บทที่ 2
ฉือชิงหว่านกับกู้จิ่งสิงรู้จักกันมาหลายปี หลายเดือนมานี้เกิดเรื่องขึ้นไม่น้อย สตรีในดวงใจของกู้จิ่งสิงออกเรือนไปแล้ว เขาดูราวกับมิได้เศร้าโศกแม้แต่น้อย ทว่าเรื่องการแต่งงานของนาง กู้จิ่งสิงกลับรู้ความเป็นไปแทบทุกอย่าง
“มารดาข้าบอก” กู้จิ่งสิงเอ่ยเรียบเฉย ราวกับกล่าวถึงเรื่องสามัญ
“ได้ยินว่าเจ้าจะหมั้นหมาย ข้าก็อยากดูว่าใครจะเคราะห์ร้ายถึงเพียงนั้น อีกทั้งเดาว่าสายตาเจ้าย่อมเลือกคนดีมิได้ ผลก็เป็นดังที่ข้าคิด”
ฉือชิงหว่านเม้มปาก “ข้าจะกลับจวนแล้ว”
“หยุดก่อน ข้าอุตส่าห์ชี้แนะเจ้า เจ้าจะตอบแทนกันเช่นนี้หรือ”
นางถอยหลังเล็กน้อย สีหน้าระแวดระวัง “ท่านจะทำอะไรอีก พวกเรายังมิได้คืนดีกัน”
เมื่อได้ยินคำว่า “คืนดี” กู้จิ่งสิงขมวดคิ้ว มองนางด้วยหางตา
“ข้าเบื่อจะตาย ออกไปเดินเล่นกันเถิด”
ฉือชิงหว่านยังคงปฏิเสธ “ไม่ไป”
นับแต่ฮ่องเต้เสด็จขึ้นครองบัลลังก์ บ้านเมืองก็เปิดกว้างขึ้น สตรีออกไปเที่ยวหรือทำการค้าได้โดยมิเป็นที่ครหา เพียงแต่งานหมั้นของนางยังมิได้ถอนอย่างเป็นทางการ หากเดินเคียงกู้จิ่งสิงอย่างเปิดเผย ย่อมไม่สบายใจ อีกทั้งนางก็ยังมิได้ให้อภัยเขา
กู้จิ่งสิงเข้าใจความกังวลของนาง ทว่ากลับเอ่ยอย่างไม่ใส่ใจ “ใครกล้าพูด ข้าจะเย็บปากมันเสีย”
ฉือชิงหว่านมิได้พบกู้จิ่งสิงมาหลายวัน เห็นแก่ที่เขาก็ผิดหวังเช่นกัน จึงฝืนใจตอบตกลง “ก็ได้”
“ช่วงนี้หอจุ้ยเซียนมีของใหม่ ไปชิมเป็นเพื่อนข้า”
ครั้นได้ยินเช่นนั้น ดวงตานางก็สว่างวาบขึ้น
กู้จิ่งสิงเห็นความยินดีที่พลันปรากฏบนใบหน้านาง ก็อดหัวเราะมิได้ ใช้ศอกกระทบแขนนางเบาๆ
“ถึงเพียงนั้นเลยหรือ”
นางถอนหายใจ ช่วงเวลาที่ผ่านมาช่างทรมานนัก
“เดิมทีจะเตรียมตัวออกเรือน ท่านแม่สั่งให้โรงครัวลดอาหารของข้า เหลือเพียงกับข้าวจืดไร้น้ำมันไร้เกลือ ข้าแทบจะเป็นแม่ชีอยู่แล้ว”
กู้จิ่งสิงหัวเราะเสียงใส “แต่ข้าดูแล้วเจ้ายังอ้วนขึ้นนี่ อวิ๋นเมิ่งคงแอบเอาของว่างมาให้ยามค่ำคืนกระมัง”
“รู้อยู่แล้วยังจะพูดอีก”
ทั้งสองโต้เถียงหยอกล้อกัน ทำให้ผู้คนริมถนนหันมามองไม่น้อย กู้จิ่งสิงไม่เคยใส่ใจสายตาผู้ใด ยังคงวางท่าเฉยเมย
ฉือชิงหว่านทำมิได้เช่นเขา จึงผลักแขนเขาเบาๆ “ไปเถิด”
แม้กู้จิ่งสิงจะบอกว่าไม่อยากเข้าใจ ทว่าระหว่างทาง ทั้งสองก็วนกลับมาที่เรื่องเดิม
ฉือชิงหว่านบอกเขาว่า สิ่งที่ทำให้นางกลัดกลุ้มมิใช่เรื่องสวีอวิ่นถอนหมั้น หากงานแต่งมิสำเร็จ มารดาย่อมคิดหาทางส่งนางเข้าสู่สกุลใหญ่ ต้องคอยเอาใจผู้อื่นทั้งวัน
กู้จิ่งสิงมิได้ตอบมากนัก ฉือชิงหว่านเองก็มิได้คาดหวังว่าเขาจะเข้าใจ เขาเป็นซื่อจื่อ ย่อมมิอาจรู้ความยากลำบากของนาง
กู้จิ่งสิงพานางเลี้ยวไปตามถนนอย่างชำนาญ ไม่นานก็มาถึงหอจุ้ยเซียน
ในเรื่องกิน ดื่ม เที่ยว และใช้เงินดุจโปรยทราย ทั้งเมืองเปี้ยนจิงคงหาใครเทียบกู้จิ่งสิงมิได้ และก็มีเพียงจวนอิงกั๋วกงเท่านั้นที่เลี้ยงดูความสุรุ่ยสุร่ายของเขาได้
วันนี้หอจุ้ยเซียนเชิญคณะงิ้วขึ้นแสดง บรรยากาศในโถงใหญ่ครึกครื้นยิ่งนัก ปกติกู้จิ่งสิงมิชอบความอึกทึก ชั้นสองมีห้องส่วนตัวจัดไว้สำหรับเขาโดยเฉพาะ
ทว่าวันนี้กลับผิดปกติ กู้จิ่งสิงเอ่ยว่า “วันนี้นั่งข้างล่างเถิด”
นางเอ่ยอย่างประหลาดใจ “เพราะเหตุใด”
กู้จิ่งสิงหมุนกายก้าวเข้าสู่โถง “ข้าชอบ”
ฉือชิงหว่านมองแผ่นหลังสูงโปร่งของเขา ใจอดสงสัยมิได้
แปลกนัก หรือเขากำลังคิดร้ายสิ่งใดอีก
ครั้นนั่งลง นางก็ปล่อยให้กู้จิ่งสิงจัดการสั่งอาหารทั้งหมด ส่วนตนจดจ่ออยู่กับเวทีงิ้ว
ทว่าบนเวทีกลับแสดงเรื่องคู่รักที่ต้องพลัดพรากกันด้วยเหตุบังเอิญ นางชอบดูเรื่องที่คนรักฝ่าฟันอุปสรรคแล้วได้ครองคู่ มิชอบเรื่องราวหม่นเศร้าเช่นนี้ จึงเบือนสายตาอย่างไม่พอใจ
เมื่อหันกลับมา ใบหน้าคมคายของกู้จิ่งสิงยังประดับรอยยิ้มน้อยๆ แฝงความห่างเหิน วันนี้ดูเหมือนว่าเฉพาะเวลาที่เขาโต้เถียงกับนางเท่านั้นจึงจะมีชีวิตชีวา หากเงียบลง ใบหน้าก็เย็นชา
นางเหลือบมองเวทีอีกครั้ง มือที่ซ่อนใต้โต๊ะนับวันเงียบๆ ท่านหญิงฉางหนิงออกเรือนไปกว่าหนึ่งเดือนแล้ว ที่แท้กู้จิ่งสิงก็มิได้ปล่อยวางดังที่ผู้คนเข้าใจ
เสี่ยวเอ้อร์ยกสำรับเข้ามาอย่างรวดเร็ว ไม่นานโต๊ะก็เต็มแน่นด้วยอาหารหลากหลาย ของป่าของทะเลวางซ้อนกัน หอจุ้ยเซียนสมคำร่ำลือว่าเป็นหอชื่อดังแห่งเมืองเปี้ยนจิง อาหารแต่ละจานหอมหวลชวนลิ้มลองจนไม่รู้จะเริ่มจากสิ่งใด
ฉือชิงหว่านเอ่ยอย่างแปลกใจ “ท่านสั่งมากถึงเพียงนี้ได้อย่างไร”
“มิใช่เจ้าบอกว่าหิวหรือ”
กู้จิ่งสิงใช้ผ้าเช็ดตะเกียบจนสะอาด ก่อนส่งให้นาง “นั่งเหม่อทำไม”
แม้ฉือชิงหว่านจะรักการกิน แต่กิริยานางเรียบร้อยยิ่ง ค่อยๆ ลิ้มรสทีละคำ กู้จิ่งสิงจึงรับหน้าที่ตักกับข้าวให้นาง ทว่านางกินช้าเกินไป ไม่นานในชามก็พูนสูงดุจกองภูเขาเล็กๆ
นางวางตะเกียบ มองกู้จิ่งสิงตัดซี่โครงแกะย่างตรงหน้า เขาจับมีดเล่มเล็ก ค่อยๆ หั่นเนื้อเป็นชิ้น ปลายนิ้วยาวเรียว ขณะออกแรง เส้นเอ็นบนหลังมือปรากฏชัด ทั้งที่เป็นเพียงเรื่องเล็กน้อย คิ้วเขากลับขมวดแน่น มิคลายลงเลย
ต่อหน้านาง เขาแสร้งทำท่าราวเมฆลอยลมสงบ ทว่ารอยคล้ำใต้ดวงตาหลอกมิได้ ช่วงนี้เขาคงคิดถึงท่านหญิงจนหลับไม่สนิท
กู้จิ่งสิงเห็นนางวางตะเกียบ จึงเอ่ย “ทำท่ากระมิดกระเมี้ยนอะไร”
ฉือชิงหว่านทำทีไม่เห็นความหม่นหมองของเขา “กินเร็วไปหน่อย เลยติดคอ” เรื่องบางเรื่องของกู้จิ่งสิง มิอาจเอ่ยออกมาตรงๆ ได้
กู้จิ่งสิงขมวดคิ้วเล็กน้อย ดูไม่เชื่อนักว่านางกินช้าเพียงนั้นยังจะติดคอได้
“จวนจงอี้ป๋อช่วงนี้มีปัญหาอันใดหรือ”
“ไม่มี”
“เช่นนั้นเหตุใดมารดาเจ้าจึงปล่อยให้เจ้าหิว”
ฉือชิงหว่านตอบ “ท่านแม่ไม่อยากให้ต้องแก้ไขชุดเจ้าสาวที่เพิ่งตัดเสร็จหลายครั้ง ทว่าบัดนี้ดูแล้ว ชุดนั้นคงมิได้ใช้”
กู้จิ่งสิงเหมือนจะเอ่ยสิ่งใด แต่ก็หยุดไว้ มือยังคงหั่นเนื้อเงียบๆ ฉือชิงหว่านมองทุกการเคลื่อนไหวของเขาอยู่ในใจ พลางถอนหายใจเบาๆ
ตามปกติแล้ว เขาย่อมต้องเหน็บแนมนางสักคำสองคำ แล้วหัวเราะเยาะให้สะใจ ไฉนวันนี้จึงเงียบงันถึงเพียงนี้
ความสุขของผู้คนในโลกนี้ บางครั้งก็ต้องอาศัยการเปรียบเทียบจึงจะเห็นชัด หากการแต่งงานกับสวีอวิ่นมิสำเร็จ นางยังอาจตั้งความหวังว่าในการเจรจาครั้งหน้าจะได้พบคนดี แต่กู้จิ่งสิงมิอาจคิดเช่นนั้นได้อีก ผู้ที่เขาต้องการแต่งด้วยออกเรือนไปไกลแล้ว บุรุษที่เคยเก็บงำอารมณ์เฉพาะต่อหน้าท่านหญิงฉางหนิง บัดนี้กลับเงียบขรึมขึ้น
ชายหนุ่มวัยเดียวกับเขาหลายคนต่างมีอนุภรรยาหรือสาวใช้ห้องข้างแล้วไม่น้อย ด้วยฐานะของจวนอิงกั๋วกง ผู้คนที่มาสู่ขอแทบเหยียบธรณีประตูแตก ยิ่งเมื่อกู้จิ่งสิงสลัดท่าทางเจ้าสำราญทิ้งไป เขากลับเป็นคุณชายรูปงาม คิ้วดุจดาบ ดวงตาดุจดวงดาว หาได้ง่ายในเปี้ยนจิงไม่ เพียงใบหน้านั้นก็พอทำให้สาวน้อยทั้งเมืองใจสั่น ทว่าน่าเสียดายที่เขามิเคยยิ้มให้ผู้ใด มีเพียงท่านหญิงฉางหนิงผู้เดียวที่อยู่ในใจ จึงทำให้บุตรสาวสกุลสูงหลายคนต้องผิดหวัง
กู้จิ่งสิงกับท่านหญิงต่างก็มีฐานะและรูปโฉมเหมาะสมกัน อีกทั้งเติบโตเคียงข้างกันมา ผู้คนล้วนคาดหวังว่าฮ่องเต้จะพระราชทานสมรสให้ ทว่าข่าวที่รอคอยกลับมิได้มาถึง สิ่งที่ได้ยินแทนคือท่านหญิงฉางหนิงคลุมผ้าแดง ออกเรือนไปยังแดนเหนือ
หากกู้จิ่งสิงเข้ารับราชการแต่เนิ่นๆ องค์หญิงใหญ่ย่อมยกบุตรสาวให้เขาไปนานแล้ว ไหนเลยจะพลาดเช่นนี้
ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อใด กู้จิ่งสิงวางมีดลงแล้ว กอดอกมองฉือชิงหว่านที่เผลอเหม่อมองเขา พลางเอ่ยหยอกล้อ
“รู้ว่าข้าหน้าตาดี แต่จะจ้องจนลืมกินข้าวเลยหรือ”
ฉือชิงหว่านได้สติ รีบหยิบตะเกียบขึ้นมา ครั้นนางกินใกล้อิ่มแล้ว กู้จิ่งสิงจึงค่อยหยิบตะเกียบขึ้นจิ้มอาหารสองสามคำอย่างเสียมิได้
เมื่อกินอิ่มหนำ กู้จิ่งสิงเตรียมพานางกลับจวน ทั้งสองลุกขึ้นจะจากไป ทันใดนั้นเสียงเอะอะก็ดังมาจากชั้นบน
ผู้คนกรูกันออกมา ท่านหญิงว่านหนิงถูกล้อมไว้ท่ามกลางผู้คน
นางมีรูปโฉมงามสง่า แววตาฉายความสูงศักดิ์ หัวเราะสนทนากับคนรอบข้างอย่างครึกครื้น ปิ่นปักผมรูปผีเสื้อทองสั่นไหวตามจังหวะเคลื่อนไหว ด้านหลังยังมีผู้คอยยกชายกระโปรงไว้ เกรงว่ารองเท้าพื้นไม้ถังของนางจะเหยียบชายกระโปรง หากพลาดพลั้งขึ้นมา องค์หญิงใหญ่ย่อมมิปล่อยผ่าน
ที่แท้เป็นคนรู้จักของกู้จิ่งสิง นั่นคือท่านหญิงว่านหนิง น้องสาวของท่านหญิงฉางหนิง
ฉือชิงหว่านเหลือบมองกู้จิ่งสิง บุรุษข้างกายหยุดยืนตามคาด ท่านหญิงว่านหนิงกำลังหัวเราะสนทนากับบุรุษหนุ่มผู้มีอนาคต ท่าทีของทั้งสองราวกับโลกนี้มีเพียงกันและกัน หากนางมิรู้จักบุรุษผู้นั้น ก็คงอดชมมิได้ว่าเหมาะสมกันยิ่งนัก
ทว่านางรู้จักเขา บุรุษที่สนทนากับท่านหญิงว่านหนิงผู้นั้น ก็คือบุตรชายสกุลสวี ผู้กำลังจะถอนหมั้นกับนาง สวีอวิ่น
