้าคิด”
“ท่านหญิงทราบหรือไม่ ว่าท่านกับข้ายังมิได้ถอนหมั้นกัน”
สวีอวิ่นชะงักไปชั่วครู่ ก่อนเบี่ยงประเด็นกล่าวว่า
“ท่านหญิงทรงหมายมั่นในตัวข้าแล้ว อีกไม่นานจะกราบทูลองค์หญิงใหญ่ให้ทรงสนับสนุน หากภายหน้ามีสิ่งใดต้องการ ข้าย่อมทุ่มเทช่วยเหลือสุดกำลัง”
กล่าวเช่นนี้ ก็เท่ากับว่ายังมิได้ทรงทราบ
“คุณชายสวีกำลังหลอกลวงท่านหญิงหรือ”
สวีอวิ่นนิ่งเงียบ
เขาเหยียบเรือสองลำอยู่ในคราเดียว ช่างกล้าหาญเสียเหลือเกิน การล่วงเกินจวนจงอี้ป๋ออาจมิใช่เรื่องใหญ่ในสายตาเขา ทว่าหากองค์หญิงใหญ่ทรงทราบว่าบุรุษผู้นี้กล้าพัวพันท่านหญิงว่านหนิง เส้นทางรับราชการของเขาคงดับสิ้นอย่างแน่นอน
เขาย้อนถามว่า “แล้วเจ้าล่ะ เจ้ากำลังหลอกคุณชายกู้หรือไม่”
ฉือชิงหว่านชะงัก มิทันเข้าใจว่าเขาหมายความว่าอย่างไร
สวีอวิ่นก้มหน้าหลีกเลี่ยงสายตา “เจ้าใกล้ชิดกับกู้จิ่งสิง เรื่องเล่าลือในเมืองเปี้ยนจิงก็มาก ต่างกล่าวกันว่าเจ้าพยายามไต่เต้าเข้าสู่จวนอิงกั๋วกง ข้าเดิมมิได้เชื่อ ทว่าเห็นกับตาวันนี้ ก็อดลังเลมิได้”
“ข้ามิได้เป็นเช่นนั้น”
นางเข้าใจในทันทีว่าสวีอวิ่นกำลังโยนความผิดใส่นาง นิสัยนางอาจอ่อนโยนอยู่บ้าง แต่มิใช่ดินเหนียวให้ผู้ใดปั้นเล่น
“ท่านต่างหากที่รีบพาดพิงผู้อื่น เพื่อปกปิดความผิดของตน”
สีหน้าของสวีอวิ่นแดงสลับเขียว แม้ร้อนผ่าวทั่วหน้า ก็ยังหาถ้อยคำตอบโต้ไม่ออก
ฉือชิงหว่านเห็นดังนั้น ใจจึงผ่อนคลายลงเล็กน้อย
ผ่านไปครู่ใหญ่ สวีอวิ่นจึงเอ่ยช้าๆ “ในเมืองเปี้ยนจิงมีผู้รู้เรื่องการหมั้นของเราไม่มาก หากวันนี้ทำให้เป็นเรื่องใหญ่ ผู้คนล่วงรู้ว่าเจ้าถูกถอนหมั้น ภายหน้าจะยิ่งลำบากยามเจรจาแต่งงาน มิสู้วันนี้ต่างฝ่ายต่างทำประหนึ่งมิรู้จักกัน ย่อมเป็นผลดีต่อเจ้ากับข้า มิใช่หรือ”
คำของมารดายังดังก้องอยู่ในใจ หากข่าวถอนหมั้นแพร่ออกไป ย่อมกระทบชื่อเสียง ฉือชิงหว่านจึงได้แต่ตอบรับ
“ตกลง”
ท่านหญิงว่านหนิงคล้องแขนบุรุษข้างกาย พลางแนะนำด้วยน้ำเสียงสดใส
“พี่จิ่งสิง ท่านนี้คือสวีอวิ่น ขุนนางสำนักฮั่นหลิน”
“ข้าน้อยคารวะซื่อจื่อ”
จากนั้นนางจึงเอ่ยทักฉือชิงหว่านอย่างมิเต็มใจ “เจ้ามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร”
ฉือชิงหว่านเคยชื่นชอบท่านหญิงฉางหนิงผู้เป็นพี่สาว แต่มิได้ชอบว่านหนิง ทั้งสองต่างเป็นท่านหญิง หากฉางหนิงอ่อนโยน ไร้ทิฐิ ว่านหนิงกลับหยิ่งผยองกว่า นางไม่กล้าล่วงเกิน เกรงจะนำภัยมาถึงบิดามารดา จึงมักสงบปากคำต่อหน้าท่านหญิงผู้นี้ เกรงพูดมากแล้วจะพลาดพลั้ง
กู้จิ่งสิงยังคงท่าทีเกียจคร้าน มิได้ตอบรับการคำนับของสวีอวิ่น เพียงกวาดสายตามองว่านหนิงตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า
“วันนี้เจ้าคงกวาดทองทั้งร้านมาประดับกายกระมัง”
ว่านหนิงหาได้ถือสาคำเหน็บแนมนั้นไม่ กลับหมุนกายช้า ๆ ราวกับอวดเครื่องประดับที่ประดับอยู่ทั่วกาย
“ของพวกนี้เกิดมาก็มิได้นำติดตัว ตายไปก็มิได้นำไป หากยังมีชีวิตอยู่แต่ไม่รู้จักใช้สอย จะมิผิดต่อมารดาที่ให้กำเนิดข้าหรือ อีกอย่าง พี่ชายของข้าก็มิใช่ว่าจะใช้น้อยกว่าข้า วันนี้ไฉนกลับมาสั่งสอนกันเล่า”
“ก็เกรงว่าแต่งกายเช่นนี้ จะไปล่อพวกจิตใจไม่ซื่อเอาได้”
ฉือชิงหว่านฟังออกถึงความหมายแฝงในถ้อยคำของกู้จิ่งสิง จึงรู้สึกกระอักกระอ่วนยิ่ง
สวีอวิ่นเผลอเหลือบมองฉือชิงหว่านโดยไม่รู้ตัว แม้แต่ท่านหญิงว่านหนิงผู้ตรงไปตรงมา ก็ยังจับความผิดปกติได้
“พี่ชายกำลังว่าใครกัน”
กู้จิ่งสิงส่ายหน้า “เพียงเตือนเท่านั้น”
ฉือชิงหว่านดึงชายแขนเสื้อเขาเบาๆ หวังจะหลีกหนีจากเรื่องวุ่นวาย
ทว่าเขากลับมิยอมทำตามใจนาง กลับดูเหมือนจะพึงใจต่อกระแสคลื่นใต้น้ำนี้เสียด้วยซ้ำ พลางหันไปเอ่ยกับสวีอวิ่นที่ยืนข้างว่านหนิงว่า
“คุณชายสวีรูปงามนัก มิทราบว่ามีคู่หมายแล้วหรือยัง”
ฉือชิงหว่านถลึงตาใส่เขา ช่างหยิบเรื่องต้องห้ามมาพูดนัก
สีหน้าของสวีอวิ่นแปรเปลี่ยนวูบหนึ่ง ก่อนจะตั้งสติได้ “ยังมิได้มี”
“ยัง มิ ได้ มีหรือ” กู้จิ่งสิงลากเสียงช้าๆ พลางบิดกายเล็กน้อย ราวกับตั้งใจกล่าวให้ฉือชิงหว่านได้ยิน
นางแสร้งทำเป็นมิได้ยิน ยิ่งต่อปากต่อคำกับเขา เขายิ่งได้ใจ
“ว่านหนิง รู้จักคุณชายสวีตั้งแต่เมื่อใด”
ว่านหนิงตอบโดยมิทันคิด “รู้จักมาระยะหนึ่งแล้ว ก่อนประกาศผลสอบชุนเหวยเสียอีก”
คำถามของกู้จิ่งสิงตรงประเด็นนัก ในยามที่สกุลสวียังมิได้ถอนหมั้น สวีอวิ่นก็คิดจะผูกสัมพันธ์กับท่านหญิงแล้ว หากสำเร็จก็จะผลักไสการหมั้นกับนางซึ่งมีผู้ล่วงรู้น้อยนิดเสีย หากไม่สำเร็จ ก็ยังคงผูกพันกับสกุลฉือต่อไป มิน่าเล่า เขาจึงยืนกรานจะถอนหมั้นให้จงได้
ฉือชิงหว่านมองแผ่นหลังของกู้จิ่งสิง ดูท่าเขาจะรู้เรื่องทั้งหมดมานานแล้ว วันนี้จึงจงใจให้นางเห็นกับตาว่าสวีอวิ่นมีนิสัยต่ำช้าเพียงใด
กู้จิ่งสิงพอใจแล้วจึงหยุด
“แล้วพวกเจ้าจะไปที่ใดต่อ”
ท่านหญิงว่านหนิงตอบอย่างร่าเริง “สวีอวิ่นจะสอนข้ายิงธนู พี่ชายจะไปด้วยหรือไม่”
ศิลปะหกประการของสุภาพบุรุษ สวีอวิ่นในฐานะผู้สอบได้อันดับต้นย่อมชำนาญ ฉือชิงหว่านเหลือบเห็นกู้จิ่งสิงเลิกคิ้วเล็กน้อย
“เช่นนั้นก็ไปด้วยกันเถิด”
นางขมวดคิ้ว สบตากับเขา ในดวงตาของกู้จิ่งสิงมีประกายหยอกเย้า มิใช่ลางดีอันใด
ท่านหญิงว่านหนิงยิ้มกว้าง “ดีเลย คนมากยิ่งครึกครื้น พี่ชายยังอาจประลองกับสวีอวิ่นได้อีกด้วย”
กู้จิ่งสิงพยักหน้า ทว่ากลับหันมาพูดกับฉือชิงหว่านว่า “ไปกันเถิด”
“ข้าหรือ”
สายตาของทุกคนในที่นั้นพร้อมใจกันมองมาที่นาง ท่านหญิงว่านหนิงสีหน้าไม่พอใจ สวีอวิ่นเผยแววกังวล ส่วนต้นเหตุแห่งเรื่องทั้งมวล กู้จิ่งสิง กลับทำท่าเหมือนชมงิ้วอย่างสนุกสนาน
บัดนี้นางจึงเข้าใจ ว่าเหตุใดเมื่อครู่เขาจึงยิ้มเช่นนั้น
“ข้าไม่ไปดีกว่า”
กู้จิ่งสิงกลับคว้าท่อนแขนนางไว้ “เจ้ากลับไปเสียแล้ว เช่นนั้นจะน่าเบื่อเพียงใด”
สายตาของทั้งสองประจันกันอย่างเงียบงัน นางจะต่อกรกับเขาได้อย่างไร ท้ายที่สุดก็เป็นฝ่ายพ่ายแพ้
ท่านหญิงว่านหนิงกล่าวอย่างไม่สบอารมณ์ “พี่ชายชวนแล้ว เจ้าอย่าได้เมินเฉย”
กล่าวจบก็สาวเท้าออกไป สวีอวิ่นรีบตามหลัง คราวนี้ฉือชิงหว่านจึงกล้าเอ่ยเสียงดัง
“ท่านจะไปกับพวกเขา แล้วจะลากข้าไปด้วยทำไม”
กู้จิ่งสิงตอบอย่างเห็นเป็นเรื่องธรรมดา
“สวีอวิ่นหลอกเจ้าเพียงคนเดียวยังไม่พอ ยังคิดจะมาหลอกว่านหนิงอีก ข้าย่อมต้องคอยสอดส่องแทนองค์หญิงใหญ่ เขาจะสอนยิงธนูให้ว่านหนิง ข้าจะมองไม่ออกได้อย่างไรว่าเขาคิดสิ่งใด ปล่อยให้สองคนไปใกล้ชิดกันอยู่กลางลานประลองเช่นนั้น จะดูงามตาหรือ เจ้าตามไปด้วยก็จะได้เห็นชัดว่าสวีอวิ่นเป็นคนเช่นไร ข้ากำลังช่วยเจ้าอยู่”
เห็นชัดว่าเขาเพียงอยากให้เรื่องยิ่งใหญ่กว่าเดิม
“ข้าไม่ไป ข้ารู้ดีว่าท่านเป็นคนเช่นไร มิได้มีเจตนาดีอันใด”
ฉือชิงหว่านยกชายกระโปรงเตรียมจะหนี ทว่านางรู้ดีว่ากู้จิ่งสิงมีนิสัยเช่นไร เขาเองก็รู้ดีว่านางจะทำเช่นไร
“หากเจ้ากลับไป ข้าก็จะบอกว่านหนิงเสีย ว่าบุรุษที่นางหมายตาเคยหมั้นหมายกับเจ้ามาก่อน”
ฉือชิงหว่านหยุดกึก หันกลับมามองเขาอย่างขุ่นเคือง
“ท่านกล้าหรือ”
กู้จิ่งสิงทำท่าไม่แยแส “เจ้าว่าข้ากล้าหรือไม่ ไปได้แล้ว มิฉะนั้นจะตามเขาไม่ทัน”
ฉือชิงหว่านมองตามเขาที่ก้าวยาวๆ ออกไป ทั้งโกรธทั้งจนใจ ได้แต่สะบัดมือใส่อากาศอย่างไร้ผล
สุดท้ายนางก็ยอมตามมา ทว่าความขุ่นเคืองยังมิคลาย จึงมิยอมเอ่ยวาจากับเขา
นางเข้าใจดี หลังจากท่านหญิงฉางหนิงออกเรือนไปไกล กู้จิ่งสิงก็เหมือนแบกรับหน้าที่แทนพี่เขย ต้องคอยดูแลน้องสาวเพียงคนเดียวของนาง
เขาจะดูแล ก็ยังต้องลากนางมาพัวพันด้วย สวีอวิ่นคงเข้าใจว่านางตั้งใจมาหาเรื่องเขาเสียมากกว่า
“เดินให้ทันหน่อยได้หรือไม่”
“หากรำคาญว่าข้าช้า ก็อย่าเดินเคียงกันสิ”
กู้จิ่งสิงหันกลับมา “เดี๋ยวเจ้าก็จะเห็นเอง ระหว่างข้ากับสวีอวิ่น ใครคือคนไร้ค่า ใครคือยอดบุรุษ”
ฉือชิงหว่านคร้านจะสนใจ “อย่าแพ้เขาเสียล่ะ”
“เป็นไปมิได้”
ครั้นมาถึงลานประลอง กู้จิ่งสิงยืนกรานจะประลองกับสวีอวิ่น ท่านหญิงว่านหนิงประทับบนที่นั่งสูง ฉือชิงหว่านนั่งเคียงอยู่ด้านข้าง ทว่าสายตาของทั้งสองหาได้จับจ้องชายหนุ่มที่กำลังขึ้นสายธนูไม่
ท่านหญิงว่านหนิงมิแม้แต่จะชายตามองนาง
“บุตรสาวจงยงป๋อ ข้าขอบอกเจ้า อย่ามาพัวพันพี่ชายข้า”
ฉือชิงหว่านตอบเสียงเบา “จงอี้ป๋อเจ้าค่ะ”
“จะต่างกันอย่างไร ก็ล้วนสกุลเล็ก พี่ชายในใจมีเพียงพี่สาวข้า เจ้าอย่าได้คิดเกินฐานะ”
นางหาได้คิดเกินฐานะไม่ ที่เอาแต่ใจนั้นกลับเป็นว่านหนิงเสียมากกว่า ท่านหญิงฉางหนิงเป็นฝ่ายเลือกเส้นทางของตน ออกเรือนไปหาบุรุษผู้เหมาะสม มิใช่ว่ากู้จิ่งสิงจะต้องอยู่ลำพังชั่วชีวิต
ทว่านางเพียงเอ่ยว่า “เจ้าค่ะ”
ทั้งสองเงียบงัน ไม่สนทนาอีก สายตามองไปยังบุรุษสองคนกลางลาน
สวีอวิ่นแม้เป็นบัณฑิต หากจะสอนท่านหญิงว่านหนิงยิงธนูก็ยังพอไหว แต่ต่อหน้ากู้จิ่งสิงผู้เติบโตมากับการตามเสด็จฮ่องเต้เข้าสนามล่าสัตว์ตั้งแต่เยาว์วัย ย่อมเทียบกันมิได้ วิชาธนูของกู้จิ่งสิง นับเป็นอันดับต้นๆ ของเมืองเปี้ยนจิง
สวีอวิ่นยิงสามครั้ง มีเพียงครั้งเดียวที่ถูกวงกลาง ส่วนกู้จิ่งสิง เพียงดึงสายธนูจนตึง ลูกศรก็พุ่งออกจากสาย ทะลุจุดแดงกลางเป้าครั้งแล้วครั้งเล่า ความห่างชั้นของทั้งสองหาได้เล็กน้อยไม่
ยิ่งช่วงท้าย สวีอวิ่นยิ่งรู้สึกว่าลูกศรของกู้จิ่งสิงคล้ายแฝงโทสะไร้นาม อีกทั้งราวกับพุ่งตรงมาทางตน จึงรีบเอ่ยปากยอมแพ้ว่า
“ข้าน้อยฝีมือด้อยกว่า”
“คุณชายสวีจะยอมแพ้แล้วหรือ เพิ่งเริ่มเองมิใช่หรือ”
สวีอวิ่นเงยหน้าขึ้นทันที ฉือชิงหว่านเห็นเพียงริมฝีปากของทั้งสองขยับ มิรู้ว่ากำลังกล่าวสิ่งใด กู้จิ่งสิงคงมิได้จงใจยั่วยุสวีอวิ่นกระมัง
นางบิดชายกระโปรงไปมา ใจพลันไม่สงบ ท่านหญิงว่านหนิงลุกขึ้นต้อนรับทั้งสองที่เดินกลับมา พลางกล่าวชมกู้จิ่งสิง
“พี่ชายเก่งนัก”
สวีอวิ่นประสานมือคำนับ “ข้าน้อยฝีมือยังไม่ชำนาญ ทำให้ท่านหญิงหัวเราะแล้ว”
“ในเปี้ยนจิงผู้ที่เก่งกว่าพี่ชายมีอยู่ไม่มาก แพ้เขาย่อมมิใช่เรื่องน่าอับอาย”
ทั้งสี่นั่งลง ฉือชิงหว่านจึงกระซิบถามกู้จิ่งสิง “เมื่อครู่ท่านพูดสิ่งใดกับสวีอวิ่น”
“มิได้พูดสิ่งใด”
นางมิอาจเชื่อ กู้จิ่งสิงกล่าวว่า “เมื่อครู่ผู้ใดว่าข้าจะแพ้เขา เจ้าเห็นชัดแล้วหรือยัง”
“เฮอะ หากเก่งจริงก็ไปประชันถ้อยคำสิ นี่ก็เพียงเลือกทางที่ตนถนัดเท่านั้น”
ทั้งสองกระซิบคุยกันไม่หยุด ภาพนั้นตกอยู่ในสายตาสวีอวิ่น ทำให้นึกถึงคำพูดเย็นเยียบของกู้จิ่งสิงเมื่อครู่
มิน่าเล่า ซื่อจื่อจึงคาดคั้นไม่ยอมวาง ที่แท้ฉือชิงหว่านเป็นคนชักใยอยู่เบื้องหลัง เช่นนั้นก็อย่าโทษว่าเขาใจร้ายเลย
“ได้ยินชื่อเสียงซื่อจื่อมานาน วันนี้ได้พบยิ่งสมคำร่ำลือ คุณชายกู้มีหญิงงามเคียงข้าง มิทราบว่าหญิงงามที่อยู่ข้างกายเป็นบุตรสาวสกุลใด”
ท่านหญิงว่านหนิงกล่าวขึ้น “นางจะนับเป็นหญิงงามอันใด”
ฉือชิงหว่านยังมิทันเข้าใจว่าเหตุใดสวีอวิ่นจึงหันมาพาดพิงตน
กู้จิ่งสิงเอ่ยเรียบๆ “คุณชายสวีไม่รู้หรือว่านางเป็นบุตรสาวสกุลใด”
สวีอวิ่นยิ้มอย่างมั่นใจ พลางส่ายศีรษะ ในใจเขาแน่ใจว่า ต่อให้ล่วงเกินเพียงใด ฉือชิงหว่านก็มิกล้าโต้ตอบจนทำลายชื่อเสียงตนเอง อีกทั้งยังได้ยินจากท่านหญิงว่านหนิงว่า ผู้ที่กู้จิ่งสิงรักคือท่านหญิงฉางหนิง ในฐานะซื่อจื่อ เขาจะมาปกป้องฉือชิงหว่านอย่างจริงจังได้อย่างไร
“ท่านหญิง ช่วงนี้ท่านหญิงฉางหนิงเป็นอย่างไรบ้างขอรับ”
“พี่สาวข้าสุขสบายดี”
ฉือชิงหว่านเข้าใจความหมายในถ้อยคำนั้นทันที เขาคิดว่านางคิดปีนป่ายขึ้นสูง จึงหยิบชื่อท่านหญิงฉางหนิงมาข่มนาง
นางเม้มปาก ในใจพลันบ่น เกี่ยวอันใดกับนาง นางมิได้คิดแข่งขันกับท่านหญิงฉางหนิงเสียหน่อย สวีอวิ่นช่างน่ารำคาญนัก
สวีอวิ่นยิ้มพลางกล่าวว่า “ท่านหญิงฉางหนิงกับแม่ทัพหยวนรักใคร่กลมเกลียว วาสนาเช่นนั้นมิใช่ผู้ใดก็มีได้ ใต้หล้านี้มีคนมากมายที่มีใจทะเยอทะยานเกินตัว มิรู้ว่าตนหนักเบาเพียงใด เพ้อฝันจะโผขึ้นกิ่งสูงเป็นหงส์ สุดท้ายอาจหักปีกตนเอง มีจุดจบอันน่าเวทนา”
กล่าวจบก็เหลือบมองฉือชิงหว่าน “วันนี้ข้ากับท่านหญิงยังมีธุระ ขออำลา”
ฉือชิงหว่านก้มหน้าลงเงียบๆ ในใจขุ่นมัว สวีอวิ่นเกินไปจริงๆ กลับถึงจวนแล้ว นางจะขอให้บิดาไปถอนหมั้นเสียในวันรุ่งขึ้น ต่อแต่นี้จะมิข้องเกี่ยวกับสวีอวิ่นอีกแม้แต่น้อย
ครั้นเงยหน้าขึ้น กลับเห็นกู้จิ่งสิงสีหน้าหม่นลง นางเอ่ยอย่างประหลาดใจ
“ท่านเป็นอันใดไป”
ปกติใบหน้าเขามักมีแววหยอกล้อ มิค่อยเคร่งขรึมเช่นนี้ ครั้นสายตาเย็นลง ประกอบกับรูปร่างสูงสง่า กลับยิ่งแผ่แรงกดดันอย่างเห็นได้ชัด
“เจ้ามองคนเช่นไรเป็นคู่หมาย”
ฉือชิงหว่านรู้สึกถูกกล่าวหา “บิดามารดาเป็นผู้จัดการหมั้นหมาย ข้าจะทำสิ่งใดได้เล่า”
กู้จิ่งสิงกล่าวเสียงเย็น “ข้าเห็นหน้าตาเขาแล้วรำคาญนัก”
นางรู้จักนิสัยเขาดี จึงเตือน “อย่าได้วู่วาม”
“ข้าวู่วามเป็นปกติอยู่แล้ว”
กู้จิ่งสิงตอบอย่างไม่สะทกสะท้าน พลางจ้องแผ่นหลังของสวีอวิ่น
“ให้ข้าร้อยตำลึง ข้าจะจัดการเจ้าคนไร้ใจผู้นั้นให้ฟันหักเกลื่อนพื้น”
“อย่างไรเสียเขาก็เป็นขุนนางที่ฮ่องเต้ทรงแต่งตั้งแล้ว”
“ข้าก็เป็นซื่อจื่อที่ฮ่องเต้ทรงแต่งตั้งเช่นกัน”
ฉือชิงหว่านส่ายหน้า “บิดาท่านจะตีท่านตายเอา”
กู้จิ่งสิงกลับเข้าใจว่านางคิดว่าราคาแพงเกินไป “เช่นนั้นห้าสิบตำลึง จะลดกว่านี้ไม่ได้แล้ว”
“มิใช่เรื่องเงิน”
นางเพิ่งกล่าวได้เพียงครึ่งประโยค กู้จิ่งสิงกลับเข้าใจผิด คิดว่านางตกลงแล้ว อีกทั้งยังฟังคำว่า มิใช่เรื่องเงิน เป็นว่า เงินไม่ใช่ปัญหา
“เช่นนั้นก็หนึ่งร้อยตำลึง”
