2
“ที่ฉันรู้มาคือครอบครัวของพี่วินขัดขวางไม่ให้เขาคบหากับชนากานต์”
“เขาไม่ให้คบหากันแสดงว่าเป็นคนไม่ดี เชื่อเถอะถ้าดีจริงๆ จะมาเป็นมือที่สามของครอบครัวคนอื่นทำไมกัน”
“เมื่อก่อนพวกเขารักกันมาก พี่วินช่วยเหลือเธอทุกอย่าง แม้แต่ไปเรียนภาษาต่อที่เมืองนอกก็เป็นเงินของพี่วินด้วย”
“แกรู้ได้ไง”
“เขาบอกฉัน และก็จริงตามนั้น”
“รักกันขนาดนั้นทำไมไม่ต่อสู้เพื่อรัก แต่กลับมาหลอกแกนี่นะ” ขิมขวัญกอดอกหน้างอที่เห็นเพื่อนเสียใจ
“ฉันจะหย่า ในเมื่อเขารักชนากานต์มากขนาดนั้นก็ให้เขาได้สมหวังกัน ครอบครัวพี่วินก็ยกธุรกิจให้ดูแลแล้ว เขาไม่ต้องกังวลอะไรอีก”
“แต่ถ้าแกจะหย่าก็อย่าให้เสียเปรียบนะ แกต้องยึดคติที่ว่าเอาทองมากองท่วมหัว เอาผัวไปเลย”
“คิก ๆ” ณิชารีย์หลุดหัวเราะออกมา
“แกหัวเราะแล้ว”
“ขอบใจนะแก เครียดขนาดนี้ยังทำให้หัวเราะได้”
“ฉันเป็นใคร เพื่อนรักแกนะ ต้องสนับสนุนแกทุกเรื่องอยู่แล้ว” ขิมขวัญหัวเราะชอบใจที่ได้เห็นเพื่อนยิ้ม
ประตูห้องผู้ป่วยเปิดออกอย่างเงียบงัน เสียงรองเท้าหนังราคาแพงกระทบพื้นดังแผ่วเบา แต่กลับทำให้บรรยากาศในห้องอึดอัดขึ้นมาในทันที
ณิชารีย์เงยหน้าขึ้นมอง ก่อนหัวใจจะกระตุกแรงเมื่อเห็นร่างสูงในชุดสูทสีเข้มเดินเข้ามาพร้อมชายหนุ่มอีกคนที่เธอคุ้นเคยดี
อัศวิน ภูวเดช และภาคิน วรเดช คนสนิทของเขา
เพียงสบตากันแวบเดียว ขิมขวัญก็เบือนหน้าหนีในทันที สีหน้าแข็งกร้าว ไม่คิดจะปิดบังความไม่พอใจ
อัศวินกวาดสายตามองหญิงสาวบนเตียง สีหน้าคมเข้มยังคงเรียบนิ่ง เสียงทุ้มเอ่ยออกมาอย่างเย็นชา
“ฉันขอคุยกับณิชารีย์สักครู่” คำพูดนั้นเรียบง่าย แต่ฟังดูเหมือนคำสั่งมากกว่าการขอร้อง ขิมขวัญรู้ได้ในทันทีว่าโดนสามีเพื่อนไล่ให้ออกไปจากห้อง
“มีอะไรต้องคุยกันอีกล่ะ” ขิมขวัญหันกลับไปตอบโต้ น้ำเสียงห้วนจัด
“หรือยังไม่สะใจพอ”
ภาคินขยับตัวเล็กน้อยเหมือนจะพูดอะไร แต่ยังไม่ทันได้เอ่ยปาก มือบางของณิชารีย์ก็ยื่นออกไปรั้งข้อมือเพื่อนสนิทเอาไว้ ทำให้ภาคินต้องหันไปมองสีหน้าของเจ้านายที่ตอนนี้ดูก็รู้ว่าไม่ค่อยพอใจนัก
“ขิม” เสียงของณิชารีย์แผ่วเบา แต่หนักแน่นอย่างประหลาด
“ออกไปก่อนเถอะ เดี๋ยวฉันคุยกับเขาเอง”
ขิมขวัญหันมามองเพื่อน ดวงตาฉายแววไม่สบายใจอย่างชัดเจน
“ณิ…”
“ฉันโอเค ไม่มีใครรังแกฉันได้หรอก” ณิชารีย์ส่งยิ้มจาง ๆ ให้เพื่อนรัก
หญิงสาวถอนหายใจยาว ก่อนจะลุกขึ้นยืน
“ถ้ามีอะไรเรียกฉันทันทีนะ”
ณิชารีย์พยักหน้าให้เพื่อนสบายใจ ขิมขวัญจึงเดินออกจากห้องไป ทิ้งให้บรรยากาศเงียบงันเหลือเพียงคนสองคน สามีและภรรยาที่หัวใจห่างกันเหลือเกิน
“เพื่อนไม่ดีแบบนี้ควรเลิกคบไปนะ” หลังจากคนอื่นออกไปหมดแล้ว อัศวินก็เอ่ยขึ้นเสียงขรึมเข้ม
“ขิมเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดค่ะ” ณิชารีย์ยืนยันเสียงราบเรียบ แววตาว่างเปล่าและสงบนิ่ง ทำเอาคนที่นั่งอยู่ข้างเตียงรู้สึกใจหาย เพราะไม่เคยเห็นสายตาแบบนี้ของภรรยามาก่อน
“แล้วทำไมถึงพูดแบบนั้น”
“พูดแบบไหนคะ” เธอถามกลับเสียงราบเรียบเช่นเดิม ไม่ได้กวนโมโห ไม่ได้กวนประสาท แต่เธออยากรู้ให้แน่ชัดว่าพูดแบบไหนกันถึงทำให้เขาไม่พอใจขนาดนี้ ทั้ง ๆ ที่มันคือเรื่องจริง
“ทำเหมือนพี่จะทำร้ายอะไรเธอ” อัศวินถอนหายใจอย่างหนักหน่วง
“พี่วินมีอะไรก็พูดมาเถอะค่ะ แต่ถ้าไม่มีก็เชิญนะคะ ณิอยากนอนพักแล้ว”
“เป็นอะไร”
“เป็นอะไรคืออะไรคะ” สีหน้ารำคาญของภรรยาทำให้อัศวินทำตัวไม่ถูก
“ทำไมต้องทำท่ารำคาญขนาดนั้นด้วย เหมือนไม่อยากคุยกับพี่”
“ถ้าทำให้พี่ต้องคิดแบบนั้นก็ต้องขอโทษด้วยจริงๆ ค่ะ”
“โกรธเหรอที่พี่ไม่ได้ไปช่วยเธอ”
“ไม่น่าถามคำถามนี้นะคะ”
“แล้วทำไมต้องผลักกานต์ตกน้ำด้วย”
“ถ้าพี่ไม่มีสมองก็เอาไปบริจาคซะเถอะค่ะ”
“นี่เธอด่าพี่ว่าไม่มีสมอง”
“กล้องวงจรปิดแถวนั้นเสียหมดแล้วเหรอคะ ถึงบอกว่าณิผลักชู้รักของพี่ตกน้ำ”
“กานต์ไม่ใช่ชู้รัก”
“อ้อ... ไม่ใช่ แต่เป็นแฟนเก่าที่ยังรักกันมาก”
“เธอเข้าใจผิดเลยผลักเขาตกน้ำ”
“ณิไม่ได้ผลักค่ะ แต่ถ้าพี่คิดว่าผลักก็ไปแจ้งตำรวจเลยค่ะ แล้วมาตรวจกล้องวงจรปิดกัน”
“กล้องตัวนั้นเสีย”
“บังเอิญจังเลยนะคะ”
“อย่าประชด”
“ไม่ได้ประชดค่ะ”
“ทำไมถึงได้ทำตัวงี่เง่าแบบนี้”
“นั่นสิคะ ทำไมถึงได้ทำตัวงี่เง่าแบบนี้” ณิชารีย์มองสามีไม่วางตา จากผู้หญิงหัวอ่อน เชื่อฟัง รักสามีมาก เธอกลับมาเป็นคนเดิมอีกคน คนที่ไม่เคยยอมใครง่ายๆ ไม่ยอมให้ใครมาเอาเปรียบ
“นี่เธอหาว่าพี่งี่เง่า”
“พี่พูดเอง ณิไม่ได้เอ่ยชื่อพี่เลยสักนิด”
“อย่ามากวนประสาท”
“พี่วินคะ”
“อะไร” เขาทำเสียงรำคาญ มาเจอว่าคนที่เคยเรียบร้อยอ่อนหวาน
หัวดื้อและจิกกัดขนาดนี้ เขาก็เริ่มขยาด
“เราหย่ากันเถอะค่ะ”
“พูดอะไรของเธอ” อัศวินยอมรับว่าตกใจที่ได้ยินภรรยาพูดประโยคนี้
“พี่ได้ในสิ่งที่ต้องการแล้วไม่ใช่เหรอคะ เราก็มาหย่ากันเถอะค่ะ” เพราะหลังจากคืนแต่งงานเธอกับเขาก็ไม่เคยมีอะไรกัน เขาอ้างว่างานยุ่ง แทบไม่เหยียบกลับมายังเรือนหอเลยด้วยซ้ำ
“หมายความว่ายังไง”
