2
ในวินาทีนั้นเอง บางสิ่งในหัวใจของเด็กชายตัวน้อยได้แตกสลายลงอย่างไม่มีวันหวนกลับ
มารดาจากไปแล้ว และชีวิตของหม่อมราชวงศ์ศรุต รังสิโยภาส ก็ไม่มีวันเหมือนเดิมอีกต่อไป
กลิ่นธูปจากงานศพของหม่อมหลวงศรีกานดายังคงจาง ๆ อยู่ตามมุมต่าง ๆ ของคฤหาสน์รังสิโยภาส พวงหรีดบางส่วนยังไม่ได้ถูกเก็บออกไปเสียด้วยซ้ำ แต่บรรยากาศภายในบ้านกลับเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วราวกับเจ้าของบ้านคนเดิมไม่เคยมีตัวตนอยู่มาก่อน
เช้าวันนั้น รถยนต์คันหรูของหม่อมเจ้าภานุพงศ์แล่นผ่านประตูเหล็กบานใหญ่เข้ามาจอดหน้ามุขคฤหาสน์
คนรับใช้หลายคนมองหน้ากันอย่างรู้สึกไม่สบายใจ พวกเขาพอจะเดาได้ว่ากำลังจะเกิดอะไรขึ้น
ประตูรถถูกเปิดออก หญิงวัยกลางคนในชุดเดรสราคาแพงก้าวลงมาเป็นคนแรก
รสสุคนธ์คือหญิงสามัญชนที่ครั้งหนึ่งเคยถูกซ่อนอยู่ในเงามืด บัดนี้กลับยืนเชิดหน้าอย่างภาคภูมิใจ ริมฝีปากสีแดงสดยกยิ้มกว้างขณะเงยหน้ามองคฤหาสน์หลังใหญ่ด้วยแววตาเปี่ยมความทะยานอยาก
ข้างกายของหล่อนคือเด็กชายวัยแปดขวบนามว่ารังสรรค์ เด็กที่มีแววตาโอหังไม่ต่างจากผู้เป็นแม่
"ถึงบ้านของเราเสียทีนะลูก" รสสุคนธ์กระซิบด้วยรอยยิ้ม
"ต่อไปนี้จะไม่มีใครกล้าเรียกแม่ว่าเมียน้อยอีกแล้ว"
รังสรรค์หัวเราะอย่างพอใจ ทั้งสองมองคฤหาสน์ราวกับกำลังมองสมบัติที่เป็นของตนเอง ไม่นานนัก หม่อมเจ้าภานุพงศ์ก็เดินอ้อมรถมาสมทบ ก่อนจะพารสสุคนธ์และรังสรรค์เข้าไปภายในตัวคฤหาสน์อย่างเปิดเผย
ภายในโถงกลางอันโอ่อ่า เหล่าคนรับใช้ต่างยืนเรียงแถวกันอยู่ด้วยสีหน้าอึดอัด ส่วนหม่อมราชวงศ์ศรุตนั่งเงียบอยู่มุมหนึ่งในชุดไว้ทุกข์สีดำ
เด็กชายดูผอมลงมากในช่วงเวลาเพียงไม่กี่วัน ดวงตากลมโตที่เคยสดใสกลับนิ่งสงบเกินวัย ไม่มีใครรู้ว่าหลังจากสูญเสียแม่ไป หัวใจดวงน้อยต้องแบกรับความเจ็บปวดมากเพียงใด
"ฟังให้ดีทุกคน" ภานุพงศ์ประกาศเสียงดัง
"ต่อจากนี้รสสุคนธ์จะเข้ามาดูแลบ้านหลังนี้ ส่วนตาสรรค์คือลูกชายคนโตของตระกูลรังสิโยภาส ทุกคนต้องให้ความเคารพพวกเขาเหมือนที่เคยให้ความเคารพศรีกานดา" คำประกาศนั้นทำให้บรรยากาศในโถงกลางเงียบสนิท คนรับใช้หลายคนก้มหน้าลง บางคนกำชายเสื้อแน่นด้วยความคับแค้น
นายหญิงเพิ่งจากไปได้ไม่กี่วัน แต่กลับมีคนใหม่เข้ามาแทนที่เสียแล้ว ทว่าพวกเขาไม่มีสิทธิ์พูดอะไร เพราะเจ้าของบ้านยังคงเป็นหม่อมเจ้าภานุพงศ์
รสสุคนธ์ยิ้มหวาน ก่อนเดินตรงไปหาศรุต
"คุณชายรุต" หล่อนคุกเข่าลงตรงหน้า
"น้าสุเสียใจเรื่องท่านแม่ของคุณชายจริง ๆ นะคะ ต่อไปนี้น้าจะดูแลคุณชายเอง" น้ำเสียงอ่อนโยนจนใครที่ไม่รู้จักตัวตนอันแท้จริงของหล่อน อาจหลงเชื่อได้ไม่ยาก
รสสุคนธ์ยื่นมือออกไปหมายจะกอดเด็กชาย แต่ศรุตกลับขยับตัวหลบ ดวงตาคู่เล็กมองหญิงตรงหน้าอย่างเย็นชา เขาไม่ลืมว่าเพราะใคร มารดาของเขาจึงต้องร้องไห้ในคืนนั้น ภานุพงศ์เห็นเข้าก็ขมวดคิ้วทันที
"ตารุต!" เสียงดุดังลั่น
"ทำกิริยาอะไรของแก น้าเขาอุตส่าห์หวังดี"
เด็กชายเม้มริมฝีปากแน่น ไม่ตอบอะไร
"แกดื้อเหมือนแม่แกไม่มีผิด" คำพูดนั้นเหมือนมีดที่กรีดลงกลางใจ รสสุคนธ์รีบจับแขนภานุพงศ์เอาไว้
"อย่าดุคุณชายเลยค่ะ เด็กเพิ่งเสียแม่ไป คงยังทำใจไม่ได้" น้ำเสียงอ่อนหวานของหล่อนยิ่งทำให้ภานุพงศ์พอใจ แต่ทันทีที่ลับสายตาเจ้าของคฤหาสน์ หน้ากากนางฟ้าก็หลุดหายไปในพริบตา
ช่วงบ่ายวันเดียวกัน ศรุตกำลังนั่งอ่านตำราอาหารเล่มเก่าของมารดาอยู่ใต้ต้นพิกุลในสวน
หนังสือเล่มนั้นเป็นของสำคัญที่สุดที่เขาเหลืออยู่ ทันใดนั้นเงาของใครบางคนก็ทอดลงบนหน้ากระดาษ
รังสรรค์ยืนอยู่ตรงหน้า ในมือของอีกฝ่ายมีหุ่นยนต์สังกะสีไขลานตัวโปรดของศรุต ของขวัญวันเกิดที่ศรีกานดาเป็นคนซื้อให้ด้วยตัวเอง
"เอาคืนมานะ" ศรุตลุกขึ้นทันที
"นั่นของฉัน"
"ของแกงั้นเหรอ" รังสรรค์หัวเราะ
"ตอนนี้ทุกอย่างในบ้านเป็นของฉันกับแม่แล้ว" พูดจบ เด็กชายก็โยนหุ่นยนต์ลงกับพื้น จากนั้นยกเท้าเหยียบซ้ำอย่างแรง เสียงโลหะแตกหักดังกรอบแกรบ
หุ่นยนต์ตัวเล็กพังยับเยินในพริบตา ศรุตมองภาพนั้นด้วยหัวใจที่สั่นไหว ของชิ้นสุดท้ายที่เชื่อมโยงเขากับความทรงจำอันงดงามถูกทำลายต่อหน้าต่อตา
ความโกรธที่อัดแน่นอยู่ภายในระเบิดออกมาในที่สุด เด็กชายพุ่งเข้าใส่อีกฝ่ายทันที ทั้งสองกอดรัดฟัดเหวี่ยงกันบนสนามหญ้า แต่รังสรรค์ตัวใหญ่กว่าและชอบหาเรื่องชกต่อยมาตั้งแต่เด็ก ไม่นานศรุตก็เป็นฝ่ายเสียเปรียบ
"เกิดอะไรขึ้น!" เสียงแหลมของรสสุคนธ์ดังขึ้น หล่อนรีบวิ่งเข้ามา แต่แทนที่จะห้ามลูกชายตัวเอง กลับตรงเข้ากระชากแขนศรุตอย่างแรง ก่อนฝ่ามือจะฟาดลงบนใบหน้าเล็ก ๆ
เพียะ!
แรงตบทำให้ศรุตล้มลงกับพื้น เลือดซึมออกจากมุมปาก
"แกกล้าดียังไงมาทำร้ายลูกชายฉัน!" ดวงตาของรสสุคนธ์เต็มไปด้วยความเกลียดชัง
"จำไว้ให้ดีนะ ต่อให้แกเป็นคุณชาย แต่ตอนนี้แกไม่มีใครคอยปกป้องแล้ว" หล่อนโน้มตัวลงมากระซิบข้างหูเด็กชาย
"ร้านอาหารศรีกานดาทุกสาขา คุณท่านมอบให้ฉันดูแลแล้ว ส่วนแกก็เป็นได้แค่คนอาศัย"
ศรุตค่อย ๆ เช็ดเลือดที่มุมปาก เขาไม่ร้องไห้ ไม่โวยวาย เพียงมองกลับด้วยสายตานิ่งสงบ สายตาที่ทำให้รสสุคนธ์รู้สึกไม่สบายใจอย่างประหลาด ทั้งที่อีกฝ่ายเป็นเพียงเด็กอายุเจ็ดขวบ
"นังอุ่น นังสาย!" รสสุคนธ์หันไปสั่งคนรับใช้
"พามันไปอยู่เรือนคนใช้ด้านหลัง ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป อย่าให้มันมาเสนอหน้าที่ตึกใหญ่อีก"
คืนนั้น หม่อมราชวงศ์ศรุตต้องย้ายออกจากห้องนอนเดิม ห้องที่เคยมีมารดาคอยเล่านิทานก่อนนอน ห้องที่เคยมีกลิ่นดอกมะลิจากน้ำอบไทย ห้องที่เต็มไปด้วยความอบอุ่น เหลือเพียงความทรงจำ
ภายในเรือนคนใช้ด้านหลัง มีเพียงห้องเล็ก ๆ เก่า ๆ เตียงไม้เก่า และหน้าต่างที่ลมพัดลอดเข้ามาได้ตลอดเวลา
ศรุตนั่งกอดเข่าอยู่บนเตียง ในมือคือสมุดตำราอาหารของมารดา เขาแอบเก็บมันออกมาจากกองขยะได้ก่อนที่คนของรสสุคนธ์จะนำไปทิ้ง
เด็กชายลูบหน้าปกหนังเก่าเบา ๆ น้ำตาหยดหนึ่งตกลงบนหน้ากระดาษ เป็นหยดน้ำตาเพียงหยดเดียวของคืนนั้น
"ท่านแม่ครับ" เสียงกระซิบแผ่วเบาดังขึ้นในความมืด
"รุตจะอดทน" มือเล็กกำหนังสือแน่น
"รุตจะเอาทุกอย่างของท่านแม่กลับคืนมา"
นอกหน้าต่าง ลมกลางคืนพัดผ่านต้นไม้จนเกิดเสียงเสียดสีกันเบา ๆ ไม่มีใครรู้ว่าในห้องเล็ก ๆ หลังเรือนคนใช้ เด็กชายวัยเจ็ดขวบกำลังฝังคำสาบานเอาไว้ในหัวใจ
และจากคืนนั้นเอง คุณชายรุตผู้ร่าเริงได้หายไปตลอดกาล เหลือเพียงเด็กชายคนหนึ่งที่กำลังเรียนรู้วิธีซ่อนเขี้ยวเล็บของตัวเอง รอวันที่จะทวงคืนทุกสิ่งที่ถูกแย่งชิงไปจากมารดา
ส่วนคนเป็นบิดาก็ไปงานสังสรรค์กับภรรยาใหม่ไม่เว้นแต่ละวัน แทบไม่เคยสนใจลูกชายอีกคนเลยแม้แต่น้อย พอเอ่ยถาม เมียใหม่ก็ชวนคุยเรื่องอื่น บอกว่าศรุตค่อนข้างดื้อ คนขี้เกียจรำคาญกับปัญหาหยุมหยิมก็เลิกสนใจลูกชายคนนี้ไปโดยปริยาย
ท่ามกลางความมืดมิดและความหนาวเหน็บภายในห้องพักเล็ก ๆ หลังเรือนคนใช้ เด็กชายศรุตยังคงนั่งกอดเข่าอยู่บนเตียงไม้เก่า น้ำตาไหลเงียบ ๆ ลงบนแขนเสื้อของตนเอง
