ตอนที่ 6 พี่ใหญ่!!
ยังไม่ทันที่พวกเธอจะก้าวลงจากรถดีประตูบ้านหลังนั้นก็เปิดออกอีกครั้ง ชายร่างสูงในชุดลำลองแต่ยังคงท่วงท่าสง่างามแบบทหารเดินออกมายิ้มต้อนรับ
"ซินซิน ในที่สุดเธอก็มาถึงเสียทีนะ!" เฉินลี่ฮวารีบเข้ามาสวมกอดเพื่อนรักของเธอด้วยความดีใจ "ไม่ต้องห่วงอะไรทั้งนั้นนะ ต่อไปนี้ที่นี่คือบ้านของเธอ"
จากนั้นเธอก็หันมาแนะนำครอบครัว "นี่คุณเจิ้งหรง สามีของฉัน ส่วนนี่ก็หวงเหม่ย ลูกสาวคนเล็กจ้ะ ฉันยังมีลูกชายอีกคนหนึ่งตอนนี้เขาออกไปเล่นกับเพื่อนอายุน่าจะพอ ๆ กับซูอวี้นี่แหละ หากแม่บุญธรรมจำไม่ผิดหนูน่าจะเกิดเดือนสี่ใช่ไหม จิงจิงของแม่เกิดเดือนหก ถ้าอย่างนั้นก็น่าจะเป็นน้องของหนูสองเดือน" ความเป็นกันเองของแม่บุญธรรมที่หานซูอวี้จำได้เลือนรางเมื่อครั้งยังเด็กทำให้เธอผ่อนคลายลง
"สวัสดีค่ะแม่บุญธรรม พ่อบุญธรรม" หานซูอวี้โค้งคำนับให้คนทั้งคู่อย่างนอบน้อม ก่อนจะหันไปทักทายเด็กหญิงตัวน้อยอายุราวหกขวบที่กำลังยืนแอบอยู่ด้านหลังแม่ของตนอย่างเขินอาย
ทางด้านหวงเจิ้งหรงก็เอ่ยทักทายเด็กหญิงออกมาอย่างเป็นกันเอง "สวัสดีหนูซูอวี้ เดินทางมาเหนื่อย ๆ เข้าไปพักในบ้านก่อนเถอะ" รอยยิ้มของชายหนุ่มลูกสองเต็มไปด้วยความอบอุ่นต้อนรับสองแม่ลูกผู้พลัดถิ่น
ครอบครัวหวงช่วยกันขนสัมภาระของสองแม่ลูกเข้าไปในบ้านด้วยความเต็มใจ เฉินลี่ฮวาจัดแจงพาแม่และเธอไปยังห้องนอนที่เตรียมไว้ให้
ซึ่งเป็นห้องที่สะอาดสะอ้านและดูสบายกว่าบ้านหลังเก่าของพวกเธอมากนัก บรรยากาศที่เต็มไปด้วยความจริงใจและความอบอุ่นนี้ทำให้หลิวซินอดกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่
หลังจากจัดของเข้าที่ได้ไม่นานหานซูอวี้ก็สังเกตเห็นว่าแม่ของเธอกับแม่บุญธรรมกำลังนั่งจับมือพูดคุยถึงเรื่องราวที่ผ่านมากันอย่างออกรส ด้วยความเข้าใจว่าผู้ใหญ่คงอยากจะมีเวลาส่วนตัว เธอจึงเอ่ยขอตัวออกมาเดินเล่นสำรวจรอบ ๆ หมู่บ้านทหารแห่งนี้ บรรยากาศในหมู่บ้านนั้นสงบและเป็นระเบียบอย่างที่คิด ถนนหนทางสะอาดสะอ้าน มีต้นไม้ร่มรื่นตลอดสองข้างทาง
เธอเดินเล่นไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งได้ยินเสียงลูกบาสกระทบพื้นดังมาแต่ไกลนำพาเธอมาจนถึงสนามบาสเกตบอล ค่อนข้างเก่าแห่งหนึ่ง ที่นั่น...มีเด็กผู้ชายรุ่นราวคราวเดียวกันประมาณห้าหกคนกำลังวิ่งไล่ลูกบาสกันอย่างสนุกสนาน
หานซูอวี้ยืนมองพวกเขาเล่นอยู่ข้างสนามด้วยความสนใจ ในใจพลันรู้สึกถึงความสงบสุขที่ห่างหายไปนาน ทันใดนั้นเอง! ลูกบาสลูกหนึ่งก็กระดอนหลุดออกมาจากวงและพุ่งตรงมาทางที่เธอยืนอยู่พอดิบพอดี!
ตามสัญชาตญาณของคนที่ผ่านโลกมาแล้วรอบหนึ่ง หานซูอวี้ไม่ได้มีท่าทีตกใจ เธอเพียงแค่ยื่นมือออกไปข้างหน้าคว้าหมับเข้าที่ลูกหนังที่ลอยมานั้นไว้ได้อย่างพอดิบพอดีและนุ่มนวลราวกับมันเป็นเรื่องง่ายดาย
เด็กวัยเดียวกันในสนามหยุดชะงัก หันมามองเธอเป็นตาเดียวกัน "เฮ้! ส่งบอลมาหน่อย!" หนึ่งในนั้นตะโกนขึ้น
หานซูอวี้มองแป้นบาสที่อยู่ห่างออกไปค่อนข้างไกล...คะเนจากสายตาน่าจะเกินสามเมตร โดยไม่ได้คิดอะไรมากนัก เธอเพียงแค่ใช้ข้อมือสะบัดส่งลูกบาสนั้นกลับคืนไปยังทิศทางของแป้น
ฟุ่บ!
ลูกบาสลอยโค้งเป็นวิถีงดงามก่อนจะร่วงลงห่วงไปอย่างแม่นยำจนเกิดเสียงตาข่ายสะบัดเบา ๆ!
เกิดความเงียบกริบขึ้นในสนามบาสแห่งนั้นชั่วขณะ เด็กชายทั้งห้าหกคนต่างอ้าปากค้างพลางมองมาที่เธอด้วยสายตาเหลือเชื่อ ผู้หญิงที่ไหนกันโยนลูกจากระยะไกลขนาดนั้นลงห่วงได้อย่างง่ายดายปานนั้น!
ความตกตะลึงเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นความทึ่งและความชื่นชม เด็ก ๆ กลุ่มนั้นพากันวิ่งกรูกันเข้ามาหาเธอ
"สุดยอด! เธอทำได้ยังไงน่ะ!" เด็กชายคนหนึ่งที่ดูสนุกสนานและเป็นมิตรที่สุดเอ่ยทักขึ้นก่อนใคร "ฉันชื่อหวงจิงนะ แล้วเธอล่ะ?"
หานซูอวี้เลิกคิ้วสูง ทวนชื่อของเขาในใจ...หวงจิง? ลูกชายของแม่บุญธรรมนี่เอง "ฉันชื่อหานซูอวี้ เพิ่งย้ายมาวันนี้"
"หานซูอวี้... อ๋อ! เธอคือลูกสาวของน้าหลิวซินที่แม่ฉันเล่าให้ฟังนี่เอง!" หวงจิงยิ้มกว้าง
"ไม่น่าเชื่อเลยว่าจะชู้ตบาสเก่งขนาดนี้! มาเล่นด้วยกันสิ!"
คำชวนอย่างเป็นมิตรของหวงจิงทำให้เด็กคนอื่นส่งเสียงเชียร์สนับสนุน หานซูอวี้มองใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มและแววตาท้าทายอย่างเป็นมิตรของพวกเขา มุมปากของเธอพลันยกขึ้นสูงก่อนจะพยักหน้าตอบรับ
"ก็ได้"
เกมเริ่มต้นอีกครั้ง แต่คราวนี้บรรยากาศในสนามเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง เด็กชายทุกคนต่างจับจ้องมาที่สมาชิกใหม่ของทีมอย่างหานซูอวี้ และเธอก็ไม่ได้ทำให้พวกเขาผิดหวัง
แม้จะอยู่ในร่างของเด็กหญิงอายุสิบสามปีที่ดูภายนอกผอมบาง แต่ท่วงท่าการเคลื่อนไหวของเธอกลับคล่องแคล่วและว่องไวอย่างน่าเหลือเชื่อ
การเลี้ยงลูกบาสของเธอติดหนึบกับมือราวกับเป็นส่วนหนึ่งของร่างกาย การส่งลูกที่แม่นยำราวกับจับวาง และการป้องกันที่อ่านเกมได้อย่างเฉียบขาด
ทั้งหมดนี้คือทักษะที่มาจากประสบการณ์และสมองของหญิงสาววัยสามสิบสองปี ผนวกเข้ากับพละกำลังและความเร็วที่ซ่อนเร้นอยู่ในร่างกายนี้โดยที่เธอเองก็ยังไม่รู้ตัว
"เฮ้! พวกทางนี้!" หวงจิงร้องเรียก
หานซูอวี้เหลือบมองเพียงเสี้ยววินาที ก่อนจะส่งลูกบาส กระดอนพื้นลอดหว่างขาของผู้เล่นฝ่ายตรงข้ามไปให้หวงจิงได้ อย่างพอเหมาะพอเจาะจนเขาสามารถทำแต้มไปได้อย่างง่ายดาย
"สุดยอดไปเลย!" หวงจิงตะโกนลั่นอย่างดีใจ
ไม่เพียงแต่เล่นเก่งเท่านั้น หานซูอวี้ยังคอยให้คำแนะนำเพื่อนร่วมทีมอีกด้วย "นายลองย่อตัวลงอีกนิดตอนตั้งรับ จะทรงตัวได้ดีกว่า" เธอหันไปบอกเด็กหนุ่มอีกคนที่กำลังหอบแฮ่ก "แล้วนาย...ลองส่งไปทางนั้นดู มีช่องว่างอยู่"
ในเวลานี้เด็ก ๆ ทุกคนในสนามต่างทึ่งในความสามารถและสายตาที่เฉียบคมของเธอ จากตอนแรกที่แค่อยากจะลองดีกับเด็กใหม่ ตอนนี้กลับกลายเป็นความยอมรับอย่างเต็มใจ
ในจังหวะหนึ่งที่ทีมกำลังจะบุกขึ้นไปทำแต้ม เด็กหนุ่มคนหนึ่งส่งลูกมาให้เธอพร้อมตะโกนขึ้นว่า
"พี่ใหญ่! ชู้ตเลย!"
คำว่า "พี่ใหญ่" ซึ่งเป็นคำที่ปกติแล้วจะใช้เรียกผู้นำกลุ่มที่เป็นผู้ชายทำให้ทุกคนในสนามชะงักไปชั่วขณะ แต่เมื่อเห็นท่าทีที่เป็นธรรมชาติและฝีมือที่น่าทึ่งของหานซูอวี้แล้ว ทุกคนต่างก็พยักหน้ายอมรับอย่างพร้อมเพรียงกัน และนับจากวินาทีนั้นเป็นต้นมา พวกเขาก็พร้อมใจกันเรียกเธอว่า "พี่ใหญ่" อย่างเต็มปากเต็มคำ
ที่สำคัญคือเมื่อมองไปยังเด็กหญิงผมสั้นในชุดลำลองที่ดูคล่องตัวคนนี้ ไม่มีใครในสนามรู้สึกว่าเธอดูบอบบางหรือเป็นเด็กผู้หญิงนุ่มนิ่มที่ต้องคอยออมแรงให้แม้แต่น้อย ในสายตาของพวกเขา เธอคือ "พี่ใหญ่" ผู้นำทีมที่น่าเกรงขามและพึ่งพาได้คนหนึ่ง
พวกเขาเล่นกันจนเหงื่อท่วมตัวและพระอาทิตย์เริ่มคล้อยต่ำลง เมื่อทุกคนต่างหมดแรงและตัดสินใจแยกย้าย หวงจิงก็เดินเข้ามาหาเธอ
"วันนี้สนุกมากเลยพี่ใหญ่! พรุ่งนี้มาเล่นด้วยกันอีกนะ" เขายิ้มกว้างอย่างเป็นมิตร "ไปพี่ใหญ่ พวกเรากลับบ้านกัน"
"อืม" หานซูอวี้พยักหน้ารับ ก่อนจะเดินนำหวงจิงกลับไปยังบ้านพักของครอบครัวหวง บรรยากาศระหว่างทางเต็มไปด้วยเสียงพูดคุยอย่างสนุกสนานของหวงจิงที่เล่าเรื่องราวต่าง ๆ ในหมู่บ้านทหารให้เธอฟัง ทำให้หานซูอวี้รู้สึกว่าการเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่หนานจิงแห่งนี้...อาจจะไม่ได้แย่อย่างที่เธอเคยหวาดหวั่นเลยแม้แต่น้อย
