หอวิหคส่งสาร 1
หลังจากจัดการมู่ไต้เรียบร้อยแล้ว หยางเฉิงกับพ่อเฒ่าหานและซือเหอก็ช่วยกันขนไม้ที่หยางเฉิงเคยตัด และเลื่อยเอาไว้ไปที่บ้านหาน เดิมทีไม้เหล่านี้หยางเฉิงตั้งใจจะเตรียมเอาไว้ทำห้องนอนให้ลูกชายทั้งสอง แต่สถานการณ์ตอนนี้ได้เปลี่ยนไปแล้ว
พ่อเฒ่าหานยกไม้ท่อนหนึ่งขึ้นพาดบ่าอย่างคล่องแคล่ว แม้จะเห็นว่าเขาอายุมากแล้วแต่ก็ยังแข็งแรงอยู่มาก ส่วนซือเหอใช้เชือกมัดไม้เป็นมัด ๆ เพื่อให้ยกง่ายขึ้น ในขณะที่หยางเฉิงแบกไม้ท่อนที่หนักที่สุดขึ้นรถเข็น
เมื่อบรรทุกไม้จนเต็มรถเข็นแล้ว เขากับน้องภรรยาจึงช่วยกันเข็นรถไปที่เรือนสกุลหาน ขณะที่เดินไปได้สักพัก หยางเฉิงก็หันไปมองพ่อเฒ่าหานด้วยความเกรงใจ
"จริง ๆ ท่านพ่อตาทำที่เรือนของข้านี้ก็ได้นะขอรับ"
หยางเฉิงไม่อยากให้พ่อตาขนไม้ให้เหนื่อยเปล่า ๆ แต่พ่อเฒ่าหานกลับส่ายหน้าช้า ๆ มือที่จับไม้แน่นขึ้นเล็กน้อย
"ไม่ได้หรอกลูกเขย พ่อไม่อยากให้มีปัญหาภายหลัง"
พ่อเฒ่าพูดเสียงเรียบ แต่แววตาเต็มไปด้วยความหนักใจ หยางเฉิงพยักหน้ารับอย่างเข้าใจ เขารู้ดีว่าสิ่งที่พ่อเฒ่าหานพูดหมายถึงอะไร พวกเขาทั้งคู่คงหนีไม่พ้นคำครหาที่บาดหูจากพวกปากร้ายในหมู่บ้าน หรือแม้กระทั่งบางคนในครอบครัวก็ตาม
"ถ้าอย่างนั้นข้าจะหาเวลาไปช่วยท่านพ่อตาบ่อย ๆ นะขอรับ คราวนี้พี่รองกำลังจะคุ้มกันเสบียงไปเมืองหลวง คาดการณ์จากระยะทางกับเวลา พอพี่รองกลับมาครั้งนี้ก็น่าจะมีประกาศแจ้งเตือนจากราชสำนักแล้ว"
"..."
"เดือนกว่า ๆ เราพอจะทำเกวียนได้ 2 เล่ม ช่วงนี้ข้ากับซือหยาจะปรึกษากันเรื่องวัวที่จะใช้ลากเกวียน"
หยางเฉิงกล่าวอธิบายด้วยน้ำเสียงจริงจัง สีหน้าบ่งบอกถึงความมุ่งมั่นที่จะหาทางเตรียมรับมือกับภัยพิบัติที่กำลังจะมาถึง พ่อเฒ่าหานพยักหน้ารับอย่างพอใจ ดวงตาที่เต็มไปด้วยริ้วรอยย่นยิ้มออกมาอย่างเบาใจ เมื่อเห็นความสัมพันของลูกสาวกับลูกเขยเป็นไปด้วยดี
"ได้ เอาตามที่ลูกเขยว่าเถอะ"
คำพูดของหยางเฉิงทำให้พ่อเฒ่าหานมั่นใจ ว่าลูกเขยคนนี้จะสามารถดูแลลูกหลานของท่าน ให้รอดพ้นจากภัยพิบัติครั้งนี้ไปได้อย่างแน่นอน
ทั้งสามคนช่วยกันขนไม้อยู่เกือบ 1 ชั่วยาม จนในที่สุดไม้ทั้งหมดก็ถูกนำไปวางซ้อนกันอย่างเป็นระเบียบข้างเรือนสกุลหาน ท่ามกลางความเหน็ดเหนื่อย
ในขณะเดียวกัน มุมหนึ่งของตลาดในตัวเมืองลั่วสุ่ย
แม่เฒ่าหานก็กำลังเร่งฝีเท้าเข้าสู่ถนนสายหลักที่คลาคล่ำไปด้วยผู้คน บรรยากาศรอบกายเต็มไปด้วยเสียงอึกทึกครึกโครมของพ่อค้าแม่ค้าที่กำลังตะโกนขายสินค้า .
กลิ่นหอมของอาหารที่ลอยอบอวลมาจากร้านข้างทาง นางก้าวเดินอย่างรวดเร็ว ดวงตาคู่เล็ก ๆ ที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่น กวาดสายตาไปทั่วเพื่อมองหาเป้าหมาย
ในที่สุด แม่เฒ่าหลี่ก็มาหยุดยืนอยู่หน้าอาคารหลังใหญ่ที่มีป้ายเขียนด้วยอักษรตัวใหญ่ว่า "หอวิหคส่งสาร" (飞鸟阁) อาคารแห่งนี้ดูสะอาดสะอ้านและเป็นระเบียบกว่าร้านค้าทั่วไป ภายในมีคนงานในชุดเครื่องแบบสีน้ำตาลเข้มยืนประจำจุดเพื่อทำหน้าที่ของตัวเอง
นางสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ ก่อนจะก้าวเข้าไปในหอวิหคส่งสาร ทันทีที่นางก้าวเข้าไปในตัวอาคาร คนงานหนุ่มคนหนึ่งก็เดินเข้ามาต้อนรับอย่างเป็นมิตร
"ท่านป้าต้องการส่งสิ่งใดหรือขอรับ"
แม่เฒ่าหานกระชับจดหมายในมือแน่นขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองคนงานที่ดูสุภาพ
"ข้าต้องการส่งจดหมายฉบับนี้ไปที่เมืองหลวง แล้วก็มีเงินอีก 20 ตำลึงที่ต้องการส่งไปด้วย" นางพูดเสียงสั่นเล็กน้อย
คนงานมองไปยังจดหมายและเงินในมือของนาง
"เช่นนั้นรบกวนท่านป้าแจ้งชื่อและที่อยู่ของผู้รับด้วยขอรับ"
แม่เฒ่าหานพยักหน้า ก่อนจะบอกชื่อและที่อยู่ของพี่ชายที่อยู่เมืองหลวงให้อีกฝ่ายทราบ คนงานจดบันทึกทุกอย่างลงบนกระดาษ จากนั้นเขาก็อธิบายเรื่องการส่งให้แม่เฒ่าหานฟังอย่างละเอียด
"หอวิหคส่งสารของเรามีบริการการส่งถึงสามแบบ"
"..."
"แบบแรกคือ ระดับตราประทับมังกรทอง (金龙印) บริการระดับนี้เป็นการส่งสารที่รวดเร็วที่สุด มีราคาแพงที่สุด เหมาะสำหรับพ่อค้าหรือขุนนางที่ต้องการส่งจดหมายหรือเอกสารสำคัญที่มีความเร่งด่วน จดหมายจะถูกส่งโดยผู้ส่งสารพิเศษที่ใช้ม้าเร็วที่สุด และจะมีการเปลี่ยนม้าทุก ๆ สถานีพัก ทำให้สามารถเดินทางได้ไกลหลายร้อยลี้ภายในสองวัน"
แม่เฒ่าหานฟังแล้วขมวดคิ้วเล็กน้อย
"แล้วราคาเล่า?" นางถามด้วยความสงสัย
"ราคาค่าส่งจะสูงขอรับ จดหมายฉบับเดียวเริ่มต้นที่ 200 อีแปะ จากต้นทุนในการใช้ม้าเร็วหลายตัว จึงมีราคาสูงมาก มีเพียงคนรวยสกุลใหญ่และทางราชการเท่านั้นที่ใช้บริการในระดับนี้"
แม่เฒ่าหานรีบส่ายหน้าทันที นั่นเป็นราคาที่สูงมาก เทียบเท่ากับค่าแรงของครอบครัวชนชั้นรากหญ้าเป็นเวลาถึง 10 วัน
"แบบแรกคงไม่เหมาะกับข้าหรอกเจ้าค่ะ"
บุรุษหนุ่มพยักหน้ารับอย่างเข้าใจ ก่อนจะกล่าวต่อไป
"เช่นนั้นก็มีแบบที่สองขอรับ คือ ระดับตราประทับหงส์เงิน (银凤印) บริการระดับนี้เป็นการส่งแบบเร่งด่วนสำหรับจดหมายทั่วไปและมีราคาที่ลดหลั่นลงมา เหมาะสำหรับประชาชนที่ต้องการความรวดเร็วแต่มีงบประมาณจำกัด"
"..."
