2
“ลูกอย่าห่วงเลยนะ แม่จะเอาทุกอย่างที่เป็นของลูกกลับมา” เธอหัวเราะเบา ๆ แผนชั่วร้ายเริ่มก่อตัวขึ้นภายในห้องเช่าหม่นมืดนั้นเอง
อีกไม่กี่เดือนคือวันแก้แค้นของเธอ... นงลักษณ์ลูบหน้าท้องของตัวเองไปมา รอวันที่จะได้เจอลูกสาวของตัวเอง
โรงพยาบาลยามค่ำคืนเงียบสงัด มีเพียงแสงไฟสีขาวซีดส่องตามทางเดินยาว สิริกานดาถูกเข็นเข้าห้องคลอดด้วยสีหน้าเจ็บปวด ปริญเดินประกบอยู่ข้าง ๆ จับมือภรรยาเอาไว้แน่น
“กานดา ผมอยู่ตรงนี้ คุณกับลูกจะต้องปลอดภัย”
สิริกานดาหอบหายใจ
“ค่ะ ฉันไม่เป็นไรค่ะ” เธอยิ้มให้เขาสบายใจ
เสียงเจ้าหน้าที่ดังขึ้น พร้อมด้วยแพทย์ก่อนประตูห้องคลอดจะปิดลง ทิ้งปริญไว้ข้างนอกด้วยหัวใจเต้นแรง
อีกมุมหนึ่งของโรงพยาบาล นงลักษณ์นั่งอยู่บนเตียง มือกอดตะกองร่างน้อยเอาไว้แนบอก เธอคลอดวันเดียวกันแต่คลอดก่อนสิริกานดา
“เธอแน่ใจจริง ๆ เหรอว่าจะทำแบบนี้”
“แน่ใจ หรือพี่จะไม่ช่วยนง” นงลักษณ์เอ่ยถามญาติผู้พี่ซึ่งเป็นพยาบาลอยู่ที่นี่ เธอเคยมีบุญคุณกับอีกฝ่าย นี่จึงเป็นการขอร้องครั้งแรกและครั้งเดียวให้นวลจันทร์ช่วยเหลือ แก้แค้นผู้ชายและผู้หญิงคู่นั้นที่ทำให้เธอกับลูกต้องมีสภาพเช่นนี้
นวลจันทร์กัดริมฝีปาก ลังเลอย่างหนัก
“ทำแบบนี้ถ้าโดนจับได้ติดคุกเลยนะ”
นงลักษณ์หันขวับ ดวงตาพร่ามัวด้วยความแค้นแฝงไปด้วยความริษยา
“ครั้งเดียวเท่านั้น พี่ช่วยฉันหน่อยนะ แล้วฉันจะไม่รบกวนอะไรพี่อีก”
“ก็ได้พี่จะช่วยเธอ ถือว่าบุญคุณของเราจบสิ้นกันในครั้งนี้” นวลจันทร์ถอนใจพรืด
“พวกเขาจะต้องเจ็บ เจ็บเหมือนที่ฉันเจ็บ!”
ไม่นานหลังจากนั้น เด็กน้อยห่อผ้าอุ่น ๆ ถูกอุ้มออกมา
“รีบไปก่อนที่ใครจะรู้ตัว” นงลักษณ์เอ่ยสั่ง
“พามันไปทิ้งไว้กลางถนนให้รถเหยียบก็ได้ นี่คือเงินค่าจ้าง พี่ไปเถอะ” นงลักษณ์ยัดเงินใส่มือของนวลจันทร์ เธอเองก็กำลังเดือดร้อนเรื่องเงินจึงยอมช่วย
นงลักษณ์มองเด็กน้อยเอาไว้ในอ้อมแขนของนวลจันทร์ แววตาเต็มไปด้วยความสาแก่ใจ
“คืนนี้ฉันจะทำให้พวกเขาจำไปจนวันตาย”
นวลจันทร์เดินออกทางประตูหลังของโรงพยาบาล ใต้ม่านฝนบาง ๆ ที่เริ่มโปรยลงมา ไม่นานนัก เด็กน้อยถูกวางลงกลางถนนเปลี่ยวหน้าโรงพักเก่าแห่งหนึ่ง
นวลจันทร์ยืนมองห่าง ๆ ใต้เสาไฟสลัว ใบหน้ารู้สึกสำนึกผิด
“ลาก่อนนะเด็กน้อย ถ้าเธอรอดก็ถือว่าเธอโชคดี ถ้าไม่รอดก็สุดแต่เวรแต่กรรมก็แล้วกัน”
นวลจันทร์ถอยหนี กลับไปหานงลักษณ์ที่รออยู่ตรงบ้านเช่าเพื่อไปเอาทองรูปพรรณมาให้อีกเป็นค่าตอบแทน
นงลักษณ์กำลังเก็บข้าวของ ตอนนี้เธอต้องพาลูกของตัวเองหนีไปก่อน แต่ก่อนไปต้องจัดการนวลจันทร์ไม่ให้พูดอะไรได้อีก
แสงไฟรถคันหนึ่งค่อย ๆ เคลื่อนใกล้เข้ามา
ถนนสายเล็กยามดึกมีเพียงแสงไฟถนนสลัว ๆ ส่องลงบนร่างทารกน้อยที่นอนร้องไห้เบา ๆ อยู่กลางถนน ผ้าห่อตัวเปียกชื้นจากละอองฝน เสียงรถคันหนึ่งแล่นเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อย ๆ
ศรีจันทร์หญิงวัยกลางคน ผู้ดูแลบ้านเมตตากำลังขับรถกลับจากไปรับของบริจาค เธอขมวดคิ้วทันทีเมื่อเห็นอะไรบางอย่างขวางทางอยู่
“อะไรกันน่ะ” เธอเบรกจนรถหยุดสนิท รีบเปิดประตูลงไปดู ก็พบว่าคือเด็กน้อย เธอรีบวิ่งตรงเข้าไปอุ้มเจ้าตัวน้อยขึ้นจากพื้นถนน เสียงร้องของเด็กดังแผ่วด้วยความหนาว
ศรีจันทร์กอดเอาไว้แน่น พลางมองรอบ ๆ แต่ไม่มีใครอยู่เลย
“ใครมันช่างใจร้ายเอาเด็กมาทิ้งกลางถนนแบบนี้” น้ำเสียงของศรีจันทร์สั่นไหว
เธอห่อผ้าให้แน่นขึ้นแล้วรีบอุ้มขึ้นรถ กลับไปยังบ้านเมตตาทันที ที่บ้านเมตตา ศรีจันทร์เช็ดตัวทารกน้อยด้วยผ้าอุ่น พลางมองใบหน้าเล็ก ๆ ที่แม้เพิ่งผ่านความตายมาเฉียดฉิว แต่ยังดูน่ารักน่าเอ็นดู ก่อนเรียกหมอซึ่งเป็นน้องชายมาดูอาการเด็กน้อย
“ไม่เป็นอะไรมากครับพี่ศรี เด็กแค่โดนฝน เดี๋ยวผมจัดการเอง” กมลเอ่ยเสียงสุภาพกับพี่สาวผู้ใจบุญ
“หนูหน้าตาน่ารักเหมือนตุ๊กตาเลยลูก” ศรีจันทร์ยิ้มเศร้า ๆ เธอนั่งลงข้างเตียงเด็กเล็ก มือสัมผัสแก้มกลมนุ่มที่แดงนิด ๆ เพราะร้องไห้มานาน
“ฉันจะตั้งชื่อให้หนูว่าแก้มหวาน นะจ๊ะ ดีไหม เพราะแก้มเราน่ะนุ่มน่าหอมเสียขนาดนี้” เด็กน้อยเหมือนตอบรับด้วยการนิ่งเงียบแล้วหลับไป ศรีจันทร์ยิ้มบาง ๆ ก่อนดึงผ้าห่มขึ้นให้
“พี่จะเลี้ยงหนูน้อยคนนี้จริงๆ เหรอครับ” กมลเอ่ยถาม
“จริงจ้ะ โดนเอามาทิ้งแบบนี้ ก็คงเป็นพ่อแม่ใจแตกไม่อยากเลี้ยงดูแน่ ทำให้ลูกเกิดมาแต่ไม่อยากเลี้ยง ทำไมไม่รู้จักป้องกัน”
“เราจะไม่แจ้งความหาตัวพ่อแม่เหรอครับพี่ศรี”
“หาตัวไปก็เท่านั้น ถึงเจอตัวเขาก็คงจะไม่รับกลับไปหรอก บ้านเรามีเด็กกำพร้ามากมายที่โดนพ่อแม่ทอดทิ้ง พ่อแม่พวกนั้นไม่อยากเลี้ยงดูให้เป็นภาระอยู่แล้ว” ศรีจันทร์ถอนใจ
“งั้นก็แล้วแต่พี่ศรีเลยครับ” กมลไม่ขัดหากพี่สาวจะรับอุปการะเด็กน้อย เพราะเขาเองก็ถูกชะตากับอีกฝ่ายเหมือนกัน
ด้านปริญและสิริกานดากำลังว้าวุ่นใจที่ลูกหายไป
“ไม่นะ ไม่นะคะ ลูกของฉัน ฮือ ๆ ลูกของฉัน”
