บท
ตั้งค่า

บทที่ 8. ตอน เวลาผ่านไป ทุกอย่างย่อมเปลี่ยนแปลง

หลิวจิ้งคิดจะกลับบ้านเดิมไปหาบิดาของตน เมื่อสิบปีก่อนเขาถูกใส่ความ และต้องโทษกลายเป็นทาส ไม่ได้แจ้งข่าวให้ทางครอบครัวได้รับรู้ว่าพ้นคดีแล้ว หลังจากเป็นอิสระก็คิดจะกลับไปหาบิดาของเขา

“ท่านพี่ ข้าเองก็อยากจะกลับไปเยี่ยมครอบครัวของข้าเช่นกัน”

นางจางสุ่ยบอกกับสามี ตัวนางไม่ได้พบกับบิดามารดามานับสิบปีแล้ว

"เช่นนั้นพวกเราก็กลับไปเยี่ยม ท่านปู่ท่านย่า ท่านตาท่านยายกันเถอะ"

หลิวซูซู ตกลงทำตามความต้องการของบิดามารดา ตัวนางเองก็อยากรู้จักครอบครัวของท่านทั้งสองเหมือนกัน ชีวิตใหม่ในชาติภพนี้ ได้มีครอบครัวอบอุ่นเป็นความรู้สึกที่ดี นางคาดหวังว่าครอบครัวของบิดา และครอบครัวของมารดา จะเติมเต็มในส่วนนี้ของนางได้

“บ้านท่านตาท่านยายของเจ้า อยู่ไม่ไกลจากที่นี่นัก เราไปหาท่านตาท่านยายของเจ้ากันก่อนเถอะ"

ระยะทางจากที่นี่ไปยังบ้านของบิดามารดาของนางจางสุ่ย ไม่ไกลมาก หลิวจิ้งจึงคิดจะไปที่บ้านของภรรยาก่อน

“ท่านพี่กลับบ้านครั้งนี้ เราคงต้องหาของฝากท่านพ่อท่านแม่ หากเจอตลาดข้างหน้า เราควรแวะซื้อของอะไรติดมือไปสักหน่อย”

นางจางสุ่ยมองดูข้าวของที่อยู่ในเกวียน ไม่มีสิ่งใดพอที่จะนำไปฝากบิดามารดาของตนได้ จึงคิดจะแวะซื้ออะไรติดมือไป นางไม่ได้กลับบ้านนานแล้ว ควรจะมีของดีๆ กลับไปฝากพวกท่าน

หลิวจิ้งเองเห็นด้วย เขาพาเกวียนเดินทางไปแวะที่ตลาด หลังจากนั้นก็ลงไปหาซื้อข้าวของ ปล่อยให้หลิวซูซูกับหลานสาวเฝ้าเกวียน

หลิวซูซูส่งจิตมองไปยังคลังเก็บของในมิติไร้กาลเวลา หีบสมบัติหลายหีบวางกองอยู่บนพื้น ข้าวของเงินทอง ล้วนมีมากพอจะทำให้ครอบครัวของนาง กลับมามีชีวิตที่สุขสบาย แต่นางยังไม่คิดนำออกมาใช้ในตอนนี้ เพราะเกรงว่าจะให้คำตอบกับบิดามารดาไม่ได้ ว่าเอามาจากไหน คงต้องปล่อยให้เวลาผ่านไปสักพัก รอให้นางหาหนทางทำกินจึงจะนำออกมา

หลังจากซื้อข้าวของเสร็จ หลิวจิ้งขี่ลาเทียมเกวียนมุ่งตรงไปยังบ้านของบิดามารดาของภรรยา พวกเขาเดินทางมาถึงหมู่บ้านลี่ซานในช่วงเวลาเย็น ชาวบ้านพากันมองดูเกวียนของคนแปลกหน้าอย่างสนใจ นางจางสุ่ยมองดูผู้คนในหมู่บ้าน รู้สึกว่าไม่คุ้นหน้าอยู่บ้าง คิดจะหาคนที่รู้จักเพื่อถามไถ่ก็ไม่เห็นสักคน

“ท่านพี่ ข้าไม่ได้มาที่นี่หลายปีแล้ว นับตั้งแต่ออกเรือนไปกับท่าน ผู้คนล้วนแปลกหน้า ไม่พบเจอคนรู้จักเลยสักคน”

นางจางสุ่ยเอ่ยกับสามี นางกวาดสายตาไปหลายรอบ แต่ไม่คุ้นหน้าใครเลย

“ท่านแม่ ท่านจำทางไปบ้านท่านตาท่านยายได้หรือไม่ ข้าว่าเราไปบ้านท่านตาท่านยายกันก่อนเถอะ”

หลิวซูซูอยากพบกับญาติฝั่งมารดา นางไม่ได้สนใจคนในหมู่บ้านมากนัก

“อาสุ่ย เจ้าช่วยบอกทางข้าที ข้ามาที่นี่แค่ครั้งเดียวจำทางไม่ได้”

หลิวจิ้งเองมาที่นี่ครั้งเดียวตอนมารับเจ้าสาวไปแต่งงาน ในตอนนั้นเขาให้แม่สื่อหาสตรีมาแต่งงานตามธรรมเนียม แม่สื่อได้แนะนำจางสุ่ยให้ เขารับปากแต่งงานกับนาง โชคดีที่จางสุ่ยนิสัยดีและทำให้เขารักนางในเวลาต่อมา

“ท่านพี่ตรงไปจนสุดถนนแล้วเลี้ยวซ้าย จากนั้นก็เลี้ยวขวาอีกครั้ง บ้านข้าอยู่ตรงนั้นเจ้าค่ะ”

นางจางสุ่ยบอกทางสามี ขณะครุ่นคิดถึงครอบครัวของตน บิดาของนางเป็นชาวนาจนๆ นางเป็นลูกสาวคนโตของบ้าน และมีน้องชายอีกสองคนเกิดจากแม่เลี้ยง ในตอนที่นางแต่งงานกับหลิวจิ้ง เป็นเพราะต้องการสินสอดไปให้น้องชายได้เล่าเรียน น้องชายคนรองเรียนเก่งเป็นความหวังของครอบครัว ลูกสาวเช่นนางแต่งออกไป นอกจากลดภาระแล้วยังได้เงินค่าสินสอดมาส่งเสียน้องชาย นางไม่ได้กลับบ้านมาหลายปีแล้ว

ในที่สุดหลิวจิ้งก็จอดเกวียนหน้าบ้านหลังหนึ่ง นางจางสุ่ยลงจากเกวียนมาดู พบว่าบ้านหลังนี้ใหญ่โตกว่าบ้านหลังเดิมของนางมาก นึกดีใจคิดว่าน้องชายของนาง อาจจะได้ดิบได้ดี มีฐานะจนกลับมาสร้างบ้านใหญ่โตได้

“ท่านพี่ ข้าจะไปเคาะประตู ท่านรออยู่ตรงนี้”

นางจางสุ่ยไปเคาะประตูบ้าน ครู่หนึ่งคนในบ้านก็มาเปิดประตูแล้วเอ่ยถามนางว่า

“เจ้าเป็นใคร แล้วมาทำอะไรที่นี่”

“ข้าชื่อจางสุ่ย เป็นลูกสาวของจางเยี่ยน ที่นี่คือบ้านของท่านพ่อข้า”

นางจางสุ่ยบอกออกไป อีกฝ่ายเลิกคิ้วสูงกวาดตามองนางตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ก่อนจะเอ่ยว่า

“เจ้าเข้าใจผิดแล้ว ที่นี่เป็นบ้านตระกูลฉี นายท่านของข้าเป็นพ่อค้าข้าว ไม่มีญาติแซ่จางหรอก”

สิ่งที่ได้ยินทำให้นางจางสุ่ยแปลกใจ บ้านเก่าของบิดาเหตุใดกลายเป็นบ้านของผู้อื่นไปได้ นางอยากถามต่อแต่ไม่กล้า เกรงจะถูกทุบตี เช่นเดียวกับที่หลิวจิ้งเคยโดน จึงกล่าวขอบคุณแล้วเดินกลับมาที่เกวียน

“เกิดอะไรขึ้นหรือเจ้าคะท่านแม่”

หลิวซูซูเห็นมารดาเดินกลับมาก็เอ่ยถาม หลิวจิ้งเองก็แปลกใจที่ภรรยาไม่เข้าไปในบ้าน

“ที่นี่ไม่ใช่บ้านท่านพ่อของข้า หรือข้าอาจจะจำผิด”

นางจางสุ่ยเอ่ยเสียงแผ่ว นึกทบทวนในหัวไปมา หรือนางเลอะเลือนจำทางกลับบ้านไม่ได้ แต่ไม่น่าจะใช่นางเกิดที่หมู่บ้านลี่ซานอยู่ที่นี่มาจนโต จะจำทางไม่ได้เชียวหรือ

“ข้าว่าเราไปสอบถามชาวบ้านดูก่อนดีหรือไม่”

หลิวซูซูเห็นท่าทางสับสนของมารดา ก็คิดจะถามทางกับชาวบ้านดู บางทีผ่านไปหลายปีท่านแม่ของนาง อาจจะจำทางไม่ได้

“ดีเหมือนกัน เราไปหาร้านน้ำชาแล้วสอบถามกันเถอะ”

หลิวจิ้งขี่ลาเทียมเกวียนไปแวะที่ร้านน้ำชาแห่งหนึ่ง เขาสั่งชามาดื่มและเอ่ยถามกับเสี่ยวเอ้อร์

“ท่านพอจะรู้จักบ้านของจางเยี่ยนหรือไม่ ข้าไม่ได้มาที่นี่หลายปี จำทางไม่ได้”

“ข้าเองเพิ่งมาอยู่ที่นี่ได้ห้าปี เดี๋ยวข้าถามเถ้าแก่ให้นะขอรับ”

เสี่ยวเอ้อร์วิ่งไปถามเจ้าของร้านให้ ครู่หนึ่งก็กลับมาบอกว่า

“นายท่าน คนที่ท่านตามหาน่าจะเป็นชาวบ้านเดิมของหมู่บ้านนี้ ท่านคงไม่ทราบว่าที่นี่เคยเกิดโรคระบาดเมื่อสิบปีที่แล้ว ผู้คนในหมู่บ้านต่างติดโรคล้มตายกันเกือบหมด บางคนก็ย้ายไปอยู่ที่อื่น”

สิ่งที่ได้ยินทำให้ทุกคนถึงกับนิ่งอึ้งด้วยความตกใจ นางจางสุ่ยน้ำตาไหลออกมา เมื่อนึกถึงครอบครัวของนางว่า อาจจะติดโรคระบาดเสียชีวิตไป

“หลังจากเกิดโรคระบาด หมู่บ้านนี้ถูกปล่อยร้าง บ้านเรือนเก่าพร้อมผู้คนที่ตาย ถูกเผาทำลาย ไม่ให้เชื้อโรคแพร่กระจาย เพิ่งจะมีผู้คนเข้ามาจับจองที่ดิน และสร้างหมู่บ้านใหม่ราวห้าปีที่ผ่านมาขอรับ”

ที่แท้แล้วผู้คนในหมู่บ้าน ล้วนเป็นคนจากที่อื่น จึงไม่มีคนรู้จักคนในหมู่บ้านเก่าเลย

“ขอบคุณท่านมาก”

หลิวจิ้งเอ่ยขอบคุณแล้วกุมมือภรรยาที่กำลังร้องให้ พลางเอ่ยปลอบโยน

“อาสุ่ย เจ้าอย่าเสียใจไป เจ้ายังมีข้ากับลูกและหลานของเรานะ”

“ท่านแม่ ท่านพ่อพูดถูก ข้ากับท่านพ่อจะดูแลท่านแม่เอง ต่อไปเราจะมีชีวิตที่ดีขึ้นแน่นอน”

หลิวซูซูปลอบมารดา นึกเสียดายที่ญาติฝ่ายมารดาตายไปหมด แต่คนเรายังต้องมีชีวิตต่อไป จะมาเสียใจกับอดีตที่ผ่านไปแล้วคงไม่ได้ เวลาเปลี่ยนไป ทุกอย่างย่อมเปลี่ยนแปลง

“คืนนี้เราหาโรงเตี้ยมพักกันสักคืน พรุ่งนี้ค่อยเดินทางไปบ้านของข้ากัน”

หลิวจิ้งพาภรรยาและลูกสาวพร้อมหลานตัวน้อย ไปพักยังโรงเตี้ยมแห่งหนึ่ง พอรุ่งเช้าก็ออกเดินทางไปยังหมู่บ้านซีหนิว ระหว่างทางฝนตกจำต้องเอาลาเทียมเกวียนไปหลบฝนในศาลเจ้าร้าง

ภายในมีคนหลบฝนอยู่ก่อนหน้าแล้วสี่คน ทุกคนสวมชุดดำมีอาวุธประจำตัวเป็นดาบและธนู ใบหน้าของพวกเขารกเรื้อด้วยหนวดเครา เมื่อเห็นครอบครัวตระกูลหลิวเข้ามาหลบฝน ก็พากันหันมามองด้วยใบหน้าเคร่งขรึมท่าทางดูน่ากลัว

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel