7
“ซินแสที่แม่ผมเคารพนับถือทักมาว่า ช่วงนี้บริษัทกำลังจะมีโปรเจกต์ใหญ่ แต่ดวงของพนักงานในทีมบางคนชงหนักมาก จนอาจทำให้งานสะดุด”
เขาปรับกรอบแว่นเบา ๆ ก่อนเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“โดยเฉพาะกราฟิกดีไซเนอร์คนใหม่ ซินแสบอกว่าชงป่าช้าแตก”
กานต์พิชชาอ้าปากค้างอยู่ในใจ
หน็อย... ปู่หวังแน่ ๆ ปู่เอาเรื่องดวงฉันไปขายให้แม่บอสใช่ไหม!
“แล้ว... ต้องทำยังไงบ้างคะ”
“เดินสายไหว้พระเก้าวัดครับ”
ปีย์ชยนัตถ์ตอบสั้น ๆ ก่อนปิดแฟ้มเอกสารในมือ
“ล้อหมุนเดี๋ยวนี้เลย”
“หา ไม่ให้ตั้งตัวเลยเหรอคะ”
“เดินไป ตั้งตัวไป เดี๋ยวก็ถึงรถ” ประโยคของเขาทำให้เธอต้องแอบค้อนใส่แผ่นหลังตาคว่ำ
บรรยากาศภายในรถยุโรปคันหรูเย็นฉ่ำด้วยเครื่องปรับอากาศ แต่กานต์พิชชากลับรู้สึกร้อน ๆ หนาว ๆ อย่างบอกไม่ถูก
เธอนั่งตัวตรงอยู่บนเบาะข้างคนขับ มือกอดกระเป๋าเอกสารแน่นเป็นระยะ พลางลอบมองชายหนุ่มที่กำลังขับรถด้วยท่าทีสงบนิ่ง
ยิ่งมอง ก็ยิ่งนึกถึงปานรูปหัวใจที่เห็นไปเต็มสองตา
“มองทางครับ ไม่ใช่มองผม” เสียงทุ้มดังขึ้นโดยไม่ละสายตาจากถนน
“ค่ะ... คะ” กานต์พิชชารีบหันหน้าหนีทันที เมื่อโดนจับได้ว่าแอบมอง
หมี่เอ้ย! เลิกส่องเขาสักทีเถอะ เดี๋ยวจะโดนหาว่าโรคจิตอีก
ไม่นาน รถก็เลี้ยวเข้าไปจอดในลานจอดรถของวัดแรก
ทันทีที่เปิดประตูลงจากรถ แดดเมืองไทยช่วงบ่ายก็ซัดเข้าใส่เต็ม ๆ
“โอ้โห...” กานต์พิชชาหรี่ตา ยกมือบังแดดทันที
“คุณปีย์คะ แดดแรงขนาดนี้ เราจะไหว้ครบเก้าวัดก่อนนัดลูกค้าตอนสี่โมงเย็นเหรอคะ”
เธอบ่นอุบ พลางปาดเหงื่อที่เริ่มซึมบริเวณหน้าผากจนหน้าม้าเปียกติดผิว
“ถ้าคุณเดินไว และเลิกซุ่มซ่าม ก็น่าจะทันครับ” ปีย์ชยนัตถ์ตอบเรียบ ๆ ก่อนเดินนำเข้าไปในพระอุโบสถด้วยก้าวยาวสง่างาม
กานต์พิชชาได้แต่เม้มปาก รีบซอยเท้าตามจนผมเริ่มฟูเพราะเหงื่อ
ปฏิบัติการทัวร์บุญสายฟ้าแลบเริ่มต้นขึ้นอย่างทุลักทุเล
วัดแรกผ่านไป...
วัดที่สองผ่านไป...
กระทั่งมาถึงวัดที่สาม วัดเก่าแก่บนเนินที่มีบันไดหินและทางเดินค่อนข้างลาดชัน
กานต์พิชชาเริ่มหมดแรง ในมือเดินถือขวดน้ำแร่ วิ่งกระหืดกระหอบตามหลังชายหนุ่ม
“คุณปีย์... รอหมี่ด้วยค่ะ ขาหมี่จะขวิดกันแล้ว!”
“เร่งเดินหน่อยครับคุณกานต์พิชชา เดี๋ยวจะเลยเวลาฤกษ์มงคล” เขาหันกลับมาพูดเพียงสั้น ๆ
และในวินาทีนั้นเอง ความซุ่มซ่ามประจำตัวของกานต์พิชชาก็เริ่มออกฤทธิ์ รองเท้าเจ้ากรรมดันสะดุดเข้ากับธรณีประตูไม้เก่าของศาลาการเปรียญอย่างจัง
“ว้าย!” ร่างบางเสียหลักพุ่งตรงไปข้างหน้าเต็มแรง
ขวดน้ำกลิ้งกระเด็น ยาหม่องน้ำในกระเป๋าผ้าหล่นกลิ้งไปอีกทาง
หมับ!
แทนที่ทั้งคู่จะล้มกลิ้งไปด้วยกัน ปีย์ชยนัตถ์กลับหมุนตัวมารับเธอไว้ได้ทัน แขนแกร่งโอบรอบเอวบางอย่างมั่นคง ดึงร่างของหญิงสาวเข้ามาปะทะกับอกกว้างของเขา
แรงกระแทกทำให้ใบหน้าของกานต์พิชชาซุกลงบนแผ่นอกแข็งแรงโดยไม่ตั้งใจ
กลิ่นน้ำหอมสะอาด ๆ ที่ผสมกับกลิ่นเหงื่ออ่อน ๆ หลังเดินไหว้พระมาหลายวัด ลอยเข้ามาแตะปลายจมูกจนหัวใจของเธอเต้นแรงผิดจังหวะ
“คุณนี่มัน... จริง ๆ เลยนะ กานต์พิชชา” เสียงทุ้มดุ ๆ ดังอยู่ข้างหู แต่ตรงกันข้ามกับน้ำเสียง อ้อมแขนของเขากลับกระชับขึ้นอีกนิด ราวกับกลัวว่าเธอจะล้มลงไปอีก
“ขะ... ขอโทษค่ะคุณปีย์ หมี่ไม่ได้ตั้งใจจริง ๆ ค่ะ”
หญิงสาวละล่ำละลัก หน้าแดงจัดจนลามไปถึงใบหู ไม่รู้ว่าเป็นเพราะแดดหรือเพราะความเขินกันแน่
เธอรีบผละออกห่าง ก่อนก้มลงเก็บของด้วยมือที่เริ่มสั่น
แต่ในจังหวะที่ก้มลง สายตาเจ้ากรรมกลับเหลือบไปยังช่วงสะโพกของชายหนุ่มที่กางเกงสแลกแนบไปตามสรีระ เพราะการยืนทรงตัวรับน้ำหนักเมื่อครู่
เชี่ยแล้ว... หน้าฉันแทบจะชนบั้นท้ายเขาอยู่แล้ว! พอนึกถึงเรื่องปานแดงรูปหัวใจขึ้นมา หน้ามันก็ร้อนวูบวาบจนจินตนาการเห็นภาพรอยปานนั่นอีกแล้ว ยัยหมี่เอ๊ย ตั้งสติหน่อย!
“มองหาอะไรอยู่ฮะ... ยัยบ๊อง” เสียงทุ้มดังแทรกขึ้นทันที
กานต์พิชชาสะดุ้งเฮือก รีบเงยหน้าขึ้นพร้อมฉีกยิ้มแหย
“เปล่าค่ะ! หมี่ก็มองไปเรื่อย” เธอลูบท้ายทอยแก้เก้อ
ปีย์ชยนัตถ์ถอนหายใจเบา ๆ พลางส่ายหน้าอย่างระอา แต่แววตาที่ทอดมองเธอกลับเต็มไปด้วยความเอ็นดูจนซ่อนไม่มิด
เขาก้มลงช่วยเก็บปากกา สมุดโน้ต และเอกสารที่กระจัดกระจาย ก่อนยื่นส่งคืนให้เธอ
“ถ้าเจ็บเท้าจากดัมเบลเมื่อวาน ก็บอกผมตรง ๆ ไม่ต้องฝืนเดินจนเซมาซบผมบ่อย ๆ หรอก”
“หมี่ไม่ได้ตั้งใจซบนะคะ” หญิงสาวรีบเถียงเสียงสูง
“เหรอครับ” ปีย์ชยนัตถ์เลิกคิ้ว ก่อนโน้มหน้าเข้ามาใกล้จนระยะห่างเหลือเพียงคืบ
“แต่ผมว่า แต้มบุญของคุณน่าจะหมดตั้งแต่ทำโกโก้ราดโมเดลผมตอนปีหนึ่งแล้วนะ” เขาหยุดเล็กน้อย ก่อนยิ้มมุมปาก
“ที่เหลืออยู่นี่ น่าจะเป็นแต้มดวงเกื้อหนุนของผมมากกว่า” คำพูดนั้นทำเอากานต์พิชชาหน้าร้อนผ่าว
อิบอสจำเรื่องนั้นได้แม่นขนาดนี้เลยเหรอ!
“ไปกันต่อได้แล้วครับ” ชายหนุ่มยืดตัวตรง พลางมองนาฬิกาข้อมือ
