บทที่ 2 ความเย็นชาของจ้านรุ่ยมิง
ชิงเว่ยใช้ชีวิตวัยรุ่นในยุโรปไปตามความหรรษาและร่าเริงอย่างถึงที่สุด เธอเข้าร่วมปาร์ตี้ สังสรรค์ และปล่อยตัวปล่อยใจไปกับอิสระที่หอมหวาน การใช้ชีวิตต่างแดนทำให้เธอผ่านการมีสัมพันธ์ลึกซึ้งมาตั้งแต่อายุยังน้อย รสสัมผัสของบุรุษเพศกลายเป็นเสพติด เธอหลงใหลในเรื่องเซ็กส์และพึงพอใจกับการได้เป็นผู้ควบคุมผู้ชายเหล่านั้นด้วยเรือนร่างและเสน่ห์ของตนเอง
เมื่อเรียนจบและต้องกลับมายังแผ่นดินเกิด ชิงเว่ยพบว่าตัวเองไม่สามารถทนทำตัวเป็นผ้าพับไว้หรือหญิงสาวหัวอ่อนตามแบบฉบับกุลสตรีดั้งเดิมได้อีกต่อไป เธอเบื่อหน่ายกับชีวิตที่ต้องสวมหน้ากาก แต่เมื่อโอกาสที่จะได้แต่งงานกับประธานจ้านกรุ๊ปมาถึง เธอก็มองเห็นแสงสว่าง… ความมั่งคั่ง อำนาจ และชายหนุ่มรูปงาม แม้เขาจะนั่งรถเข็น แต่ใบหน้าหล่อเหลาราวกับเทพบุตรจำแลงของรุ่ยหมิงก็ทำให้เธอใจสั่นตั้งแต่ครั้งแรกที่เห็นรูป
ทว่า ความเป็นจริงเมื่อได้เข้ามาอยู่ในวิลล่าย่างตงไห่กลับตรงกันข้ามกับที่เธอจินตนาการไว้โดยสิ้นเชิง แสงแดดยามเช้าสาดส่องผ่านกระจกบานใหญ่ของห้องอาหารสุดหรูที่สามารถมองเห็นวิวทะเลตงไห่ได้อย่างชัดเจน เสียงคลื่นที่กระทบฝั่งดังแว่วเข้ามาเป็นจังหวะ แต่กลับไม่สามารถทำลายความเงียบงันอันน่าอึดอัดภายในห้องได้
รุ่ยหมิงนั่งอยู่ประจำตำแหน่งหัวโต๊ะในชุดเสื้อเชิ้ตสีขาวที่ถูกรีดจนเรียบกริบไร้รอยยับ ผมที่ถูกเซ็ตมาอย่างดีและใบหน้าที่หล่อเหลาแต่ปราศจากอารมณ์ใดๆ ทำให้เขาดูเหมือนรูปสลักน้ำแข็งราคาแพง เขากำลังยกถ้วยกาแฟดำขึ้นจิบอย่างเชื่องช้า โดยมี หวางเอี่ยน เลขาหนุ่มคนสนิทวัยเดียวกันยืนถือแฟ้มเอกสารรายงานตารางงานของวันนี้อยู่ไม่ไกล
เสียงรองเท้าส้นสูงกระทบพื้นหินอ่อนดังเป็นจังหวะดึงดูดความสนใจ ชิงเว่ยเดินนวดนาดเข้ามาในห้องอาหาร เธอสวมชุดเดรสผ้าไหมสีครีมที่เจาะคอลึก เผยให้เห็นเนินอกขาวผ่องที่ถูกดันจนอวบอิ่ม ชุดที่รัดรูปขับเน้นสัดส่วนโค้งเว้าอย่างจงใจ กลิ่นน้ำหอมนำเข้าจากฝรั่งเศสฟุ้งกระจายไปทั่วบริเวณ หญิงสาวส่งยิ้มหวานที่เคยใช้ละลายหัวใจผู้ชายมานักต่อนัก เธอตรงดิ่งเข้าไปหาร่างสูงบนรถเข็นไฟฟ้า
“รุ่ยหมิงคะ!!..มาค่ะ ฉันจะช่วยคุณขึ้นมานั่งบนเก้าอี้นะคะ”
น้ำเสียงอ่อนหวานถูกดัดให้ดูออดอ้อน ชิงเว่ยยื่นมือเรียวที่ประดับด้วยเล็บสีแดงสดออกไปหมายจะประคองแขนของชายหนุ่ม เธอจงใจโน้มตัวลงต่ำ หวังจะให้เนินเนื้อคู่สวยปะทะเข้ากับสายตาของเขา ทว่าก่อนที่ปลายนิ้วของเธอจะได้สัมผัสกับเนื้อผ้าของเขา รุ่ยหมิงกลับเบี่ยงตัวหลบอย่างรวดเร็วและเย็นชา สายตาคมกริบตวัดขึ้นมองใบหน้าที่แต่งแต้มมาอย่างประณีตของคู่หมั้นด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความรำคาญและรังเกียจอย่างไม่ปิดบัง
“ตอนนี้ฉันก็ไม่ได้นั่งพื้นนี่…” รุ่ยหมิงเอ่ยเสียงเรียบ น้ำเสียงของเขาไร้ซึ่งความอบอุ่นใดๆ มันเย็นยะเยือกเสียจนคนฟังรู้สึกเหมือนถูกสาดด้วยน้ำแข็ง
“เธออยู่ในส่วนของเธอไปเถอะ หรูชิงเว่ย” ชิงเว่ยชะงัก รอยยิ้มบนใบหน้าแข็งค้าง มือที่ยื่นออกไปเก้อถูกชักกลับมาอย่างเสียหน้า เธอสูดลมหายใจลึก พยายามข่มความไม่พอใจที่พุ่งริ้วขึ้นมาในอก
“ฉัน…ฉันก็แค่หวังดี อยากจะทำหน้าที่ภรรยาที่ดีดูแลคุณบ้างก็เท่านั้นเองค่ะ คุณย่าท่านอุตส่าห์ฝากฝังฉันไว้”
“งั้นก็เก็บความหวังดีของเธอเอาไว้ใช้กับคนที่ต้องการมันเถอะ” รุ่ยหมิงวางถ้วยกาแฟลงบนจานรองเสียงดังกริ๊ก บ่งบอกถึงความหงุดหงิดที่เริ่มก่อตัว
“อย่าพยายามเข้าใกล้ฉัน เธอก็รู้ดีว่าการหมั้นหมายของเราเป็นไปตามที่ผู้ใหญ่จัดแจงให้ มันเป็นแค่ข้อตกลงทางธุรกิจ”
ดวงตาคมดุจ้องมองลึกเข้าไปในดวงตาของหญิงสาว ราวกับสามารถมองทะลุเปลือกนอกที่สวยงามลงไปเห็นถึงความเน่าเฟะภายใน
“ถ้าคุณรู้สึกอึดอัดหรือคัดค้านการแต่งงานครั้งนี้ ผมก็ยินดีที่จะยกเลิกมันให้ทันที…”
เขาเว้นจังหวะเล็กน้อย มุมปากกระตุกขึ้นเป็นรอยยิ้มเย้ยหยันที่ทำให้ชิงเว่ยรู้สึกเหมือนถูกตบหน้า
“หรือถ้าเธออยากจะเล่นละครต่อไป… จะรอแต่งงานให้จบๆ แล้วค่อยหย่ากัน ผมก็จะเซ็นเช็คให้คุณสองร้อยล้าน ถือเป็นค่าเสียเวลา”
ข้อเสนอนั้นชัดเจน เด็ดขาด และไร้เยื่อใย ชิงเว่ยเบิกตากว้าง สองร้อยล้านไม่ใช่เงินจำนวนน้อยๆ แต่มันเทียบไม่ได้เลยกับการได้เป็นนายหญิงแห่งจ้านกรุ๊ป และที่สำคัญกว่านั้น การถูกปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใยจากผู้ชายตรงหน้า เป็นสิ่งที่หยามเกียรติผู้หญิงที่มั่นใจในเสน่ห์ของตัวเองอย่างเธอ ที่สุด ตั้งแต่เกิดมา ไม่เคยมีผู้ชายคนไหนเมินเฉยต่อรูปร่างหน้าตาและการทอดสะพานของเธอเลยสักคน มีผู้ชายมากมายหลายหน้าที่ยอมสยบแทบเท้า เพียงแค่เธอส่งรอยยิ้มให้เท่านั้น เสียงครางกระเส่าของผู้ชายเหล่านั้นที่เธอเคยได้รับเป็นเหมือนเครื่องยืนยันว่าเธอมีพลังเหนือชายใด แต่กับจ้านรุ่ยหมิง ผู้ชายที่ต้องพึ่งพารถเข็นคนนี้ กลับทำตัวราวกับพระอิฐพระปูนที่เลือดในกายไม่ไหลเวียน
‘เขาไม่ใช่พระอิฐพระปูน…สักวันเขาต้องสั่นไหวให้ได้’ ชิงเว่ยคิดในใจ กัดริมฝีปากแน่นจนห้อเลือด ความโกรธปนความปรารถนาที่อยากจะเอาชนะลุกโชนขึ้นในอก รุ่ยหมิงไม่ได้สนใจท่าทีฮึดฮัดของหญิงสาว เขาละสายตาจากเธอราวกับเธอเป็นเพียงธาตุอากาศ ก่อนจะหันไปพยักหน้าให้กับหวางเอี่ยน
“ไปกันเถอะ หวางเอี่ยน มีประชุมบอร์ดตอนเก้าโมงครึ่ง”
ชายหนุ่มบนรถเข็นบังคับระบบมือขับเคลื่อนรถไฟฟ้าคันหรูของเขาหมุนตัวออกไปจากห้องอาหารอย่างรวดเร็วและเงียบเชียบ ทิ้งให้ชิงเว่ยยืนกำหมัดแน่นด้วยความเจ็บใจ
