บทที่ 10 ตอน รักษาคนย่อมหวังผล
“หมอเยี่ยนที่พวกเขาจะพาไปรักษา สามารถรักษาพิษนี้ได้หรือไม่”
“พิษนี้มาจากชนเผ่าเมี่ยน ย่อมต้องใช้ยาจากเจ้าของพิษแก้เท่านั้น ยาทั่วไปไม่อาจรักษาได้”
เจ้าภูติน้อยตอบตามความจริง มันพรางตัวเป็นสีใสๆ ลอยไปเกาะบนไหล่ของหลิวซูซู ก้มมองใบหน้าซีดเผือดของคนเจ็บแล้วถอนหายใจออกมา
“คนผู้นี้ดูแล้วไม่ใช่คนทั่วไป ข้าคิดว่าหากเราช่วยรักษาเขาได้ อาจจะดีต่อพวกเรา เจ้ามีทางใดช่วยรักษาเขาหรือไม่”
หลิวซูซูคิดอยากช่วยคน ฐานะของนางในโลกนี้ช่างนี้ต่ำต้อย หากมีโอกาสสร้างบุญคุณกับคนมีอำนาจสักคน ก็คงไม่เลวนัก
“ย่อมมี พี่สาวหลิวท่านลืมไปแล้วหรือว่า คลังโอสถในดินแดนไร้กาลเวลา ล้วนมียาวิเศษสารพัดชนิด อีกทั้งน้ำพุเยว่จินก็มีสรรพคุณช่วยสลายพิษได้ทุกชนิด แค่ให้เขาดื่มน้ำพุเยว่จินสักอึก ก็สามารถรักษาอาการได้แล้ว”
เสี่ยวจิ่วลอยตัวขึ้นจากไหล่หายตัวแวบไปครู่หนึ่ง แล้วกลับมาพร้อมขวดใส่น้ำพุเยว่จินส่งให้หลิวซูซู
“น้ำพุเยว่จินมาแล้ว พี่สาวหลิวท่านให้เขาดื่มเถอะ”
“ยัง ข้ายังไม่ให้เขาดื่มตอนนี้ รอไปถึงโรงหมอของท่านหมอเยี่ยนก่อน หากท่านหมอรักษาเขาไม่ได้ ข้าค่อยเสนอตัวช่วยเหลือ”
หลิวซูซูไม่คิดให้อีกฝ่ายดื่มน้ำพุวิเศษตอนนี้ หากเขาดื่มแล้วหายจากนั้นหมอเยี่ยนรักษาต่อ มิกลายเป็นผลงานของหมอเยี่ยนกระนั้นหรือ เธอจะย่างปลาให้แมวกินได้อย่างไร
“พี่สาวหลิวท่านรอบคอบมาก รักษาคนย่อมต้องหวังผล”
เจ้าภูติน้อยเอ่ยชมเจ้านายของตน พลางบินไปรอบๆ ตัวนาง หลิวซูซูยิ้มกว้างยอมรับคำเยินยอนั้นโดยมิได้คัดค้านสักคำ ตอนอยู่โลกเดิมนางเป็นถึงหัวหน้าหน่วยที่เป็นผู้หญิงเพียงคนเดียวของกลุ่ม สร้างผลงานเหนือกว่าหัวหน้าหน่วยผู้ชายหลายคน ย่อมเกิดความภาคภูมิใจในตนเองมากกว่าผู้อื่น
ผ่านไปสองชั่วยามเกวียนก็แล่นไปถึงอำเภอชิงหยางก่อนจะจอดที่หน้าโรงหมอแห่งหนึ่ง คนขับเกวียนรีบวิ่งเข้าไปด้านใน เพียงไม่นานคนในโรงหมอก็พากันมาช่วยห้ามคนเจ็บเข้าไปด้านใน
“พวกเจ้าสองแม่ลูก เข้ามาด้านในดีหรือไม่ ข้าสั่งคนหาของกินไว้ให้พวกเจ้าแล้ว”
เมื่อเจ้านายถึงมือหมอ ลูกน้องย่อมคลายกังวล มีแก่ใจห่วงสองแม่ลูกและเด็กน้อย ที่ตอนนี้ไม่ได้กินอะไรมาหลายชั่วยาม
“สามีข้าล่ะ เขาอยู่ที่ใด”
นางจางสุ่ยมองหาหลิวจิ้ง ขณะที่หลิวซูซูอุ้มลูกน้อยลงจากเกวียน ก่อนหน้านางให้นมเสี่ยวหยาจนอิ่มแล้ว ลูกของนางจึงหลับอยู่ไม่ส่งเสียงรบกวน
“สามีเจ้ายังมาไม่ถึง ลาแก่นั่นขี่เร็วไม่เท่าม้าหรอก อีกสักชั่วยามน่าจะตามมาทัน พวกเจ้าไปรอเขาข้างในเถอะ ข้างนอกเริ่มอากาศเย็นแล้ว เดี๋ยวเจ้าตัวเล็กจะไม่สบาย”
อีกฝ่ายผายมือเชื้อเชิญ ข้างนอกเริ่มมืดแล้วอากาศก็เย็น หลิวซูซูพยักหน้าบอกมารดาให้ทำตาม นางจางสุ่ยมองไปยังถนนก่อนจะตัดใจเดินตามเข้าไปด้านใน
สองแม่ลูกถูกพามานั่งรอที่ห้องรับรอง มีอาหารและน้ำชาให้ดื่ม หนึ่งชั่วยามต่อมาหลิวจิ้งก็พาลาแก่มาถึงโรงหมอ เขาตัวสั่นด้วยความหนาวเย็น นางจางสุ่ยเห็นดังนั้นรีบรินชาร้อนส่งให้สามี
“ท่านพี่นั่งก่อน ดื่มชาจะได้หายหนาว”
“เจ้าลาแก่ฝีเท้าย่ำแย่ ข้าเร่งความเร็วไม่ได้เลย อีกทั้งยังต้องพักทุกหนึ่งชั่วยามให้มันกินหญ้า จึงมาถึงล่าช้าเช่นนี้”
หลิวจิ้งรับชาร้อนมาดื่มพลางบ่นออกมา เขามองภรรยาและลูกสาวด้วยแววตาโล่งใจ ตลอดการเดินทางในใจนึกห่วงใยลูกและภรรยา พอมาถึงพบทุกคนก็คลายใจ
“ท่านพ่อท่านพักผ่อนเถอะเจ้าค่ะ มีซาลาเปาเนื้อเหลืออยู่ท่านรีบกินเถอะ”
หลิวซูซูส่งซาลาเปาที่นางกับมารดาแบ่งไว้ให้บิดากิน ตอนนี้บิดาของนางเหนื่อยมากคงเดินทางต่อไม่ไหว อาจจะต้องพักค้างคืนที่โรงหมอรอเช้าถึงจะเดินทางต่อ
“เสี่ยวจิ่ว ข้างในเป็นอย่างไรบ้าง”
ระหว่างพัก หลิวซูซูสั่งให้เสี่ยวจิ่วเข้าไปสังเกตการณ์ด้านในห้องรักษา
“ยามนี้ดูเหมือนอาการของคนเจ็บจะกำเริบ ยาที่ท่านหมอเยี่ยนให้ไม่อาจแก้พิษได้ ซ้ำยังทำให้พิษกำเริบหนักกว่าเดิม ตอนนี้เขากระอักโลหิตออกมาแล้ว”
เจ้าภูติน้อยส่งเสียงรายงานออกมา ร่างโปร่งแสงบินวนไปมา ชะโงกดูอาการคนเจ็บที บินไปแอบฟังท่านหมอที ลูกมือของท่านหมอเยี่ยน ต้มยากันจนแทบไม่ว่าง ยาถูกปรับสูตรหม้อแล้วหม้อเล่า ก็ไม่สามารถช่วยให้อาการดีขึ้น ชายสามคนที่อยู่ด้วยต่างพากันร้อนใจ
“ท่านหมอ อาการของนายท่านเหตุใดถึงยังไม่ดีขึ้น”
เฉินหลินเอ่ยถามท่านหมอเยี่ยน เขามองชายสองคนที่ช่วยประคองผู้เป็นนายให้ถ่มก้อนเลือดใส่กระโถนด้วยความหนักใจ
“เรียนท่านเฉิน อาการของนายท่านหนักมาก พิษที่ได้รับข้าน้อยไม่เคยพบเจอมาก่อน หากมีเวลาศึกษาสักสองสามวัน อาจจะหาตัวยารักษาได้”
หมอเยี่ยนเอ่ยออกมาอย่างจนใจ พิษร้ายแรงเกินกว่าที่เขาจะรักษาไหว ได้แต่หาตัวยาพยุงอาการไม่ให้กำเริบหนัก
“พิษนี้ใช้เวลาสามวันก็จะกำเริบจนตาย นี่ก็ผ่านมาสองวันแล้ว ท่านจะขอเวลาศึกษาได้อย่างไร ท่านต้องรักษานายท่านของข้า ให้หายภายในวันนี้”
เฉินหลินตะคอกใส่อย่างเหลืออด หมอเยี่ยนรักษาไม่ไหวยังคิดถ่วงเวลา เช่นนี้ไม่เท่ากับให้เจ้านายของเขาตายเปล่าหรือ
“ท่านเฉินใจเย็นก่อน ข้าพยายามสุดความสามารถแล้ว พิษนี้ร้ายแรงมาก ข้าจนปัญญาจริงๆ”
หมอเยี่ยนจำต้องยอมรับออกมาตรงๆ เขารักษาพิษมาก็มาก แต่ไม่เคยเจอพาร้ายแรงเช่นนี้ หากไม่ได้ยาจากเจ้าของพิษก็สุดปัญญาจะแก้ไขได้แล้ว
“เจ้ารักษาไม่ได้ใช่หรือไม่”
เฉินหลินครางออกมาอย่างเจ็บปวด ทรุดตัวลงนั่งด้วยความสิ้นหวัง หันไปมองเจ้านายของตน ตอนนี้ถูกพาลงนอนบนที่นอน แล้วรู้สึกไม่อยากยอมแพ้ ยังมีเวลาเหลืออีกหลายชั่วยามกว่าจะครบสามวัน ต้องมีทางรักษา เขาต้องหาหมอมารักษาให้ได้
“พี่สาวหลิว ตอนนี้ท่านหมอเยี่ยนยอมแพ้แล้วขอรับ”
เจ้าภูติน้อยหายตัวออกมาจากห้องรักษา มันเข้ามาเกาะบนไหล่ของหลิวซูซู กระซิบเล่าเหตุการณ์เพิ่มเติมให้นางฟัง
“ถึงเวลาที่ฉันต้องออกโรง แสดงฝีมือแล้ว”
หลิวซูซูขยับลุกขึ้น ขณะหันไปมองบิดามารดาที่ตอนนี้พากันนอนหลับบนเตียง พวกเขาถูกพามายังห้องพักที่มีเตียงสองเตียง นางจางสุ่ยกับหลิวจิ้งพากันนอนหลับไปแล้ว อีกเตียงหลิวซูซูวางตะกร้าให้ลูกน้อยนอนเช่นกัน พาตัวเองเดินออกมาจากห้องตรงไปยังห้องรักษา เมื่อมาถึงพบว่ามีคนเฝ้าทางเข้าอยู่
“แม่นาง ห้องนี้ห้ามผู้ใดเข้าไป ท่านหมอกำลังรักษาคนไข้”
“ข้ามาพร้อมกับคนเจ็บ ข้าขอเข้าไปด้านในได้หรือไม่ ข้ากับเขาเป็น...”
หลิวซูซูแอบอ้างแบบกำกวม ให้คนฟังคิดเอาเอง อีกฝ่ายนิ่วหน้าขณะใช้ความคิดอยู่ครู่หนึ่ง เขาได้ยินเสียงพูดคุยในห้อง พอรู้ว่าคนเจ็บไม่มีทางรักษาแล้ว จึงคิดจะทำกุศลให้คนเจ็บได้พบกับญาติเพื่อร่ำลา
“ได้ เจ้าเข้าไปเถอะ ทำใจสักนิด คนข้างในสิ้นหนทางแล้วจริงๆ”
“ขอบคุณเจ้าค่ะ”
หลิวซูซูเอ่ยขอบคุณ ขณะเดินผ่านเข้าไปด้านใน นางกุมขวดใส่น้ำพุวิเศษไว้แน่น พาตัวเองเดินไปยังห้องรักษาด้านใน พบกับเฉินหลินที่ออกมายืนทำใจนอกห้อง อีกฝ่ายตาแดงก่ำเอามือกุมขมับท่าทางสิ้นหวัง จึงเดินไปหาเขา
“ท่านเฉิน อาการของเจ้านายของท่าน เป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ”
เฉินหลินเมื่อได้ยินเสียงก็เงยหน้าขึ้นมามอง เขาถอนหายใจแรงส่ายหน้าไปมา
“ท่านหมอสิ้นปัญญารักษานายท่านของข้าแล้ว เพียงแค่รอเวลาเท่านั้น”
เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงแหบเครือ กลั้นข่มความเสียใจเอาไว้ ลูกผู้ชายตัวโตมิอาจหลั่งน้ำตาให้ผู้อื่นเห็น
“ท่านเฉิน หากข้าบอกท่านว่า ข้ามีทางช่วย ท่านจะยอมให้ข้ารักษานายท่านของท่านหรือไม่”
หลิวซูซูเกริ่นขึ้นมา สงบใจรอฟังคำตอบของเฉินหลิน อีกฝ่ายคล้ายไม่เชื่อ เขามองใบหน้าอ่อนเยาว์ของนาง แล้วส่ายหน้าไปมา
