4
เธอยื่นแฟ้มให้อย่างนอบน้อม พร้อมส่งปากกาหมึกซึมแท่งโปรดให้เขา
แต่แล้ว... ความซุ่มซ่ามระดับเหรียญทองโอลิมปิกก็ออกฤทธิ์ทันที นิ้วเรียวของเธอดันไปเกี่ยวขอบแฟ้มในจังหวะเดียวกับที่ส่งปากกา ทำให้ปากกาด้ามหรูหลุดจากมือ ตกลงบนพื้นดัง กึก ก่อนกลิ้งหลุน ๆ มุดหายเข้าไปใต้โต๊ะทำงานไม้ตัวยักษ์ของท่านประธานอย่างพอดิบพอดี
“อุ๊ย! ขอโทษค่ะ ๆ” กานต์พิชชาหน้าซีด รีบก้มศีรษะขอโทษแทบจะติดพื้น
ปีย์ชยนัตถ์ถอนหายใจเบา ๆ ก่อนมองเธอด้วยแววตากึ่งเอ็นดู กึ่งระอา
“ซุ่มซ่ามเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนเลยนะ” แม้จะบ่น แต่เขาก็ไม่ได้แสดงท่าทีโกรธเคือง เพียงขยับเก้าอี้ถอยหลังออกไปเล็กน้อยเพื่อเปิดทาง
“หมี่เก็บเองค่ะคุณปีย์!” ด้วยความกลัวว่าปากกาด้ามโปรดของเจ้านายจะเสียหาย หรือยิ่งไปกว่านั้นคือกลัวคะแนนความประทับใจวันแรกจะติดลบจนกู่ไม่กลับ กานต์พิชชารีบคุกเข่าลงกับพื้น ก่อนมุดตัวเข้าไปใต้โต๊ะทำงานทันที
ใต้โต๊ะกว้างกว่าที่คิด แสงสว่างส่องเข้ามาเพียงเล็กน้อย หญิงสาวกวาดสายตามองหาปากกาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเห็นมันนอนนิ่งอยู่ลึกเกือบติดผนังด้านใน
“เจอแล้ว...” เธอพึมพำกับตัวเอง พลางเอื้อมมือสุดแขนไปคว้าปากกาอย่างทุลักทุเล
ขณะเดียวกัน... ด้านนอกโต๊ะ ปีย์ชยนัตถ์ลุกขึ้นยืน เพราะหมึกจากปากกาที่ตกเมื่อครู่กระเด็นเปื้อนกางเกงสแลกสีเข้มราคาแพงของเขาเป็นคราบดำขนาดใหญ่
ชายหนุ่มขมวดคิ้ว ก่อนเดินไปล็อกประตูห้องทำงานจากด้านในตามความเคยชิน โดยลืมสนิทว่ามีพนักงานคนใหม่มุดอยู่ใต้โต๊ะ จากนั้นจึงเดินกลับมายังตู้เสื้อผ้าส่วนตัว เตรียมหยิบกางเกงสำรองมาเปลี่ยน
กานต์พิชชาที่กำลังจะมุดหัวออกจากใต้โต๊ะชะงักกึก ดวงตากลมโตเบิกกว้าง เมื่อเห็นกางเกงสแลกของเจ้านายค่อย ๆ ถูกรูดลงไปกองอยู่ที่พื้น
เธอแข็งทื่อทันที
เฮ้ย... อิบอสถอดกางเกงทำไมนี่!
สมองร้องสั่งให้รีบหลับตา แต่ความตกใจและความอยากรู้อยากเห็นกลับทำให้สายตาของเธอหยุดนิ่งอยู่กับที่... ไอ้หยา แล้วฉันจะมานั่งดูทำไมนี่ แม้จะบอกตัวเองเช่นนั้นแต่ไม่ทันเสียแล้ว ตาหาเรื่องของเธอไม่ยอมละไปจากเขาเลยสักนิด
ปีย์ชยนัตถ์หันหลังเพื่อหยิบกางเกงตัวใหม่ ผ้าบ็อกเซอร์สีเข้มที่สวมอยู่ขยับตามการเคลื่อนไหว เผยให้เห็นผิวขาวบริเวณสะโพกด้านขวาเพียงเล็กน้อย
และเพียงเท่านั้น...
กานต์พิชชาก็เห็นสิ่งที่ทำให้หัวใจแทบหยุดเต้น
บนผิวขาวสะอาดบริเวณบั้นท้ายด้านขวา มีปานสีแดงรูปหัวใจขนาดประมาณเหรียญสิบบาทเด่นชัดอยู่ตรงนั้น
ปานแดง รูปหัวใจ ที่ก้นขวา!
คำพูดของซินแสหวังเมื่อวานดังสะท้อนขึ้นมาในหัวราวกับเปิดลำโพงขยายเสียง
“เขามีตำหนิสำคัญที่สวรรค์ประทานมา มีปานแดงรูปหัวใจเด่นหราอยู่ที่ก้นขวา!”
“เชี่ย!” กานต์พิชชาอุทานลั่นห้องด้วยความตกใจสุดขีด พร้อมสะดุ้งเฮือกจนศีรษะพุ่งชนขอบโต๊ะไม้ดัง
โป๊ก!
“โอ๊ย!”
ปีย์ชยนัตถ์สะดุ้งสุดตัว เสียงร้องและเสียงกระแทกทำให้เขาเสียหลัก กางเกงที่ยังสวมไม่เรียบร้อยพันเข้ากับขา จนล้มหงายลงบนพื้นอย่างไม่ทันตั้งตัว
ตุบ!
ทั้งห้องเงียบกริบ ชายหนุ่มนอนหงายอยู่กับพื้น กางเกงสแลกค้างอยู่ระดับเข่า เสื้อเชิ้ตหลุดลุ่ยเล็กน้อย ส่วนกานต์พิชชาโผล่ออกมาจากใต้โต๊ะเพียงครึ่งตัว ในมือยังกำปากกาหมึกซึมแน่นราวกับเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญ
ดวงตากลมโตของเธอประสานเข้ากับดวงตาคมหลังกรอบแว่นของเขา
ทั้งคู่ต่างนิ่งงัน ปีย์ชยนัตถ์เบิกตากว้าง ใบหน้าหล่อเหลาขึ้นสีแดงจัดลามไปถึงใบหู ขณะที่กานต์พิชชาก็หน้าแดงไม่ต่างกัน อยากจะหายตัวไปจากโลกนี้เดี๋ยวนี้
บรรยากาศทั้งห้องเงียบสนิท มีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศที่ยังทำงานสม่ำเสมอราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“คุณ... กานต์พิชชา...”
ปีย์ชยนัตถ์เอ่ยเสียงต่ำ กัดฟันแน่นด้วยความอับอายจนแทบไม่กล้าสบตาเธอ
“คะ... คือ หมี่... มี่เห็นหัวใจแล้วค่ะ! เอ๊ย! หมี่หาปากกาเจอแล้วค่ะเจ้านาย แหะ ๆ”
หญิงสาวร้องเสียงหลง หน้าแดงจัดไปถึงลำคอ ก่อนรีบมุดกลับเข้าใต้โต๊ะ แล้วคลานสี่ขาหนีออกไปอีกด้านอย่างลนลาน ราวกับหวังว่าถ้าคลานเร็วพอ เหตุการณ์เมื่อครู่จะไม่เคยเกิดขึ้น
ในหัวของเธอกรีดร้องซ้ำไปซ้ำมาจนแทบระเบิด
ปู่หวัง! ปู่แม่นเกินไปแล้ว แต่นี่มันสถานการณ์นรกชัด ๆ แล้ววันพรุ่งนี้และวันต่อ ๆ ไป ฉันจะมองหน้าท่านประธานยังไง แง... ใครก็ได้ช่วยเธอที
หลังจาก ‘มหากาพย์ใต้โต๊ะทำงาน’ ผ่านพ้นมาได้สามวันเต็ม กานต์พิชชาก็สถาปนาตัวเองเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำออฟฟิศไปโดยปริยาย
สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ว่า... คือวิญญาณไร้ตัวตน
เธอเดินเบาที่สุด พูดน้อยที่สุด หายใจเงียบที่สุด และพยายามหลบหน้าประธานบริหารหนุ่มทุกวิถีทาง ราวกับถ้าทำตัวกลมกลืนกับอากาศได้ เธอก็จะรอดพ้นจากความอับอายครั้งประวัติศาสตร์
แต่ต่อให้หลบได้ทั้งตัว เธอกลับหลบความทรงจำในหัวไม่ได้เลย
คำพูดของซินแสหวังยังคงดังวนเวียนอยู่ในสมองทุกลมหายใจเข้าออก
'เขามีตำหนิสำคัญที่สวรรค์ประทานมา มีปานแดงรูปหัวใจเด่นหราอยู่ที่ก้นขวา!'
ภาพปานแดงรูปหัวใจที่เห็นเต็มสองตาในวันนั้นชัดเจนเสียจนกานต์พิชชาอดคิดไม่ได้ว่า ถ้าจะให้เชื่อว่าเป็นเรื่องบังเอิญ ก็ดูจะหมิ่นเหม่ต่อศาสตร์แห่งการมูเตลูเกินไปหน่อย
