บทที่ 5. ตอน นึกว่าคนดี ที่แท้สารเลว
หลิวซูซูเดินไปยังหน้าประตูบ้าน แล้วตะโกนเสียงดังว่า
“จ้าวหยวน เจ้าคนสารเลว เจ้ายืมเงินพ่อแม่ข้าไปแล้วคิดเบี้ยวหนี้เรอะ ออกมาพบพ่อแม่ข้าเดี๋ยวนี้นะ !”
คนเฝ้าประตูกับพวกของเขา รีบเข้ามายืนขวางหน้าหลิวจิ้ง พลางตะคอกใส่นางเสียงดัง
“นี่เจ้าพล่ามอะไร กล้าใส่ความท่านจ้าวเชียวหรือ เจ้าเป็นลูกสาวของสองผัวนั่นใช่หรือไม่ รีบพาพ่อแม่เจ้ากลับไปเถอะ ไม่เช่นนั้นพวกข้าจะไม่เกรงใจแล้วนะ”
พูดจบก็เงื้อไม้กวาดในมือ ทำท่าจะฟาดลงมา หลิวซูซูกระโดดหลบและยกขาขึ้นถีบยอดอกชายคนนั้นไปทีหนึ่ง
แรงถีบแม้ไม่มากเท่ากับร่างเดิมของตน แต่ก็ส่งผลให้อีกฝ่ายหงายท้องนอนคลุกฝุ่น
เพื่อนที่ยืนอยู่ด้วยปรี่เข้ามาหมายจะฟาดหลิวซูซู แต่ก็โดนถีบกระเด็นไปกองบนพื้นเช่นกัน
“พวกเจ้ากล้าดียังไง มาทุบตีพ่อแม่ข้า อย่าคิดว่าข้าจะยอมให้พวกเจ้าทุบตีข้าง่ายๆ นะ”
หลิวซูซูกระทืบยอดอกคนบนพื้นจนกระอักเลือด ทั้งสองคนถูกเตะกลิ้งไปมานอนร้องโอดโอย
คนที่มุงอยู่รอบข้างร้องฮือฮา ด้วยความตื่นตะลึง ไม่คิดว่าสตรีร่างเล็กบางจะสามารถทุบตีชายกำยำสองคนจนสิ้นท่าได้
หลิวจิ้งกับนางจางสุ่ยเองก็ตกตะลึงไม่แพ้กัน นี่ลูกสาวของพวกเขาไปเอาพละกำลังจากไหนมาซ้อมคนได้ นางเพิ่งคลอดลูกได้ไม่กี่วันเองนะ
“ซูเอ๋อร์ยั้งมือก่อนลูก”
นางจางสุ่ยมาจับแขนลูกสาวเอาไว้ ห้ามปรามไม่ให้หลิวซูซูกระทืบชายสองคนนั้นจนตายคาเท้า
“พวกเราไปจากที่นี่กันเถอะ”
หลิวจิ้งเองไม่คิดจะอยู่ต่อ ตัวเขาเจ็บระบมไปทั้งตัวแล้ว เกรงว่าจะถูกทุบตีอีกครั้ง
“ไปเรียกเจ้านายของเจ้ามา ไม่เช่นนั้นข้าจะบุกไปลากตัวเขา มาขอโทษพ่อแม่ข้า”
หลิวซูซูจับคอเสื้อคนเฝ้าประตูโยนเข้าไปในบ้าน อีกฝ่ายรีบคลานแกมวิ่งเข้าไปด้านในทันที ครู่หนึ่งก็กลับออกมาพร้อมกับเจ้านายของตน และคนรับใช้อีกสี่คน ในมือถือกระบองเอาไว้
“พวกอันธพาลที่ไหน กล้ามาอาละวาดทุบตีคนของข้า”
จ้าวหยวนยอมออกมาแล้ว เขาได้รับแจ้งจากคนของเขาว่า ถูกทุบตี จึงต้องออกมาชำระความด้วยตัวเอง ก่อนหน้าเมื่อรู้ว่ามีคนชื่อหลิวจิ้งต้องการพบ จึงให้คนมาขับไล่ ไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะทุบตีคนของเขาจนบาดเจ็บ จึงมิอาจนิ่งเฉยอยู่ได้
“เจ้าคงเป็นจ้าวหยวนสินะ เจ้าจำพ่อแม่ของข้าได้หรือไม่”
หลิวซูซูเมื่อเห็นจ้าวหยวนออกมาด้วยตัวเอง จึงชี้หน้าเขา ให้มองดูบิดามารดาของนาง อีกฝ่ายหันไปมองตามปลายนิ้ว เมื่อเห็นหน้าหลิวจิ้งกับนางจางสุ่ยก็เมินหน้าหนี เอ่ยว่า
“ข้าไม่เคยรู้จักชายหญิงสองคนนี้มาก่อน พวกเจ้าเข้าใจผิดแล้ว กลับไปเสียเถอะ”
คำตอบแสนเย็นชายิ่ง แววตานิ่งเฉยราวกับไม่เคยรู้จักกันมาก่อนของจ้าวหยวน ทำให้หลิวจิ้งถึงกับสะอึก จุกแน่นในอกขึ้นมา
“จ้าวหยวน นี่ข้าเอง หลิวจิ้ง พี่หลิวของเจ้าเอง”
หลิวจิ้งก้าวขึ้นมายืนตรงหน้าจ้าวหยวน ยืนยันตัวเองให้เขารับรู้ เวลาสิบปีเขาอาจจะหน้าตาเปลี่ยนแปลงไปบ้าง แต่ก็มีเค้าหน้าเดิมอยู่ อีกฝ่ายจะจำไม่ได้เชียวหรือ
“ข้าไม่รู้จักเจ้า”
จ้าวหยวนปลายตามองแล้วเชิดหน้ายืนยันคำตอบของตน ชาวบ้านที่มุงอยู่โดยรอบต่างกระซิบกระซาบกัน
“ท่านเศรษฐีจ้าวไม่รู้จักสองคนนี่จริงๆ”
“ใช่ๆ พวกหลอกลวงชัดๆ”
หลิวจิ้งมองหน้าจ้าวหยวนด้วยความเจ็บใจ อีกฝ่ายทำราวกับไม่เคยรู้จักกัน ทั้งที่เขาเคยให้ความช่วยเหลือ
“นี่หรือเพื่อนของข้า จดจำไม่ได้แม้แต่ผู้มีบุญคุณ ข้าเสียดายจริงๆ ที่เคยช่วยเจ้า”
“ท่านพี่ จ้าวหยวนไม่ใช่คนเดิมที่เราเคยรู้จักแล้ว”
นางจางสุ่ยลูบอกสามีปลอบโยนไม่ให้เขาคิดมาก สามีของนางคงช้ำใจจนแทบกระอักเลือด
“ไปให้พ้นหน้านายท่านของข้าเสีย มิเช่นนั้น พวกข้าจะทุบตีให้สาสม”
คนรับใช้ด้านหลังตะโกนขึ้นมา ทำท่าจะเข้ามาทุบตีสองสามีภรรยา หลิวซูซูตาลุกวาบกำหมัดแน่น ปลายตามองบิดามารดาด้วยความสงสาร ก่อนจะหันไปจ้องหน้าจ้าวหยวนอย่างเคืองแค้น
“เจ้ามันไร้คุณธรรม สิบปีก่อนบิดาข้าเคยช่วยเหลือเจ้า และเคยให้เจ้ายืมเงินไปลงทุนค้าขาย วันนี้พวกเรามาทวงเงินคืน เจ้าจะว่าอย่างไร”
หลิวซูซูเอ่ยทวงเงินของบิดา ตอนนี้นางไม่ต้องการมิตรภาพแต่ต้องการทวงคืนหนี้สิน
“เจ้าพูดจาเหลวไหลอะไรกัน ข้าไม่เคยรู้จักพ่อแม่ของเจ้า และไม่เคยยืมเงินผู้ใด กล่าวหากันลอยๆ เช่นนี้ มีหลักฐานหรือไม่”
หนังวัวที่ว่าหนา ยังด้านน้อยกว่าใบหน้าของจ้าวหยวน เขาทำหน้าตาเคร่งขรึมทรงภูมิ เอ่ยออกมาอย่างหน้าตาเฉย
“ท่านพ่อ ท่านเก็บสัญญาเงินกู้ไว้หรือไม่”
หลิวซูซูหันมาป้องปากกระซิบถามบิดา หลิวจิ้งส่ายหน้าไปมา ตอนนั้นเขาถูกยึดทรัพย์ไม่ทันเก็บสัญญาเงินกู้ติดตัวมาด้วย
“พ่อไม่ได้เก็บมาด้วย แต่มีอยู่ที่จ้าวหยวนอีกหนึ่งฉบับ”
คำตอบนี้ทำให้หลิวซูซูถึงกับกุมขมับ บิดาของนางกล้ามาทวงเงินโดยไม่มีสัญญาเงินกู้มาด้วย ไม่มีหลักฐานการกู้ยืม เท่ากับเป็นพวกหลอกลวง
“ข้าไม่เคยทำสิ่งไร้คุณธรรม ชาวบ้านทั้งหลาย พวกท่านก็รู้เห็น ว่าหลายปีมานี้ ข้าเป็นคนเช่นไร”
จ้าวหยวนคิดอาศัยภาพลักษณ์อันดีงาม ที่ตนเคยสร้างไว้ ให้ชาวบ้านช่วยยืนยันความบริสุทธิ์
“ใช่ๆ ท่านเศรษฐีเป็นผู้มีคุณธรรม ย่อมไม่ทำอะไรแปดเปื้อน พวกเจ้ามันหลอกลวง ไปให้พ้น!”
ชาวบ้านต่างตะโกนเข้าใส่ทั้งสามคน พวกเขาล้วนเชื่อถือจ้าวหยวน ย่อมไม่เชื่อว่าหลิวซูซูจะพูดความจริง
“จ้าวหยวน ข้าเคยคิดว่าเจ้าเป็นคนดี ที่แท้เจ้ามันสารเลว วันหนี่งเจ้าจะต้องชดใช้ให้ข้า”
หลิวจิ้งชี้หน้าด่าจ้าวหยวน ก่อนจะจับแขนภรรยาและลูกสาวพาเดินออกมา
“พวกเราไปกันเถอะ น้ำน้อยย่อมแพ้ไฟ สักวันสวรรค์จะลงโทษคนชั่วเอง”
หลิวซูซูรู้สึกคับแค้นใจนัก แต่ยอมเดินตามบิดามารดากลับขึ้นเกวียน หลิวจิ้งขับเกวียนพาสองแม่ลูกพร้อมหลานสาว ออกมาจากหน้าบ้านของจ้าวหยวน หลังจากนั้นมาหาที่พักที่โรงเตี้ยมแห่งหนึ่ง
“ไม่คิดเลยว่า ข้าจะมองคนผิด มิน่าเขาถึงไม่เคยตอบจดหมายข้า ไม่เคยคิดมาไถ่ตัวข้าออกไป”
หลิวจิ้งเคยส่งจดหมายขอความช่วยเหลือจากจ้าวหยวน ให้มาไถ่ตัวเขาจากการเป็นทาส แต่อีกฝ่ายกลับเงียบเฉย จนเวลาผ่านไปนับสิบปี ที่แท้จ้าวหยวนไม่คิดจะช่วยและยังเบี้ยวหนี้ที่ยืมไป
“ท่านพ่อ ท่านอย่าคิดมากเลย ดื่มน้ำเสียก่อนเถอะ"
หลิวซูซูสงสารบิดามาก จึงแอบนำน้ำพุวิเศษมาผสมในน้ำให้เขาดื่มเพื่อฟื้นฟูร่างกาย จากนั้นจึงบอกให้มารดามาดูแลบิดาต่อ
"ท่านแม่ ท่านทายาให้ท่านพ่อเถอะ บาดแผลจะได้ทุเลาลง ข้าจะพาเสี่ยวหยาไปให้นม”
หลิวซูซูอุ้มลูกสาวพามายังห้องพัก พลางครุ่นคิดบางอย่าง ขณะพูดคุยกับเสี่ยวจิ่วในใจว่า
“เสี่ยวจิ่ว ข้ามีเรื่องให้เจ้าช่วย”
