บทที่ 5
มะลินั่งแอบหลบอยู่ในมุมมืด หล่อนพยายามเขม้นมองไปยังบริเวณเคาน์เตอร์บาร์ ที่พี่สะใภ้ของหล่อนกำลังทำงานอยู่ด้วยท่าทางขยันขันแข็ง...
ไอ้ที่ว่าขยันนั้นคือขยันเล่นหูเล่นตาให้กับแขก...ที่มาใช้บริการสั่งเหล้า
ไอ้ที่ว่าแข็งนั้นคือขยันทำให้ผู้ชายที่มาเป็นลูกค้า...ไอ้นั่นละแข็ง
เอ่อเห้อ...
เฝ้าตามติดดูพฤติกรรมมาเกือบอาทิตย์ แต่พลอยใสก็ยังไม่วอกแวกไปแรดกับใครหลังเลิกงาน ทว่า...หล่อนก็ยังไม่วางใจหรอก แม่คนนี้ดีแตกได้ทุกเมื่อ แล้วยิ่งพี่ชายไฟเขียวมาขนาดที่ว่า ถ้าเกิดว่าเมียตัวดีแรดแตกอีกหน เขาจะยอมเลิก มะลิเลยเกาะติดด้วยการทำตัวเป็นนักสืบ ยอมอดหลับอดนอนมาแอบเฝ้าพี่สะใภ้ ยอมไปสัปหงกขายชานมเพื่อจะจับผิดพลอยใส กะว่าถ้าเฝ้าอีกสักอาทิตย์ยังไม่เกิดอะไรขึ้น จะเลิกเฝ้าไปสักพัก เพราะไม่ไหวแล้วไม่ได้นอน เบลอจนถึงขั้นจะซื้อกองทุนเข้าดันไปเทขาย...เฮ้อ...เกือบจะฉิบหายเสียแล้วไหมล่ะ มะลิเอ๋ย...
หล่อนสั่งเบียร์มาขวดหนึ่งแล้วก็จิบไปจนถึงห้าทุ่มกว่า แล้วค่อยแว้บกลับบ้าน เพราะพักนี้ชลมาเฝ้าเมียแล้วรับกลับทุกวัน หล่อนจะหลบไปเงียบ ๆ ไม่ให้พี่ชายและพี่สะใภ้เห็น ตอนนี้รับบทนางสืบ ขืนใครเห็นเข้าละก็ หล่อนก็จะเสียแผนหมดน่ะสิ
คืนนี้ไม่เหมือนทุกคืน ดูท่าหล่อนจะต้องอยู่โยงดึก เพราะว่าพี่ชายของหล่อนไปต่างจังหวัด เป็นตัวแทนของบ้านไปงานศพของญาติคนหนึ่ง ท่าจะต้องอยู่หลายวัน เปิดโอกาสแรดให้กับพี่สะใภ้ได้เต็มที่ นี่ละโอกาสอันดีของการจับผิดทีเดียว
เบียร์ขวดแรกหมดไป มะลิกึ่มนิด ๆ แต่จะไม่สั่งต่อมีหวังเด็กเสิร์ฟจะต้องมายืนกดดันแหง ๆ ร้านเลิกตั้งตีหนึ่ง นี่พึ่งจะสี่ทุ่ม เอาวะขวดที่สองเลยละกัน...
ดนตรีทำให้หล่อนเพลิน แถมด้วยไก่ทอดเกลือก็อร่อยดี กินไปจิบเบียร์ไปก็ชักจะเพลิน แถมพอกึ่มก็ชักจะยกถี่ อะนะ แล้วขวดที่สามก็ตามมา...ในเวลาไม่นานอย่างลืมตัว
ตาที่จ้องไปที่พี่สะใภ้เริ่มลายนิด ๆ
อารมณ์ก็ชักจะดีหน่อย ๆ
วันนี้เป็นการเฝ้ายามที่เพลินดีวุ้ย...
มะลิคิดอย่างครึ้มอกครึ้มใจ
“เพลงเพราะจริงว่ะ เล่นได้โคตรสด โคตรดี”
สมชายเอ่ยชมหลังจากที่ฟังเพลงไปร้องตามไปด้วย เสียงของนักร้องทุ้มแหบนิดๆ ได้อารมณ์มาก ยามร้องเพลงร็อคช้า ๆ แบบนั้น แต่ละเพลงได้ใจไอ้หนุ่มช้ำรัก แน่ละ...หนุ่มช้ำรัก...เอ่อ...ก็ดันนั่งตรงหน้าเขาสิตอนนี้
“อืม...”
เพลงใหม่ดังขึ้นอีก เพลงคนไม่เอาถ่าน...เนื้อเพลงนั้นเข้าทำนองดอกฟ้ากับหมาวัด ดีไม่พอสำหรับเธออะไรทำนองนั้น โดนใจเข้าไปอีก เพื่อนเลยยกถี่ ๆ รินกี่ทีก็หายวาบ พอจบเพลงพ่อเจ้าประคุณก็ซบหลับเอาเสียดื้อ ๆ นั่นละ
“เฮ้...ไอ้พล ไอ้พล หลับเหรอวะ”
เขาเขย่าเพื่อน ทางนั้นกรนให้ฟัง...เอ้า...หมดก๊อกเอาเสียง่าย ๆ ละเพื่อนกู เมาหลับแต่ก็ดีกว่าเมาอย่างอื่นละ เฮ้อ...
โทรศัพท์เขาสั่นเป็นสัญญาณว่าโทรศัพท์เข้า เขาหยิบมันขึ้นมาแนบหู เสียงทางนั้นตีแข่งกับเสียงดนตรีจนฟังไม่ถนัด เขาเลยเดินออกมานอกร้าน แล้วกรอกเสียงลงไปกับทางนั้น
“ว่าไงวะ”
“กูกำลังจัดกำลังคน ตามงานที่มึงมอบหมาย แล้วจะให้กูเอาไปไว้ที่ไหนวะ?”
“บ้านกูที่จันทบุรี สวนผลไม้ที่มึงเคยไปหลบกบดานหนนั้น จำได้ไหมล่ะ ลุงไผ่จำมึงได้ละ เดี๋ยวกูบอกไว้ ว่ามึงต้องใช้บ้านกู”
“โอเค...ไม่เกินสองอาทิตย์ เดี๋ยวกูจัดให้ แล้วกับไอ้พลเราจะขนมันไปยังไงดีวะ?”
“มึงก็มาลักพาตัวไปสิ หมอนี่จะได้ไม่เรื่องมาก จับมัดมือมัดเท้าโยนขึ้นรถตู้ไปจบเลย”
“เอ่อ...หึ ๆ แล้วเราถือวิสาสะจัดการแบบนี้ เพื่อนจะไม่โกรธใช่ไหมวะ กูกลัวแม่งโกรธกู มากกว่าตำรวจอีกนะ เดี๋ยวไม่มีใครซ่อมตัว Z4 คันโปรดให้กู ผูกใจกับอู่มึงเนี่ย แล้วบรรดารถของลูกน้องกูอีก ขี้เกียจหาอู่ใหม่ ช่างใหม่ ช่างรู้ใจทั้งคนทั้งรถ หาโคตรยาก”
“ไม่โกรธหรอก จะสรรเสริญเราถึงขนาดทำอนุสาวรีย์ให้เหอะ ถ้าแม่งจะมาทำโกรธ กูจะตบกบาลให้ ไอ้ห่า! อุ้มสมขนาดนี้แล้ว สำหรับมึงและลูกน้องมึงนะไอ้เสือ กูจ่ายค่าตอบแทนมึงหนนี้ เป็นมาซ่อมรถที่อู่กูได้ฟรีตลอดชีวิต ไม่คิดค่าแรงโว้ย แต่ค่าอะไหล่ต้องขอนะ”
“เอ่อ...จัดไป ถ้าไอ้พลมันมาไล่เตะกู มึงก็จะต้องเคลียร์ให้กูด้วยล่ะ”
“เอ่อ ๆ”
วางสายจากชาติเสือ เพื่อนสายเทาตุ่น ๆ ของตนเองไปแล้ว เขาก็ยิ้มกริ่ม อารมณ์ดีแล้วก็กึ่ม ๆ แบบนี้ ไอ้พลก็เมาแล้วแบบนั้น เขากะจะส่งเพื่อนรักกลับบ้าน ฝากรถมอเตอร์ไซค์เพื่อนไว้ แล้วกลับมาต่อ ราตรีนี้ยังอีกยาวไกล สำหรับหนุ่มนักรักเอวไวอย่างเขา
คืนนี้...ท่าจะเป็นคืนดี ๆ
เขาแบกเพื่อนขึ้นมา ชำระเงินไว้ก่อน แล้วก็พาพลพรหมกลับอู่ โยนเพื่อนเข้าห้องแล้ว ก็เดินเซน้อย ๆ กลับไปยังร้านเหล้าอีกหน
ได้เวลา...พี่เบิ้มแล้ว...
ตาคมเยิ้มเพราะฤทธิ์สุรา มองกวาดไปรอบ ๆ ร้านราวกับสายตาของเสือล่าเหยื่อ เขาไปสะดุดตาสะดุดใจตุบ ตรงที่นั่งด้านในสุด ที่มีสาวหน้าหวานนั่งดื่มเบียร์อยู่เพียงลำพัง ถึงจะเมาก็จำได้ ว่านั่นน่ะใคร...
ย้ายมาอยู่ที่นี่ได้หลายเดือนแล้ว แถมยังโด่งดังในละแวกนี้ ฉะนั้นแม่ค้าชานมตาดุหน้าหวานคนนี้ ทำไมเขาจะไม่รู้จักล่ะ
มะลิ...
ผู้หญิงคนเดียวก็ว่าได้ที่ไม่สะเทือนสะท้านกับเสน่ห์ของเขาเลย หล่อนนั้นติดตาต้องใจเขาตั้งแต่แรกพบเลยละ ผู้หญิงตัวเล็กผิวขาวใส แก้มของหล่อนจะแดงอยู่ตลอดเวลาเพราะว่าหล่อนมักจะเคลื่อนไหวขยับทำงานตลอด ไม่อนาทรต่อความร้อน ความเหนื่อย หล่อนคือสาวสุดขยันแถมโสด สวย...และดุ ดุฉิบหายเลยด้วย
เขาเจอหล่อนหนแรกตอนไปซื้อชานม คนดื่มน่ะไอ้พล เพราะเขาไม่ชอบอะไรหวาน ๆ แบบนั้น แต่พอเจอหล่อนเข้า ก็ไปซื้อแทบทุกวัน เพียรยิ้มให้ เพียรชวนคุย แต่หล่อนก็ทำหน้าหงิกใส่ไม่ยอมยิ้มตอบ รับแต่เงินไม่ยอมรับไมตรี ขณะที่แม่ค้าผัดไทยข้าง ๆ หล่อนนั้น เพียรยิ้มหวานตอบเขาแทนหล่อน คุยตอบแทนหล่อน แถมยังให้เบอร์โทรแถมไลน์มาอีกต่างหาก
ลืม ๆ หล่อนไปพักหนึ่งเพราะงานในอู่ยุ่ง คิดได้ทีก็ไปป้วนเปี้ยนใกล้หล่อนที ก็เหมือนเดิม คือโดนหล่อนทำหน้าหงิกใส่ คนเคยได้ง่าย ๆ มาเจออะไรแบบนี้เข้า ก็เหมือนจะเย้ยศักดิ์ศรีเขา หล่อนเปรียบเสมือนยอดเขาเอเวอร์เรส ที่ท้าให้เขาปีนพิชิตยอดนั่น
นึกยังไงมาแกร่วแถวนี้ล่ะแม่คุณ...
เขารู้แล้วละว่าคืนนี้...เขาจะใช้ราตรีที่ยาวนานกับใคร เขาสั่งเหล้ามาเพิ่มเพื่อย้อมใจ ตามองไปยังเด็กเสิร์ฟที่หลบมุมทำอะไรบางอย่างกับแก้วเบียร์ของแขก...ดูท่าทางจะไม่น่าไว้ใจ เขามองตามว่าไอ้หมอนั่นจะเอาไปเสิร์ฟโต๊ะไหน เขาจะได้ไปกระซิบบอกกับเจ้าของร้านไว้ เผื่อมีเหตุไม่ชอบมาพากลขึ้น
มันเดินตรงไปที่โต๊ะของคนสวยหน้าดุของเขานั่นเอง!
