ตอนที่ 7 แม่คะ พวกเราจะสู้ไปด้วยกัน
เมื่อทั้งสองคนเดินกลับมาถึงบ้านพักของครอบครัวหวงพร้อมกัน ภาพที่เด็กสองคนเดินหัวเราะต่อกระซิกกันมาอย่างสนิทสนมก็ทำให้เหล่าผู้ใหญ่ที่กำลังนั่งคุยกันอยู่ในห้องรับแขกถึงกับแปลกใจไปตาม ๆ กัน
"อ้าว! พวกลูกไปรู้จักกันตอนไหนเนี่ย" เฉินลี่ฮวาเอ่ยทักด้วยความประหลาดใจ
"เมื่อกี้นี้เองครับแม่!" หวงจิงตอบรับเสียงดังฟังชัดพร้อมกับรอยยิ้มกว้าง "แม่รู้ไหมว่าพี่ใหญ่ซูอวี้สุดยอดขนาดไหน!"
จากนั้นหวงจิงก็เริ่มเล่าเรื่องราวที่สนามบาสให้ผู้ใหญ่ทั้งสามฟังอย่างออกรสชาติ ทั้งเรื่องที่หานซูอวี้รับลูกบาสได้ เรื่องที่เธอชู้ตจากระยะไกลลงห่วงอย่างแม่นยำ และเรื่องที่เธอเล่นเก่งจนทุกคนในสนามพร้อมใจกันเรียกเธอว่า "พี่ใหญ่"
หลิวซินฟังเรื่องราวของลูกสาวด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความทึ่งระคนภูมิใจ ในขณะที่เฉินลี่ฮวาและหวงเจิ้งหรงก็มองมาที่หานซูอวี้ด้วยสายตาชื่นชม
บรรยากาศบนโต๊ะอาหารค่ำวันนั้นจึงเต็มไปด้วยความอบอุ่นและเสียงหัวเราะ เป็นความรู้สึกที่หานซูอวี้และแม่ของเธอไม่ได้สัมผัสมานานแสนนาน หลังจากทานอาหารเสร็จเรียบร้อย หวงเจิ้งหรงผู้เป็นเสาหลักของบ้านก็เอ่ยขึ้น
"อีกไม่กี่สัปดาห์โรงเรียนมัธยมต้นก็จะเปิดรับสมัครนักเรียนใหม่แล้วนะซูอวี้ หนูต้องเตรียมตัวสอบเข้า"
"ให้พี่ใหญ่ไปสอบที่เดียวกับผมสิครับพ่อ!" หวงจิงรีบเสนอขึ้นทันที "ไปเรียนที่โรงเรียนมัธยมสาธิตฯ ด้วยกันนะพี่ใหญ่ ที่นั่นดีที่สุดในเมืองเลย!"
เฉินลี่ฮวากับสามีพยักหน้าเห็นด้วย "นั่นเป็นความคิดที่ดีเลยจ้ะซินซิน ให้เด็ก ๆ เขาเรียนที่เดียวกันจะได้ช่วยเหลือดูแลกันได้" สองสามีภรรยาต่างรีบสนับสนุนความคิดของบุตรชาย
รอยยิ้มบางเบาปรากฏขึ้นบนใบหน้าของหลิวซินแต่แล้วก็หุบลงอย่างรวดเร็ว แววตาของเธอฉายความกังวลออกมาอย่างปิดไม่มิด
"ได้สิ...ว่าแต่...ค่าเรียนประมาณเท่าไหร่อย่างนั้นเหรอ" เธอเอ่ยถามเสียงแผ่วกลัวเหลือเกินว่าเงินหนึ่งพันหยวนที่ได้มาหลังจากหาค่าเช่ารถแล้วจะไม่เพียงพอ และเธออาจจะต้องทำให้ลูกสาวต้องผิดหวัง
หวงเจิ้งหรงผู้เป็นเจ้าของบ้านซึ่งนั่งฟังอยู่เงียบ ๆ เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงอบอุ่น "ถ้าเป็นโรงเรียนรัฐบาลค่าเล่าเรียนต่อเทอมก็ไม่ได้แพงมากนักหรอก น่าจะอยู่ที่ประมาณสิบห้าถึงยี่สิบหยวน บวกกับค่าใช้จ่ายอื่น ๆ อีกเล็กน้อย"
แม้จะเป็นจำนวนเงินที่ไม่สูงนักสำหรับครอบครัวหวง แต่สำหรับหลิวซินที่ตอนนี้ไม่มีรายได้ มันคือรายจ่ายก้อนโตที่ต้องเผชิญไปอีกหลายปี สีหน้าของเธอจึงหมองลง
เฉินลี่ฮวาเห็นท่าทีของเพื่อนรักก็รีบพูดเสริมขึ้นทันที "เธออย่าเพิ่งกังวลไปเลยซินซิน โรงเรียนมัธยมสาธิตฯ เขามีทุนการศึกษาสำหรับนักเรียนที่เรียนดี สอบได้อันดับต้น ๆ ของชั้นด้วยนะ" เธอบอกพลางหันมายิ้มให้หานซูอวี้อย่างให้กำลังใจ
"ฉันได้ยินมาว่าซูอวี้ของพวกเราเรียนเก่งมากไม่ใช่เหรอจ๊ะ"
หลิวซินเหลือบมองลูกสาว ในใจยังคงกังวลอยู่ลึก ๆ จริงอยู่ที่ซูอวี้เรียนดีมาตลอด แต่โรงเรียนที่จากมาก็เป็นเพียงโรงเรียนธรรมดาในอำเภอเล็กจะไปสู้กับเด็กในเมืองใหญ่อย่างหนานจิงได้อย่างไร
แต่เมื่อเธอเห็นแววตาที่สงบนิ่งและเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจของหานซูอวี้ ความวิตกเหล่านั้นก็พลันคลายลงไปได้อย่างน่าประหลาด ราวกับว่าลูกสาวคนนี้กำลังบอกเธอว่า ไม่ต้องห่วงค่ะ หนูทำได้
"แล้วก็อีกเรื่องนะซินซิน" เฉินลี่ฮวาจับมือเพื่อนรักเอาไว้แน่น "เรื่องงาน...เธอไม่ต้องเป็นห่วงเลยนะ"
"คุณเจิ้งหรงเขาช่วยดูทางไว้ให้แล้ว ที่โรงพยาบาลทหารที่เขาทำงานอยู่ ฝ่ายธุรการกำลังจะเปิดรับสมัครเจ้าหน้าที่ธุรการคนใหม่พอดี ถึงจะไม่ใช่งานใหญ่โตอะไร แต่ก็เป็นงานที่มั่นคงและมีสวัสดิการดีเลยละ รวมถึงยังจะมีบ้านพักในนี้ให้ด้วยนะ"
หลิวซินเบิกตากว้างด้วยความดีใจระคนตื้นตัน "จริงเหรอจ๊ะลี่ฮวา"
"จริงสิ" เฉินลี่ฮวาพยักหน้าด้วยรอยยิ้ม "เพียงแต่...การจะเข้าไปทำงานได้มันอาจจะต้องผ่านการสอบคัดเลือก ในระหว่างนี้เธอก็แค่ต้องรื้อฟื้นวิชาความรู้ที่เคยเรียนมาตอนมัธยมปลายสักหน่อย ฉันเชื่อว่าเธอทำได้แน่นอน"
โอกาสที่หยิบยื่นมาตรงหน้าทำให้หัวใจที่แห้งแล้งของหลิวซินกลับมาชุ่มชื่นอีกครั้ง ไม่ใช่แค่โอกาสในการมีงานทำแต่เป็นโอกาสที่เธอจะได้ใช้ความรู้ความสามารถของตัวเองและยืนได้ด้วยลำแข้งอีกครั้งหนึ่ง น้ำตาแห่งความซาบซึ้งใจเอ่อคลอขึ้นมาในดวงตาของเธออย่างกลั้นไม่อยู่
"ขอบใจนะ...ขอบใจพวกเธอทั้งสองคนมากจริง ๆ" หลิวซินพูดได้เพียงเท่านั้นเพราะความตื้นตันใจจุกอยู่ที่ลำคอ
หานซูอวี้มองภาพตรงหน้าเงียบ ๆ ในใจรู้สึกขอบคุณครอบครัวหวงอย่างสุดซึ้ง และในขณะเดียวกันก็ยิ่งมุ่งมั่นมากขึ้นไปอีก
แม่คะ...นี่แหละคือชีวิตใหม่ของเรา แม่จะมีงานที่ดีทำ มีคนดี ๆ อยู่รอบกาย ส่วนหนู...หนูจะตั้งใจเรียน สอบเข้าโรงเรียนที่ดีที่สุด และคว้าทุนการศึกษานั่นมาให้ได้ เพื่อที่เราจะได้ไม่ต้องลำบากอีกต่อไป!
หลังจากคนทั้งหมดพูดคุยกันต่ออีกเล็กน้อยพวกเขาต่างก็แยกย้ายกันไปพักผ่อน ภายในห้องรับแขกที่ตอนนี้ได้ถูกยกให้กับสองแม่ลูก หลิวซินนั่งลงบนเตียงมองลูกสาวที่กำลังจัดหนังสือเรียนที่นำมาด้วยแววตาซับซ้อน ในที่สุดเธอก็เอ่ยขึ้น
"ขอบใจนะลูก...ที่เป็นกำลังใจให้แม่"
หานซูอวี้หันมายิ้มให้มารดาก่อนจะเดินเข้ามานั่งเคียงข้างพลางยกมือของตนกุมมือของแม่ไว้ "แม่คะ ต่อจากนี้ไปพวกเราจะสู้ไปด้วยกันนะคะ หนูจะไม่ยอมให้ใครมารังแกแม่อีกแล้ว"
"จ้ะ...แม่เชื่อลูก"
"แล้วก็...มีอีกเรื่องหนึ่งที่หนูอยากจะขอแม่ค่ะ" หานซูอวี้พูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง "หนูอยากให้แม่เริ่มลดน้ำหนักและดูแลสุขภาพให้ดีขึ้นนะคะ"
หลิวซินชะงักไปเล็กน้อย "ทำไมล่ะลูก? แม่ก็..."
"หนูกลัวว่าแม่จะป่วยค่ะ" หานซูอวี้พูดขัดขึ้นอย่างนุ่มนวล "การที่เราจะมีชีวิตที่ดีได้ สุขภาพต้องมาก่อนนะคะแม่ อีกอย่าง...แม่ของหนูเป็นคนสวยมากเลยนะคะ ถ้าแม่ดูแลตัวเองดี ๆ จะต้องสวยยิ่งกว่านี้อย่างแน่นอนค่ะ"
คำพูดของลูกสาวทำให้หลิวซินหน้าร้อนผ่าว แต่เมื่อเห็นแววตาที่เต็มไปด้วยความรักและความห่วงใยอย่างจริงใจ เธอก็พยักหน้ารับ
"จ้ะ...แม่จะพยายามนะ"
คืนนั้นหลังจากที่แม่ของเธอหลับไปแล้ว หานซูอวี้ก็นั่งลงที่โต๊ะเขียนหนังสือพร้อมกับสมุดและดินสอ ในหัวของเธอเต็มไปด้วยภาพเสื้อผ้าแฟชั่นจากโลกอนาคตที่เธอจากมา เด็กหญิงค่อย ๆ บรรจงวาดแบบร่างเสื้อผ้ามากมายลงบนกระดาษ...แบบเสื้อที่เรียบง่ายแต่เก๋ไก๋...แบบกระโปรงที่ดูทันสมัย
สไตล์การออกแบบที่เธอมั่นใจว่าจะต้องล้ำหน้ากว่าเสื้อผ้าในยุคนี้อย่างแน่นอน โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับแฟชั่นที่ได้รับอิทธิพลมาจากฮ่องกงที่กำลังเริ่มเป็นที่นิยม
นี่คืออีกหนึ่งเส้นทาง...เส้นทางที่จะทำให้เธอและแม่สามารถยืนได้ด้วยลำแข้งของตัวเองโดยไม่ต้องพึ่งพาใครอีกต่อไป
