บทที่ 6. ตอน ทวงหนี้คืน จัดการคนชั่ว
"เสี่ยวจิ่วมาแล้ว พี่สาวหลิวต้องการให้ข้าทำสิ่งใด บอกมาได้เลยขอรับ"
เจ้าภูติน้อยปรากฎตัวขึ้นตามเสียงเรียก ร่างกลมราวหยดน้ำ ลอยมาเกาะบ่าผู้เป็นเจ้านาย ขณะเมียงมองดูเด็กน้อยในอ้อมแขนของหลิวซูซู
"ข้าต้องการทวงหนี้คืนและจัดการคนชั่ว เจ้าช่วยข้าได้หรือไม่"
หลิวซูซูแค้นจ้าวหยวนมาก อีกฝ่ายสั่งคนมาทุบตีบิดา และยังเบี้ยวหนี้ แค้นครั้งนี้หากไม่ทวงคืน ย่อมนอนตายตาไม่หลับ
"ย่อมได้ทุกสิ่ง"
เสี่ยวจิ่วตอบรับเสียงดัง จนทำให้เด็กน้อยสะดุ้งตื่นร้องไห้จ้าขึ้นมา
"อย่าเสียงดัง ลูกสาวข้าตื่นแล้วเห็นหรือไม่"
หลิวซูซูหยิบผ้ามาคลุมช่วงบนของตนเองไว้ แล้วให้นมบุตรสาว ขณะปรึกษากับเจ้าภูติน้อยไปด้วย เธอเริ่มชำนาญในการให้นมแล้ว จึงไม่เป็นปัญหาในการทำอย่างอื่นพร้อมกัน
"ฉันจะเข้าไปในบ้านเจ้าคนชั่วจ้าวหยวนได้อย่างไร โดยไม่ให้ผู้ใดเห็น"
หลิวซูซูแม้จะมีฝีมือการต่อสู้ แต่นางไม่มีอิทธิฤทธิ์หายตัวได้แบบเทพเซียน การจะเข้าไปในบ้านตระกูลจ้าว ย่อมต้องมีคนพบเห็น ในโลกนี้ฐานะของเธอต่ำต้อย หากโดนจับได้ย่อมเสียเปรียบผู้อื่น
"พี่สาวหลิวครอบครองศิลาสวรรค์ มีอำนาจมิต่างจากเทพเซียน ย่อมไปไหนมาไหนได้โดยไร้ร่องรอย และท่านยังมีมิติไร้กาลเวลา การเก็บข้าวของนั้นไร้ขีดจำกัด"
เจ้าภูติน้อยอธิบายถึงคุณสมบัติพิเศษของศิลาสวรรค์ เจ้านายคนนี้ของมันยังต้องการคำแนะนำอีกมากนัก
"ศิลาสวรรค์ทำได้จริงหรือ ช่างวิเศษนัก"
หลิวซูซูหยิบจี้ศิลาสวรรค์ขึ้นมาดู ในใจพองฟูด้วยความฮึกเหิม อยากทดลองใช้ดูสักครั้ง
"รอให้ลูกข้าหลับแล้ว เราจะไปกัน"
รอจนลูกสาวดื่มนมจนอิ่มและหลับไป หลิวซูซูก็วางเจ้าตัวเล็กลงบนที่นอน หันมามองเจ้าภูติน้อยพลางเอ่ยว่า
"เสี่ยวจิ่ว ข้าต้องหาคนมาดูแลลูก หากเสี่ยวหยาตื่นมาก่อนเราจะกลับ จะมีคนรู้ว่าเราแอบออกไป"
"พี่สาวหลิวไม่ต้องกังวล เรื่องนี้ข้าจัดการเอง"
พูดจบร่างกลมๆ ของเสี่ยวจิ่วก็ลอยขึ้น แล้วเปล่งแสงออกมา ร่างกายเริ่มขยายออกเหมือนพองลม จนมีขนาดเป็นสองเท่า จากนั้นเจ้าภูติน้อยก็หมุนตัวเหมือนลูกข่าง
ทันใดนั้นเอง!
ร่างของมันก็แบ่งออก เป็นก้อนกลมสองก้อน ที่แท้เสี่ยวจิ่ว สามารถแยกร่างได้นั่นเอง
"พี่สาวหลิว ข้าชื่อเสี่ยวอี้ ข้าจะดูแลบุตรสาวท่านเอง โปรดวางใจ"
ร่างแยกมีชื่อว่าเสี่ยวอี้ เอ่ยออกมาอย่างนอบน้อม ก่อนจะพาตัวเองลอยไปใกล้ๆ เตียงนอน แล้วก็แปลงกายเป็นหลิวซูซู ร่างแปลงเหมือนราวกับคนเดียวกัน สร้างความตื่นตะลึงให้กับหลิวซูซูมาก
"ที่แท้ เจ้าก็มีความสามารถซ่อนอยู่ ยอดเยี่ยมมาก"
หลิวซูซูเอ่ยชม รู้สึกวางใจขึ้นมาเมื่อมีคนมาดูแลลูกสาวให้ เธอจะไปจัดการกับเจ้าคนชั่วได้อย่างไม่ต้องกังวล
"พวกเราไปกันเถอะ"
สิ้นเสียงร่างของหลิวซูซูกับเสี่ยวจิ่วก็หายวับไป ก่อนจะมาปรากฏตัวอีกครั้ง ในคลังสมบัติของตระกูลจ้าว
"นี่คือคลังสมบัติของจ้าวหยวนขอรับ และยังมีคลังส่วนตัวของภรรยาของเขา รวมถึงของบุตรชายและบุตรสาว เก็บรักษาไว้ในเรือนพักของพวกเขาอีก"
เสี่ยวจิ่วฉายภาพให้ดูห้องเก็บสมบัติแต่ละห้อง ล้วนมีหีบใส่ทองคำ เพชรพลอย เครื่องประดับมีค่า ภาพวาดโบราณ แจกันหยก ผ้าไหมชั้นดี โสม และยาสมุนไพรชั้นยอด ทุกสิ่งล้วนบ่งบอกว่าเจ้าของมีฐานะมั่งคั่งเช่นไร
“สมบัติพวกนี้เอาไปให้หมด อย่าเหลือไว้สักชิ้น”
หลิวซูซูดวงตาเป็นประกายวาบ กระตุกยิ้มด้วยความสาแก่ใจ เอ่ยอีกว่า
"ข้าวสารอาหารแห้ง ของกินของใช้ ก็จงเก็บอย่าให้เหลือ"
หลิวซูซูจัดการเก็บกวาดสมบัติจนเกลี้ยง รวมถึงข้าวของอื่นๆ ในบ้าน อาหารต่างๆ ในโรงครัวรวมถึงอุปกรณ์เครื่องครัว ถูกเก็บไปจนหมด ทิ้งไว้แค่ของผุพังไร้ค่า
"ข้าจะทำให้จ้าวหยวนกับครอบครัวของมัน ลิ้มรสความอดอยาก ไม่มีที่ซุกหัวนอน และต้องอับอายไปตลอดชีวิต"
การทวงคืนความแค้นครั้งนี้ หลิวซูซูคิดจะให้จ้าวหยวนมีชีวิตอยู่อย่างทุกข์ทรมาน ในโลกนี้เธอไม่มีอำนาจบารมี เป็นเพียงทาสที่ถูกปลดปล่อย หากฆ่าคนอาจจะทำให้เกิดปัญหาได้
เธอพาตัวเองไปยังห้องนอนของจ้าวหยวน อีกฝ่ายนอนหลับสนิท ไม่รู้ว่าภัยกำลังมาถึงตัว ข้างกายมีภรรยานอนอยู่ด้วย
“จ้าวหยวนเอ๋ย เจ้าหยวน เจ้ารังแกผิดคนเสียแล้ว คิดหรือว่า ข้าจะยอมปล่อยให้เจ้าลอยนวล”
หลิวซูซูมองร่างของคู่แค้นแววตาวาววับ ในหัวมีความคิดเอาคืนคนผู้นี้หลายอย่าง จัดการเก็บกวาดทรัพย์สินมีค่าภายในห้องนอนของจ้าวหยวนจนหมด ก่อนจะสั่งเจ้าภูติน้อยว่า
“เสี่ยวจิ่ว นำตัวผู้คนในบ้านนี้ ไปไว้ที่ถนนด้านนอก”
เสี่ยวจิ่วพยักหน้ารับ ขณะสะกดทุกคนในบ้านให้นอนหลับ จากนั้นก็เคลื่อนย้ายพวกเขาออกมากองรวมกันที่ถนนหน้าประตูบ้าน
"เสี่ยวจิ่ว ข้าอยากได้หมึกที่ลบไม่ออก"
หลิวซูซูบอกเจ้าภูติน้อย ไม่ถึงอึดใจสิ่งที่เธอต้องการก็อยู่ในมือ จากนั้นจึงใช้พู่กันจุ่มหมึก วาดอักษรสามคำบนใบหน้าของจ้าวหยวน และคนอื่นๆ จนครบทุกคน
"เสี่ยวจิ่ว เผาบ้านหลังนี้ทิ้งซะ"
พูดจบ ก็มีเปลวเพลิงลุกโชติช่วงขึ้นภายในบ้านตระกูลจ้าว ร่างของหลิวซูซูกับเสี่ยวจิ่วหายวับไปจากที่แห่งนั้น อย่างไร้ร่องรอย
รุ่งเช้า มีข่าวเพลิงไหม้บ้านของเศรษฐีจ้าว โชคดีผู้คนรอดปลอดภัย แต่อยู่ในสภาพน่าสมเพชนัก เมื่อตื่นขึ้นมาบนถนนในชุดเสื้อผ้าขาดวิ่น
“นี่มันเกิดอะไรขึ้น เหตุใดพวกเราถึงมานอนที่นี่”
จ้าวหยวนฟื้นขึ้นมาก็โวยวายลั่น หันไปมองรอบกายพบภรรยาและบุตร รวมถึงคนรับใช้ในบ้านต่างลุกขึ้นมานั่งมึนงงอยู่บนถนน เมื่อมองไปยังบ้านของตนก็ตกใจแทบสิ้นสติอีกหน บ้านทั้งหลังเหลือแต่ซากมีควันไฟลอยกรุ่นบนเถ้าถ่าน หัวใจของจ้าวหยวนหล่นไปกองแทบเท้า ไม่รู้ว่าจะตกใจ เสียใจ หรืออยากกรีดร้องกับสิ่งที่เกิดขึ้น
“ท่านพี่ หน้าผากของท่าน”
ภรรยาของจ้าวหยวนชี้หน้าของสามี บนหน้าผากของจ้าวหยวนมีอักษรสามตัว เขียนว่า ‘ข้าคือสุนัข’ ตัวนางเองไม่กล้าเอ่ยอะไรออกมา
จ้าวหยวนหันมามองหน้าภรรยา แล้วก็เบิกตากว้างเมื่อเห็นอักษรบนหน้าผากของนาง เขาหันไปมองบุตรชาย บุตรสาว รวมถึงคนรับใช้ ในบ้าน
ทุกคนมีอักษรบนหน้าผากเช่นกัน เขียนว่า
‘เมียของสุนัข บุตรของสุนัข คนรับใช้ของสุนัข’
“ใครกัน กล้าทำเช่นนี้กับข้า!”
จ้าวหยวนสติแทบแตกตะโกนด้วยความโมโห ชาวบ้านที่ผ่านไปมาจึงพากันเข้ามามุงดู
“นั่นครอบครัวของท่านเศรษฐีจ้าวนี่ ดูสิบ้านของพวกเขาถูกไฟไหม้ แล้วบนหน้าผากของพวกเขา เขียนว่าอะไรนะ ใครอ่านออกบ้าง”
เสียงผู้คนดังเซ็งแซ่ ชี้ให้ดูอักษรบนหน้าผาก แล้วก็มีคนผู้หนึ่งอ่านอักษรเหล่านั้นให้คนอื่นฟัง
“ที่หน้าผากท่านเศรษฐีเขียนว่า ข้าคือสุนัข”
“บนหน้าผากภรรยา อนุและลูกๆ เขียนว่า เมียของสุนัข บุตรของสุนัข”
“ดูนั่นสิ คนรับใช้ก็มีคำว่า คนรับใช้ของสุนัขเช่นกัน ฮ่า ฮ่า ฮ่า”
ผู้คนที่ได้พบเห็นอักษรบนหน้าผากของพวกเขา ต่างกลั้นขำไม่ไหว ส่งเสียงหัวเราะออกมาดังลั่นถนน สร้างความอับอายให้กับจ้าวหยวนและครอบครัวจนแทบแทรกแผ่นดินหนี
“พวกเจ้าหัวเราะอะไรกัน ! หยุดหัวเราะเดี๋ยวนี้นะ”
จ้าวหยวนลุกขึ้นมาไล่ทุบตีผู้คน พวกคนรับใช้ต่างทุบตีคนตามเจ้านาย ภรรยาและบุตรชายบุตรสาว ร้องไห้ด้วยความอับอาย จนมีคนของทางการมาจึงระงับความวุ่นวายได้
“ต้องเป็นพวกมันแน่ๆ ท่านมือปราบ หลิวจิ้งกับครอบครัวของมัน เป็นคนทำเรื่องนี้แน่”
จ้าวหยวนเชื่อสุดใจว่า ต้องเป็นฝีมือของหลิวจิ้งและครอบครัว จึงฟ้องร้องนายอำเภอให้ตรวจสอบ นายอำเภอจึงส่งมือปราบออกมาตามหาตัวครอบครัวตระกูลหลิวที่โรงเตี้ยม
