6
จากนั้น... ก็ขยับทีละก้าว... ทีละก้าว... เข้าไปอยู่ด้านหลังชายหนุ่ม
ปีย์ชยนัตถ์ที่กำลังก้มแตะปลายเท้าเหลือบเห็นภาพสะท้อนในกระจก มีพนักงานสาวหัวฟูคนหนึ่งกำลังขยับซ้ายที ขวาที เดินอ้อมไปอ้อมมาอยู่ด้านหลังเขาเหมือนปูเดิน
ชายหนุ่มกระตุกยิ้มมุมปากเล็กน้อย ก่อนรีบเก็บสีหน้าไว้เหมือนเดิม
กานต์พิชชาพยายามก้มมอง... เพ่งมอง... แล้วก็ชะเง้อมองไปยังบั้นท้ายด้านขวาของเขาอย่างตั้งอกตั้งใจ
โอ๊ย... กางเกงขาสั้นมันบังง่ะ มองไม่ถนัดเลย ต้องขยับเข้าไปอีกนิด
“มองหาอะไรอยู่เหรอครับ คุณกานต์พิชชา” เสียงทุ้มต่ำดังขึ้นกะทันหัน
ปีย์ชยนัตถ์ยืดตัวตรง ก่อนหมุนกลับมาเผชิญหน้ากับเธอทันที
“อุ๊ย! คุณปีย์!” กานต์พิชชาสะดุ้งสุดตัว ดัมเบลครึ่งกิโลกรัมหลุดจากมือทันที กึก! โป๊ก! มันตกลงเฉียดเท้า แม้จะไม่ได้โดนเต็ม ๆ แต่ก็เจ็บเหมือนกัน
“โอ๊ย! เจ็บ ๆ ๆ” หญิงสาวรีบยกเท้าข้างหนึ่งขึ้น กระโดดกระต่ายขาเดียวพร้อมกุมหลังเท้าป้อย ๆ
ปีย์ชยนัตถ์ส่ายหน้าอย่างระอา ก่อนเดินเข้ามาหยุดตรงหน้าแล้วก้มลงมอง
“มาทำอะไรที่ฟิตเนสครับเนี่ย ในเวลางานด้วย แถมดัมเบลยังตกใส่เท้าตัวเองอีก” แม้น้ำเสียงจะฟังดูดุ แต่แววตาของเขากลับซ่อนความเอ็นดูและห่วงใยเอาไว้ไม่มิด
“คือ... คือหมี่มาออกกำลังกายยืดเส้นยืดสายค่ะคุณปีย์! คิดงานกราฟิกไม่ออก สมองมันตื้อ ๆ ค่ะ” กานต์พิชชารีบแก้ตัวน้ำขุ่น ๆ พลางยิ้มแหย
“เหรอครับ” ชายหนุ่มเลิกคิ้วเล็กน้อย
“แต่เท่าที่ผมส่องกระจกดูเมื่อกี้ คุณไม่ได้มองดัมเบลเลยนะ” เขาก้าวเข้ามาอีกก้าว ระยะห่างระหว่างทั้งคู่เหลือเพียงไม่ถึงคืบ กลิ่นน้ำหอมสปอร์ตอ่อน ๆ ลอยแตะปลายจมูกของหญิงสาว
“คุณเดินตามหลังผม แล้วจ้องมอง... 'บางสิ่งบางอย่าง' ด้านหลังผมอย่างตั้งใจมากเลยนะ” เขาเว้นจังหวะเล็กน้อย ก่อนถามด้วยรอยยิ้มบาง ๆ
“มีอะไรติดอยู่ตรงนั้นหรือเปล่าครับ” เพียงได้ยินคำว่า 'ด้านหลัง' ใบหน้าของกานต์พิชชาก็แดงเถือกทันที
“ปะ... เปล่าค่ะ ไม่มีอะไรติดเลยค่ะด้านหลัง... เอ๊ย! คุณปีย์ ด้านหลังคุณปีย์เนี้ยบกริบ สะอาดสะอ้าน ขาวผ่อง หมายถึงกางเกงสีดำสนิทดีค่ะ ไม่มีอะไรติดเล้ย” ปีย์ชยนัตถ์เม้มริมฝีปากแน่น พยายามกลั้นหัวเราะจนไหล่สั่น แต่สีหน้าภายนอกยังคงเป็นบอสผู้สุขุมเหมือนเดิม
“ผมนึกว่าคุณติดใจมองก้นผมเหมือนวันก่อนเสียอีก”
“ใครจะไปติดใจอะไรแบบนั้นล่ะคะ” เธอหันหลังหนีด้วยความเขินอาย ดึงนิ้วไปมาทำหน้าเหมือนกินยาขม ก่อนจะรีบหันกลับไปยิ้มแป้นแล้นอย่างไร้พิรุธ แต่นั่นแหละคือพิรุธ
เขาเอามือไพล่หลัง ซึ่งกลับยิ่งทำให้กางเกงรัดรูปแนบไปตามสรีระมากกว่าเดิม จนกานต์พิชชารีบเบนสายตาหนีแทบไม่ทัน
“ถ้าไม่มีอะไร... ก็กลับขึ้นไปทำงานได้แล้วครับ” เขาหยุดเล็กน้อย ก่อนโน้มตัวลงมาใกล้กว่าเดิม “หรือว่า... อยากจะช่วยผม 'รีวิว' อุปกรณ์ออกกำลังกายตรงไหนอีกไหม?”
“ไม่ขอบพระคุณค่ะเจ้านาย หมี่ขอตัวไปปั่นงานก่อนนะคะ สวัสดีค่ะ” พูดจบ กานต์พิชชาก็โกยอ้าวทันที สปีดขาระดับสุนัขไล่หลัง วิ่งออกจากฟิตเนสชนิดไม่สนใจความเจ็บที่หลังเท้าแม้แต่น้อย
ปีย์ชยนัตถ์มองตามร่างโปร่งที่วิ่งหัวซุกหัวซุนออกไป ก่อนหลุดหัวเราะออกมาเบา ๆ เพียงลำพัง ชายหนุ่มยกมือลูบสะโพกด้านขวาของตัวเองพลางส่ายหน้าอย่างเอ็นดู
“ยัยบ๊องเอ๊ย... จ้องขนาดนั้น คิดว่าไม่รู้หรือไง”
เขาหันไปสั่งคนสนิทให้ไปส่งยาให้หญิงสาว โดนดัมเบลหล่นใส่เท้า แม้จะไม่ได้โดนจังๆ แต่คิดว่าคงมีจุดที่เจ็บและเขียวช้ำ จะให้เขาทายาให้เธอที่ฟิตเนสตรงนี้ก็กระไรอยู่ เลยต้องแอบให้นำไปส่งแทน
ชายหนุ่มกวาดสายตามองไปรอบ ๆ ฟิตเนสที่เริ่มมีพนักงานลงมาจับจองเครื่องเล่นเพื่อผ่อนคลายความเครียดจากการคิดงานโฆษณาในช่วงบ่าย ซึ่งมันเป็นหนึ่งในสวัสดิการและกฎผ่อนปรนที่เขาเป็นคนอนุมัติเองกับมือ เพื่อให้คนสายครีเอทีฟได้พักสมองระหว่างวัน เขาอยากให้บริษัทของเขาพนักงานมีคุณภาพ
หลังจากรอดชีวิตจากสมรภูมิฟิตเนสมาได้ไม่ถึงยี่สิบสี่ชั่วโมง กานต์พิชชาก็ต้องยอมรับความจริงข้อหนึ่งว่า ชีวิตของคนดวงตกชนิดชงร้อยเปอร์เซ็นต์นั้น ไม่มีคำว่าได้พักหายใจ
“คุณกานต์พิชชา ช่วยจัดกระเป๋าเอกสารแล้วตามผมมาที่รถหน่อยครับ” เสียงทุ้มสุขุมของปีย์ชยนัตถ์ดังขึ้นจากหน้าโต๊ะทำงาน ทำเอาหญิงสาวที่กำลังปั่นงานกราฟิกอย่างเอาเป็นเอาตายสะดุ้งโหยง รีบเงยหน้าขึ้นมองบอสหนุ่มในชุดสูทสีเทาเข้มเนี้ยบกริบที่ยืนอยู่ตรงหน้า
“ไป... ไปไหนคะคุณปีย์ วันนี้หมี่มีกำหนดส่งดราฟต์แรกช่วงเย็นนะคะ”
กานต์พิชชาถามเสียงอ้อมแอ้ม พลางดึงชายเสื้อตัวเองลงโดยอัตโนมัติ ภาพเหตุการณ์ที่เธอเผลอไปส่องบั้นท้ายของเจ้านายเมื่อไม่กี่วันก่อนยังตามหลอกหลอนจนไม่กล้าสบตาเขาตรง ๆ
“ไปพบลูกค้าสำคัญครับ แต่ก่อนไป...” ปีย์ชยนัตถ์เว้นจังหวะเล็กน้อย ดวงตาคมหลังกรอบแว่นทอดมองเธอด้วยสีหน้าเรียบเฉย
“เรามีภารกิจด่วนต้องแวะทำระหว่างทาง”
“ภารกิจอะไรคะ”
“ผมจะพาคุณไปทำบุญ”
“คะ ทำบุญ” กานต์พิชชาเบิกตากว้างเมื่อทวนประโยคของเขา
“ตอนบ่ายโมงเนี่ยนะคะ”
“ใช่ครับ” ชายหนุ่มพยักหน้า
