บทที่สามจุดสอง
“ท่านอ๋อง”
“อู๋สี่” เสียงตอบกลับเรียบต่ำ แฝงด้วยแรงกดดันที่แม้ในความเงียบก็สัมผัสได้ “ตอนนี้แผนเราสำเร็จครึ่งหนึ่งแล้ว ข้าแฝงตัวเข้ามาในหอเจียวหั่วได้โดยไม่ต้องออกแรงมาก หญิงสาวนามหลิวซือเย่ นางรับข้าไว้เองกับมือ และยืนยันให้ข้าได้ทำหน้าที่อยู่ข้างกายนาง”
“กระหม่อมทราบแล้วพะย่ะค่ะ” อู๋สี่ขานเสียงเบา
“ที่ช่วยนางวันนั้น ไม่ได้คิดว่าจะเป็นคนดีทว่าข้าก็แค่คำนวณโอกาสเท่านั้น” เฉินเต๋อหมิงเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงนิ่งสนิท “เห็นนางอยู่ในเหตุการณ์เลวร้ายดีที่สืบมาก่อนว่านางมีอิทธิพลกับหอแห่งนี้ หากใช้สตรีผู้นี้เปิดประตูเข้ามาในหอ มันง่ายยิ่งกว่าผ่ากำแพงหน้าด่านเสียอีก”
“แต่...ท่านอ๋องพะย่ะค่ะ ไยต้องเสด็จลงมือด้วยพระองค์เองด้วย กระหม่อมกับอู๋เจี๋ยก็ทำแทนได้ หากเกิดอันตราย ท่านอ๋องจะ…”
“พอ” เขาตัดคำสั้น ดวงตาภายใต้เงามืดเป็นประกายดั่งคมดาบ “อย่าถามอีก ข้าตัดสินใจแล้ว และข้าไม่เสียใจที่ทำแบบนี้”
อู๋สี่ก้มหน้าลงอย่างจำยอม
“อีกหนึ่งเดือน จะถึงวันนัดประชุมลับของพวกมันใช่หรือไม่”
“พะย่ะค่ะ เป็นข้อมูลจากสายลับในเมืองตงหนาน พวกมันจะจัดประชุมลับที่หอคณิกาแห่งนี้โดยใช้ข้ออ้างว่าจัดงานเลี้ยงรื่นเริงปกติ”
“ข้าต้องรู้ให้ได้ว่าใครบ้างที่เกี่ยวข้อง และจะสนทนากันเรื่องใด หากเบื้องหลังเป็นขุนนางระดับสูงอย่างที่คิด คราวนี้คงได้จับปลาทั้งกระด้งแน่”
“พ่ะย่ะค่ะ”
เขาหยุดครู่หนึ่ง มองกลับไปทางเรือนพักที่เพิ่งจากมา แววตาสั่นไหววูบหนึ่งก่อนจะจางหายไป
“พวกเจ้าเตรียมคนให้พร้อมก็พอ ต่อจากนี้ข้าจะทำให้คนในหอไว้ใจข้าโดยเฉพาะนาง เดี๋ยวข้าสำรวจหอแห่งนี้ทุกซอกทุกมุมครบเมื่อไหร่แล้วข้าจะวาดแผนที่เอาไปให้เจ้า รอสัญญาณจากข้าด้วยเล่า”
“แต่ท่านอ๋อง...”
“ไปเถอะ กลับไปเตรียมตัวตามแผน เตรียมการให้พร้อม อีกหนึ่งเดือนต่อจากนี้ต้องไม่พลาด”
“พะย่ะค่ะ” อู๋สี่ค้อมศีรษะลึก ก่อนหายไปในเงามืดอย่างเงียบงัน
เฉินเต๋อหมิงยืนอยู่นิ่ง ๆ สายตาจับจ้องท้องฟ้าที่ไร้ดาว ก่อนจะหันหลังกลับไปทางเรือนพัก ในหัวของเขายังมีภาพหญิงสาวที่หัวเราะเบา ๆ
หัวใจที่เย็นชาอยู่หลายปีพลันสะดุ้งไหวอย่างไม่เคยเป็นมาก่อนก่อนที่จะเปลี่ยนกลับเป็นเย็นชาราวกับเรื่องที่คิดเมื่อสักครู่นั้นไร้สาระสิ้นดี
แสงอรุณแรกของวันยังไม่ทันสว่างชัดทั่วเมืองเลี่ยงหลิน แต่ภายในลานหลังหอคณิกาเจียวหั่วกลับคึกคักด้วยเสียงขวานผ่าฟืนและเสียงพูดคุยแว่วของคนงานชาย
อวิ้นมู่ยืนอยู่กลางลาน เสื้อผ้าส่วนบนถูกถอดออกเผยแผ่นอกและกล้ามแขนแน่นตึง หยาดเหงื่อเกาะตามร่างสะท้อนแสงอ่อนจากท้องฟ้าอย่างเงียบงาม มือขวาของเขายกขวานขึ้นก่อนฟันลงบนท่อนฟืนด้วยความแม่นยำ ฟืนแยกออกเป็นสองท่อนอย่างเรียบร้อย
ใกล้กันนั้นที่ศาลากลางสวนซึ่งตั้งอยู่ใต้ต้นกุ่มใหญ่ หลิวซือเย่กำลังนั่งอยู่ในชุดผ้าไหมบางสีอ่อน เครื่องดนตรีพิณไม้ตั้งอยู่ตรงหน้า มือเรียวข้างหนึ่งเคลื่อนไปบนสาย ขณะที่อีกมือหนึ่งดีดเสียงเพลงใหม่ซึ่งนางจะใช้แสดงในคืนนี้
แม้ใบหน้าจะหันไปยังพิณตรงหน้า แต่ดวงตานั้นกลับเหลือบออกไปทางลานฝ่าฟืนอยู่แทบทุกชั่วอึดใจ
ใช่แล้ว วันนี้นางตื่นเช้ากว่าทุกวัน ตั้งใจมานั่งฝึกเพลงใหม่ใกล้ๆ ลานฝ่าฟืนโดยเฉพาะ...
ยิ่งเห็นอวิ้นมู่ที่ปกตินิ่งขรึมยามนี้กำลังขะมักเขม้นกับงานกลางแดด หน้าผากเต็มไปด้วยเหงื่อ ร่างเปลือยครึ่งบนขยับยามออกแรงดึงขวาน นางก็ยิ่งรู้สึกว่าอากาศร้อนขึ้นจนพัดในมือแทบไม่ช่วยอะไร
“หุ่นดีไม่เบาเลยนี่...” นางพึมพำเบาๆ พลางยิ้มกรุ้มกริ่มกับตัวเอง
ปึ๋ง มีเสียงหนึ่งดังขึ้นพร้อมความรู้สึกเจ็บจี๊ดที่ปลายนิ้ว เรียวจนนางสะดุ้งร้องออกมาอย่างลืมตัว
สายพิณขาดเสียได้
“โอ๊ย!”
เสียงนั้นดึงความสนใจของคนทั้งลานโดยเฉพาะชายหนุ่มที่ฝ่าฟืนอยู่ใกล้สุด
อวิ้นมู่รีบวางขวาน เดินเร็วรี่เข้าไปหานาง สีหน้าเคร่งขรึม
“แม่นางหลิว เจ้าบาดเจ็บหรือ”
“ข้าแค่พลาดดีดผิดเอง ก็เจ็บนิดหน่อยน่ะ ไม่สิ อยู่ดีดีก็รู้สึกเจ็บมากเหมือนแผลติดเชื้อเลย”
หลิวซือเย่เอนซบบ่าอนเต็มไปด้วยกล้ามเนื้อของอวิ้นมู่พลางแสร้งบีบน้ำตาเหมือนเจ็บเจียนตายทั้งที่...
แขนแค่ปลายนิ้ว เลือดซึมออกมายังไม่ถึงหยดเลยกระมังนั่น
หญิงสาวเหลือมองอวิ้นมู่มองเลือดที่ไหลซึมจากนิ้วของนาง ดวงตาวูบไหวทันที พื้นที่ว่างระหว่างคิ้วของชายหนุ่มย่นหากันอย่างไม่พอใจ
“ไปที่เรือนแม่นางก่อนเถิด ข้าจะทำแผลให้ขอรับ”
หลิวซือเย่พยักหน้าอย่างว่าง่าย ใจเต้นแรงอย่างน่าตลก นางไม่คิดเลยว่าการดีดพลาดหนึ่งครั้งจะได้รางวัลเป็นการถูกหนุ่มหล่ออุ้มพากลับเรือนด้วยตัวเองเช่นนี้
ภายในห้องพักกลิ่นหอมจากดอกไม้แห้งลอยอ่อน ๆ อวิ้นมู่ประคองนางให้นั่งที่ตั่ง
“อุปกรณ์ทำแผลอยู่ที่ใดหรือแม่นาง”
หลิวซือเย่เงยหน้าขึ้น ยิ้มละมุน
“อยู่บนตู้ตรงนั้น เจ้าหยิบให้ข้าทีสิ”
ชายหนุ่มพยักหน้าแล้วหันไปเปิดลิ้นชักค้นกล่องยาที่นางว่าจริงจัง มือหยิบของได้อย่างคล่องแคล่วก่อนร่างสูงกลับมานั่งคุกเข่าลงตรงหน้า ค่อย ๆ จับมือนางไว้ในมือของตนอย่างเบาที่สุด
แผลนิดเดียว แต่เขากลับระมัดระวังราวกับกำลังแตะกลีบบุปผา
“เจ้าเป่าให้ข้าก่อนสิ มันแสบอยู่นะถ้าทายาเลย” หลิวซือเย่เอ่ยเบาคล้ายจะออดอ้อน
อวิ้นมู่เงยหน้าขึ้น หน้าตึงเกร็งขึ้นมานิดหนึ่ง ใบหูเริ่มขึ้นสีแดงเรื่อโดยที่เจ้าตัวไม่รู้ตัว
“ฟู่ว...”
