บทที่ 9. ตอน หลบฝน คนแปลกหน้า
“ท่านพี่ ข้าว่าเราไปหลบฝนที่อื่นเถอะ”
นางจางสุ่ยเขย่าแขนสามี บอกเขาด้วยน้ำเสียงสั่น นางมองกลุ่มคนที่หลบฝนอยู่ก่อนหน้า แล้วรู้สึกหวาดกลัวขึ้นมา มืออีกข้างกุมมือบุตรสาวไว้ ดึงให้หลบด้านหลัง
“ฝนตกแรงมาก เราไปไหนไม่ได้หรอกอาสุ่ย หยาเอ๋อร์ยังเล็กโดนฝนจะไม่สบายได้”
หลิวจิ้งเองรู้สึกหวาดกลัวไม่ต่างกัน แต่ห่วงหลานสาวมากกว่า เด็กทารกโดนฝนจะเป็นไข้ได้ จำต้องฝืนข่มความกลัวพาลูกและภรรยา ไปยังมุมหนึ่งของศาลเจ้าห่างจากคนอีกกลุ่ม
“ฝนคงตกอีกนาน ข้าจะก่อไฟต้มน้ำชงชามาดื่มร้อนๆ สักหน่อย”
หลิวจิ้งเก็บเศษไม้มาก่อไฟผิง นางจางสุ่ยนำหม้อมาต้มน้ำเตรียมชงชา หลิวซูซูวางลูกสาวบนตะกร้า แล้วเอาผ้ามาปูเพื่อรองนั่ง ขณะลอบชำเลืองมองดูคนลึกลับกลุ่มนั้น ดูเหมือนหนึ่งในสี่คนจะได้รับบาดเจ็บ อีกสามคนก่อกองไฟและกำลังต้มยาให้ดื่ม พวกเขาดูเหมือนคอยลอบมองครอบครัวของนางเช่นกัน ต่างฝ่ายต่างระแวดระวังกัน
“เสี่ยวจิ่ว ข้าอยากได้ยินสิ่งที่พวกเขาคุยกัน”
หลิวซูซูบอกเจ้าภูติน้อยในใจ อีกฝ่ายใช้พลังจากศิลาสวรรค์ส่งมาให้นาง พลันหูของนางได้ยินเสียงพูดคุยของคนกลุ่มนั้น ราวกับนั่งอยู่ร่วมวง
“นายท่านอาการไม่ค่อยดี ยานี้ช่วยประทังได้แค่ไม่กี่ชั่วยาม ยาพิษของพวกชนเผ่าร้ายแรงนัก หากหายาแก้พิษได้ไม่ทัน อาจจะอาการหนักกว่านี้”
คนอาวุโสที่สุดในกลุ่มเอ่ยขึ้น สายตามองคนที่นอนอยู่อย่างเคร่งเครียด น้ำเสียงมีร่องรอยวิตกกังวล ก่อนหน้าพวกเขาลอบไปสืบข่าวในชนเผ่าติดชายแดน โชคร้ายถูกอีกฝ่ายจับได้ผู้เป็นนายถูกธนูต้องยาพิษ แม้จะเอาหัวธนูออกได้ แต่หนทางแก้พิษนั้นต้องใช้ยาจากเจ้าของพิษจึงจะรักษาได้ นี่ผ่านมาสองวันแล้วแม้เร่งเดินทางเพียงใดก็อาจจะไปไม่ทัน
“พี่เฉินปีก่อนนายท่านก็ต้องพิษจากกลุ่มโจรป่ายังรอดชีวิตมาได้ ครั้งนี้นายท่านต้องรอดเช่นกัน หากพาไปหาท่านหมอเยี่ยนทันเวลา”
คนเป็นลูกน้องเอ่ยถึงเหตุการณ์เมื่อปีก่อน นายของพวกเขาถูกยาพิษจากหัวหน้าโจรป่า แต่รอดมาได้เพราะการรักษาของหมอเยี่ยนจง ครั้งนี้หากพวกเขาพาไปหาหมอเยี่ยนทัน ก็น่าจะรักษาได้เช่นกัน
“อาหยวนมีเวลาอีกไม่กี่ชั่วยาม อีกทั้งฝนยังตกหนักเช่นนี้ ต่อให้เป็นเทพเซียนก็อาจจะไปไม่ทัน”
คนที่เป็นพี่ใหญ่ส่ายหน้า มองเจ้านายที่นอนหมดสติด้วยสายตาเจ็บปวด เขารับใช้คนผู้นี้มาหลายปีย่อมภักดีกว่าผู้อื่น ครั้งนี้ผู้เป็นนายอาสาทำภารกิจลับ ลอบเข้าชนเผ่าเมี่ยนเพื่อสืบข่าว แต่โชคร้ายถูกพ่อหมอของเผ่าจับได้ คนที่ไปด้วยเหลือรอดเพียงพวกเขาสามคน พากันหลบหนีกลับมาอย่างยากลำบาก
“พี่เฉินข้าไม่เชื่อว่าเทพเซียนจะไม่เมตตา หากเราใช้ม้าเทียมเกวียนขี่ฝ่าฝนไป ก็อาจจะทันเวลา”
หนึ่งสามคนนั้นพูดขึ้น พลางหันไปมองลาเทียมเกวียนที่จอดอยู่ด้านนอกศาลเจ้า เกิดความคิดบางอย่างขึ้นมา
“เสี่ยวกู้ เราไม่มีเงินพอจะซื้อเกวียนต่อจากชาวบ้าน”
คนเป็นพี่ใหญ่ส่ายหน้า รู้ความคิดของอีกฝ่าย หากจะเอาเกวียนต้องจ่ายเงินซื้อ แต่ยามนี้พวกเขาไม่ได้พกเงินมา มองดูครอบครัวเจ้าของเกวียนมีชายคนหนึ่งกับสตรีสองคนและเด็กทารก พวกเขาพากันมาหลบฝนเพราะเกรงทารกไม่สบาย หากแย่งชิงเกวียนไปพวกเขาก็ทำร้ายผู้บริสุทธิ์แล้ว
“ไม่มีเงิน เราก็แย่งมาสิ พี่เฉินท่านจะยึดหลักคุณธรรม จนยอมให้นายท่านตายหรือ”
เสี่ยวกู้คว้าดาบลุกขึ้น เดินตรงไปยังกลุ่มของครอบครัวตระกูลหลิว เมื่อไปถึงก็ยกดาบขึ้นชี้หน้าหลิวจิ้งเอ่ยว่า
“พวกข้ามีความจำเป็นต้องพาคนบาดเจ็บไปหาหมอ ขอยืมเกวียนของเจ้าได้หรือไม่”
หลิวจิ้งมองดาบที่กำลังชี้หน้าตนด้วยแววตาเบิกกว้าง ใบหน้าซีดเผือดจากความหวาดกลัว นางจางสุ่ยเองก็กลัวไม่แพ้กัน ดึงแขนหลิวซูซูมากอดไว้ กดศีรษะบุตรสาวไม่ให้เงยหน้า เกรงอีกฝ่ายจะคิดชั่ว
“นายท่าน พวกเรามีเด็กเล็ก หากให้ท่านยืมเกวียนไป พวกเราจะเดินทางต่อได้อย่างไร ได้โปรดเมตตาด้วยขอรับ”
หลิวจิ้งอ้อนวอนเสียงสั่น เขาไม่มีวรยุทธย่อมไม่มีปัญญาต่อกรได้ จึงขอความเห็นใจจากอีกฝ่าย
“พวกเจ้าจงรออยู่ที่นี่ หากเราใช้งานเสร็จจะเอามาคืนพวกเจ้า”
อีกฝ่ายหาทางออกให้ ซึ่งดูแล้วเป็นไปไม่ได้ที่จะรออยู่ที่นี่ และจะเชื่อใจได้อย่างไรว่าจะได้เกวียนคืน
“นายท่านเจ้าคะ หากท่านเร่งเดินทาง มิสู้ไปพร้อมกับพวกเรา แล้วให้คนเจ็บนอนในเกวียนดีหรือไม่ พวกท่านมีม้าก็ขี่ตามไป”
หลิวซูซูดึงแขนมารดาออก เงยหน้าขึ้นเสนอความคิดเห็น จากที่นางได้ยินพวกเขาพูดคุยกัน คิดว่าคนพวกนี้ไม่ได้เป็นคนร้าย แต่อาจจะเป็นคนของทางการ หากให้ความช่วยเหลือย่อมมีบุญคุณ
“นายท่านได้รับบาดเจ็บสาหัส ต้องอาศัยเกวียนของพวกเจ้าแล้ว”
คนเป็นลูกพี่ใหญ่ที่เดินมาหมายจะห้ามปรามลูกน้อง ได้ยินข้อเสนอของหลิวซูซูก็รีบตอบรับ ขณะส่งสายตาให้คนที่ใจร้อนหลีกทางไป
“ข้ามีนามว่าเฉินหลิน ขออภัยแทนเสี่ยวกู้ด้วยที่เสียมารยาท นายท่านของข้าได้รับบาดเจ็บสาหัส มิอาจเดินทางไหว ขอพวกท่านโปรดช่วยนำนายท่านของพวกเรา ไปส่งที่โรงหมอของหมอเยี่ยนจงที่อำเภอชิงเหอได้หรือไม่”
“ได้ขอรับนายท่าน นี่ฝนเริ่มซาแล้ว เกวียนน่าจะขี่ต่อได้”
คำพูดจาไม่ได้วางตนข่มขู่ หลิวจิ้งได้ยินจึงพยักหน้ารับทันที นึกโล่งใจที่อีกฝ่ายไม่ใช่คนร้ายหยาบช้า หากเจอคนเช่นนั้น เขากับครอบครัวคงแย่แน่
“เช่นนั้น พวกท่านเปลี่ยนม้าของท่านสักตัว มาลากเกวียนแทนลาแก่ของพวกข้าเถอะ จะได้เดินทางเร็วขึ้น”
หลิวซูซูแนะนำ ขณะแอบคุยกับเสี่ยวจิ่วในใจ ให้เจ้าภูติน้อยให้ทำบางสิ่ง
ฝนเริ่มซาลงอย่างน่าประหลาดเพียงไม่นานก็หยุดตก ฟ้าเริ่มสดใสจนสามารถออกเดินทางได้ คนกลุ่มนั้นเลือกม้ามาตัวหนึ่งสับเปลี่ยนกับลาแก่ แล้วให้หลิวจิ้งขี่ลา เฉินหลินเป็นคนขับเกวียน อีกสองคนคือเสี่ยวกู้กับหยวนเซียวขี่ม้าตามหลังไป ด้านในเกวียนมีเจ้านายของเขากับหลิวซูซู นางจางสุ่ยและเด็กทารกน้อย เมื่อเพิ่มชายร่างใหญ่เข้ามาอีกคนจึงเต็มเกวียน ข้าวของที่นำมาถูกย้ายไปห้อยท้ายเกวียนเพื่อให้พื้นที่ด้านในกว้างขึ้น
“เอาล่ะ ออกเดินทางได้ เราต้องรีบเดินทางอาจจะไม่ได้หยุดพัก พวกเจ้าอดทนหน่อย”
พูดจบเกวียนก็เคลื่อนไป คนที่เหลือขี่ม้าขี่ลาตามไปด้านหลัง หลิวซูซูผ่อนคลายท่าทางระแวงลง นางมองชายที่นอนหมดสติอย่างพิจารณา ใบหน้าของเขามีหนวดเครารกเรื้อ เกิดจากการไม่ได้ดูแลตัวเองหลายวัน แต่โดยรวมแล้วจัดว่าเป็นบุรุษน่าตาไม่เลวผู้หนึ่ง เขานอนนิ่งหายใจแผ่วเบา บางคราคิ้วดกหนาก็ขมวดนิ่วจากอาหารเจ็บปวดบางอย่าง
“ท่านแม่ ท่านดูแลเสี่ยวหยาให้ข้าที”
หลิวซูซูส่งลูกน้อยให้นางจางสุ่ยช่วยดูแล ด้านหน้าเกวียนมีผ้าบังกั้นไว้ คนขับเกวียนจึงไม่เห็นว่าภายในเกิดอะไรขึ้น หลิวซูซูสั่งให้เสี่ยวจิ่วใช้พลังบังตาอีกฝ่ายไว้อีกชั้น แล้วสะกดนางจางสุ่ยให้นอนหลับไป ตัวนางขยับไปตรวจดูอาการของคนเจ็บ ก่อนจะเปิดผ้าคลุมตัวเขาออก แล้วแหวกชายเสื้อตรวจดูบาดแผล พบว่ามีการใส่ยาสมุนไพรบางอย่างห้ามเลือดไว้ รอบๆ แผลมีรอยช้ำสีม่วงเกิดจากพิษบางอย่างที่รับเข้าไป
“เสี่ยวจิ่วเจ้ารู้หรือไม่ ว่าคนผู้นี้ได้รับพิษอะไร” นางเอ่ยถามเจ้าภูติน้อย
“คนผู้นี้ต้องพิษสลายโลหิต ในสามวันหากไม่ได้กินยาแก้พิษ โลหิตจะกลายเป็นกรดกัดร่างจนเน่าเปื่อยสลายไป เป็นพิษที่ร้ายแรงมาก”
เสียงเล็กของเสี่ยวจิ่วอธิบายความร้ายกาจของพิษชนิดนี้ให้ฟัง หลิวซูซูได้ยินแล้วถึงกับขนลุกเกรียว ในสมัยโบราณมีพิษร้ายแรงแบบนี้ด้วยหรือ นางได้ยินคนกลุ่มนั้นคุยกันว่าผ่านมาสองวันแล้ว เหลือเวลาไม่ถึงหนึ่งวันพิษก็จะกำเริบ มิน่าพวกเขาถึงยอมทำทุกอย่างเพื่อพาเจ้านายของตน ไปหาหมอรักษาให้ทัน
