ตอนที่ 4 ข้าจะไม่กลับจวนหลิน
ตอนที่ 4 ข้าจะไม่กลับจวนหลิน
ข่าวการถอนหมั้นระหว่างหลินเย่วซินกับเซียวจิ่งเหยียนแพร่ไปทั่วเมืองหลวงภายในเวลาเพียงคืนเดียว
บางคนกล่าวว่านางเอาแต่ใจ และบางคนว่านางริษยาน้องสาวจนเสียสติ
เย่วซินได้ยินข่าวเหล่านั้นจากปากสาวใช้ แต่ไม่ได้สนใจจะชี้แจง
นางมีเรื่องสำคัญกว่าการแก้ข่าวให้คนที่ไม่รู้จักนางฟัง
เช้าวันนี้ นางจะออกจากจวนหลิน
และครั้งนี้ นางไม่ได้ตั้งใจจะกลับมาอีก
“เจ้าพูดว่าอะไรนะ?”
ภายในห้องโถงหลัก หลินเหวินจงวางถ้วยชาลงอย่างแรงจนชากระฉอกออกจากขอบถ้วย
หลินเย่วซินยืนอยู่กลางห้อง สวมชุดสีขาวเรียบง่าย ใบหน้าไร้เครื่องประดับหรูหรา มีเพียงปิ่นเงินธรรมดาปักอยู่บนมวยผม
“ลูกต้องการแยกเรือนออกไปอยู่ภายนอกจวนเจ้าค่ะ”
นางกล่าวซ้ำด้วยน้ำเสียงมั่นคง
หลินเหวินจงจ้องบุตรสาวเขม็ง ราวกับไม่อยากเชื่อว่านางจะกล้าพูดเช่นนี้
“เจ้าเพิ่งก่อเรื่องถอนหมั้นจนคนทั้งเมืองนำจวนหลินไปนินทา ตอนนี้ยังจะออกจากบ้านอีกหรือ? เจ้ารู้หรือไม่ว่าคนภายนอกจะคิดอย่างไร หากบุตรสาวตระกูลหลินออกไปอยู่ข้างนอกตามลำพัง?”
“ลูกทราบเจ้าค่ะ”
“ทราบแล้วยังจะทำ?”
“เจ้าค่ะ”
คำตอบสั้น ๆ ทำให้หลินเหวินจงยิ่งขุ่นเคือง
ในอดีต เพียงเขาขึ้นเสียง เย่วซินก็จะก้มหน้าลงทันที หากเขาตำหนินาง นางจะรีบอธิบายด้วยความร้อนใจ กลัวเหลือเกินว่าบิดาจะเข้าใจผิดหรือไม่พอใจ
แต่บัดนี้ นางกลับยืนอยู่ตรงหน้าอย่างสงบนิ่ง ไม่ได้แสดงท่าทีหวาดกลัวแม้แต่น้อย
“หลินเย่วซิน!” เขาตวาด “เจ้าคิดว่าจวนหลินเป็นสถานที่ที่อยากอยู่ก็อยู่ อยากไปก็ไปหรืออย่างไร? ตระกูลเลี้ยงดูเจ้ามาจนเติบใหญ่ เจ้าไม่เคยขาดเสื้อผ้าหรืออาหาร แล้วเหตุใดจึงทำราวกับบ้านนี้ไม่มีที่ให้เจ้าอยู่?”
เย่วซินเงียบไปครู่หนึ่ง
นางเคยอยากตอบคำถามนี้มากเหลือเกิน
เคยอยากถามว่าบ้านที่ต้องคอยระวังคำพูดทุกประโยค บ้านที่ความผิดของนางถูกขยายใหญ่ แต่ความผิดของอีกคนได้รับการให้อภัย บ้านที่นางต้องเสียสละซ้ำแล้วซ้ำเล่าเพื่อให้ทุกคนพอใจนั้น ยังเรียกว่าบ้านได้จริงหรือไม่
แต่คำถามเหล่านั้นไม่มีประโยชน์อีกแล้ว
นางไม่ได้มาที่นี่เพื่อให้บิดาเข้าใจความรู้สึกของนาง
นางมาเพื่อแจ้งการตัดสินใจของตนเอง
“ลูกไม่ได้กล่าวว่าจวนหลินไม่มีที่ให้ลูกอยู่เจ้าค่ะ” เย่วซินตอบ “เพียงแต่ลูกไม่ต้องการอยู่ที่นี่อีกแล้ว”
หลินเหวินจงหัวเราะด้วยความโกรธ
“ดี! ปีกกล้าขาแข็งแล้วสินะ! หรือเพราะถอนหมั้นกับเซียวจิ่งเหยียนแล้ว จึงคิดจะออกไปใช้ชีวิตตามใจตนเอง? เจ้าคิดว่าตนเองจะอยู่รอดได้โดยไม่มีตระกูลคอยหนุนหลังหรือ?”
“ลูกจะลองดูเจ้าค่ะ”
“เจ้า!”
หลินเหวินจงลุกขึ้นยืน สีหน้าแดงก่ำ
“หากเจ้าก้าวออกจากประตูจวนนี้ไป ก็อย่าคิดจะกลับมา!”
เย่วซินก้มศีรษะเล็กน้อย
“เจ้าค่ะ”
คำตอบนั้นสุภาพทุกถ้อยคำ แต่กลับทำให้หลินเหวินจงรู้สึกเหมือนถูกตบหน้า
นางไม่ได้ท้าทายเขา
แต่นางเพียงต้องการเช่นนั้นจริง ๆ
“ท่านพ่อ โปรดระงับโทสะก่อนเถิดเจ้าค่ะ”
เสียงหวานดังมาจากประตู
หลินหว่านหนิงเดินเข้ามาพร้อมฮูหยินหลิน ใบหน้างดงามแสดงความกังวลอย่างพอเหมาะ เมื่อเห็นเย่วซินยืนอยู่กลางห้อง นางก็รีบเข้าไปใกล้
“พี่หญิง ท่านยังไม่หายดีเลย เหตุใดจึงพูดเรื่องออกจากจวนเช่นนี้? หากท่านไม่พอใจสิ่งใด ข้าสามารถหลีกทางให้ท่านได้นะเจ้าคะ”
คำพูดนั้นฟังดูมีน้ำใจ แต่กลับแฝงนัยว่าต้นเหตุของความวุ่นวายทั้งหมดเป็นเพียงความไม่พอใจระหว่างพี่น้อง
เย่วซินมองนางแวบหนึ่ง
“ไม่เกี่ยวกับเจ้า”
หว่านหนิงชะงัก สีหน้าอ่อนโยนพลันมีร่องรอยเจ็บปวด
“พี่หญิง ข้าเพียงเป็นห่วงท่าน...”
“ข้าทราบแล้ว”
เย่วซินตอบอย่างไม่ใส่ใจ ก่อนหันกลับไปหาบิดา
ท่าทีเช่นนั้นทำให้หว่านหนิงรู้สึกอึดอัดอย่างบอกไม่ถูก
นางเคยคิดว่าเย่วซินจะโกรธแค้นนาง หรืออย่างน้อยก็แสดงความไม่พอใจออกมาให้คนในครอบครัวเห็น เมื่อถึงตอนนั้น นางก็เพียงก้มหน้ารับผิดและปล่อยให้ผู้อื่นเข้ามาปลอบโยน
แต่ตอนนี้ เย่วซินกลับไม่สนใจแม้กระทั่งจะทะเลาะกับนาง
ราวกับนางไม่มีความสำคัญมากพอที่จะทำให้พี่สาวเสียเวลา
ความรู้สึกนั้นทำให้หว่านหนิงกำมือใต้แขนเสื้อ
นางไม่ชอบเลย
ไม่ชอบที่เย่วซินไม่มองนาง ไม่ชอบที่คำพูดของตนเองไม่อาจทำให้เย่วซินสะเทือนใจ และยิ่งไม่ชอบที่ทุกครั้งซึ่งนางพยายามแสดงความอ่อนแอ เย่วซินกลับดูสงบนิ่งกว่าเดิม
หากพี่สาวออกจากจวนไปจริง ๆ ต่อไปใครจะเป็นคนที่ทุกคนใช้เปรียบเทียบกับนาง?
ใครจะเป็นคนที่ต้องถอยให้เมื่อนางต้องการบางสิ่ง?
แล้วหากเย่วซินมีชีวิตที่ดีขึ้นภายนอกจวนเล่า?
ความคิดนั้นทำให้รอยยิ้มบนใบหน้าหว่านหนิงแทบประคองไว้ไม่อยู่
“เย่วซิน” ฮูหยินหลินเอ่ยขึ้นในที่สุด “แม่เข้าใจว่าเจ้าอาจยังเสียใจกับเรื่องที่ผ่านมา แต่เจ้าจะใช้ชีวิตเพียงเพราะความโกรธไม่ได้ หากออกไปตอนนี้ คนอื่นจะคิดว่าแม่ดูแลเจ้าไม่ดี”
เย่วซินหันไปมองมารดา
“ท่านแม่ไม่ต้องกังวลเจ้าค่ะ ลูกจะไม่กล่าวโทษผู้ใดภายนอก”
“นั่นไม่ใช่ประเด็น!”
ฮูหยินหลินขมวดคิ้ว “เจ้าเป็นบุตรสาวของจวนหลิน การกระทำของเจ้าล้วนเกี่ยวข้องกับชื่อเสียงของครอบครัว เจ้าไม่คิดถึงพ่อแม่บ้างหรือ?”
เย่วซินนิ่งงันไปชั่วครู่
จากนั้นจึงถามด้วยน้ำเสียงสงบ
“หากลูกอยู่ที่นี่ต่อไปเพราะชื่อเสียงของครอบครัว แล้วชีวิตของลูกเล่าเจ้าคะ? มีผู้ใดคิดถึงบ้างหรือไม่?”
ฮูหยินหลินพูดไม่ออก
“ลูกไม่ต้องการให้ท่านแม่เลือกระหว่างลูกกับหว่านหนิง” เย่วซินกล่าวต่อ “ไม่ต้องการให้ท่านพ่อแบ่งทรัพย์สินให้ลูกมากกว่าผู้อื่น และไม่ต้องการให้ใครต้องขอโทษลูก เพียงเพราะลูกเป็นบุตรสาวคนหนึ่งของตระกูลนี้”
นางเว้นจังหวะ ก่อนกล่าวให้ชัดเจนยิ่งขึ้น
“ลูกเพียงต้องการออกไปใช้ชีวิตของตนเอง โดยไม่ต้องคอยพิสูจน์ว่าตนเองสมควรได้รับความรักหรือไม่อีกแล้ว”
ห้องโถงเงียบสนิท
ฮูหยินหลินมองบุตรสาวด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อน นางอยากตำหนิว่าเย่วซินคิดมากเกินไป แต่เมื่อเห็นท่าทีเด็ดขาดของอีกฝ่าย คำพูดเหล่านั้นกลับไม่อาจหลุดออกมาได้ง่าย ๆ
เพราะครั้งนี้ เย่วซินไม่ได้ขอให้ใครรักนาง
นางกำลังขอเพียงสิทธิ์ที่จะจากไป
“ออกไปได้ แต่เจ้าต้องไม่เอาทรัพย์สินของตระกูลไปแม้แต่ชิ้นเดียว!”
หลินเหวินจงกล่าวเสียงเข้ม หลังจากเงียบไปนาน
“อย่าคิดว่าข้าจะยอมให้เจ้านำเงินทองของจวนหลินไปใช้ชีวิตอย่างสุขสบายภายนอก แล้วกลับมาทำให้คนอื่นหัวเราะเยาะว่าตระกูลเลี้ยงดูบุตรสาวไม่รู้จักสำนึกบุญคุณ”
เย่วซินเงยหน้าขึ้น
“ลูกไม่เคยคิดจะขอทรัพย์สินของท่านพ่อกับท่านแม่เจ้าค่ะ”
“เจ้าพูดง่ายนัก!”
หลินเหวินจงไม่เชื่อ
“เมื่อออกไปแล้ว เจ้ายังต้องกินต้องใช้ หรือเจ้าคิดว่าตนเองจะหาเงินได้จากที่ใด? หากเจ้ากำลังใช้วิธีนี้บีบบังคับให้ข้ามอบทรัพย์สินให้มากขึ้น ก็เลิกคิดเสียเถิด!”
เย่วซินไม่ได้โต้เถียง นางเพียงหันไปทางชิงหลัว
“นำสิ่งที่ข้าเตรียมไว้ออกมา”
ชิงหลัวก้าวออกไปด้านนอก ก่อนกลับเข้ามาพร้อมหีบเอกสารขนาดกลางหนึ่งใบ นางวางมันลงบนโต๊ะตรงหน้าหลินเหวินจง แล้วเปิดฝาออก
ภายในเป็นสมุดบัญชีหลายเล่ม เอกสารการซื้อขายที่ดิน หนังสือรับรองการครอบครองเครื่องประดับ และหลักฐานการรับเงินจากร้านค้าที่เย่วซินถือหุ้นอยู่
ทุกอย่างถูกจัดเรียงเป็นหมวดหมู่ พร้อมป้ายระบุวันที่และที่มาอย่างชัดเจน
เย่วซินหยิบสมุดบัญชีเล่มแรกออกมา
“นี่คือบัญชีทรัพย์สินส่วนตัวของลูกเจ้าค่ะ”
หลินเหวินจงรับไปด้วยสีหน้าไม่เต็มใจ
“ลูกแยกทรัพย์สินออกเป็นสามส่วน ส่วนแรกคือสินเดิมที่ท่านตากับท่านยายมอบให้ตั้งแต่ลูกยังเล็ก มีเอกสารการส่งมอบและผู้ดูแลทรัพย์สินลงนามไว้ครบถ้วน”
นางเลื่อนเอกสารอีกชุดไปตรงหน้าเขา
“ส่วนที่สองคือเงินและของขวัญที่ลูกได้รับเป็นการส่วนตัวในโอกาสต่าง ๆ ซึ่งมีรายการบันทึกและหลักฐานการรับมอบ ส่วนที่สามคือรายได้จากส่วนแบ่งร้านผ้าและร้านเครื่องหอมที่ลูกลงทุนไว้ด้วยเงินของตนเองในช่วงหลายปีที่ผ่านมา”
หลินเหวินจงเปิดดูทีละหน้า
ยิ่งอ่าน สีหน้าของเขาก็ยิ่งเคร่งเครียด
บัญชีเหล่านี้ละเอียดกว่าที่เขาคาดไว้มาก รายการรับจ่ายทุกอย่างมีหลักฐานประกอบ จำนวนเงินตรงกัน ไม่มีรายการใดแสดงว่าเย่วซินนำเงินของจวนหลินไปลงทุนโดยไม่ได้รับอนุญาต
บางส่วนเป็นทรัพย์สินที่เขาแทบลืมไปแล้วว่าเคยมีผู้ส่งมอบให้บุตรสาว
บางส่วนเกิดจากการลงทุนที่เย่วซินจัดการด้วยตนเองอย่างเงียบ ๆ
นางไม่เคยนำเรื่องเหล่านี้มาพูดโอ้อวด และไม่เคยใช้ทรัพย์สินส่วนตัวเพื่อเรียกร้องอภิสิทธิ์เหนือคนในครอบครัว
หลินเหวินจงพลิกไปถึงหน้าสุดท้าย
“แล้วเงินที่เจ้านำไปซื้อของในจวนล่ะ?”
“ลูกแยกไว้ต่างหากเจ้าค่ะ”
เย่วซินส่งสมุดบัญชีอีกเล่มให้เขา
“สิ่งใดที่เป็นค่าใช้จ่ายของจวน ลูกไม่ได้รวมเป็นทรัพย์สินส่วนตัว และไม่ได้คิดเรียกคืน ส่วนของใช้ที่เป็นของลูกเอง ลูกจะนำไปเฉพาะสิ่งที่มีหลักฐานว่าเป็นสินเดิมหรือซื้อด้วยเงินส่วนตัวเท่านั้น”
หลินเหวินจงเงยหน้าขึ้นมองนาง
เขาเตรียมคำตำหนิมามากมาย
เตรียมกล่าวหาว่านางอกตัญญู เตรียมบอกว่านางต้องการหนีออกจากบ้านเพื่อเรียกร้องความสนใจ และเตรียมกล่าวว่านางหวังเอาทรัพย์สินของตระกูลไปใช้
แต่เอกสารตรงหน้ากลับปิดทางคำกล่าวหาเหล่านั้นเกือบทั้งหมด
หากเขายังยืนยันว่าเย่วซินต้องการทรัพย์สินของตระกูล ก็เท่ากับแสดงให้ทุกคนเห็นว่าเขาไม่ยอมรับแม้กระทั่งทรัพย์สินที่เป็นของบุตรสาวโดยชอบธรรม
“เจ้าจัดเตรียมเรื่องเหล่านี้ตั้งแต่เมื่อใด?”
น้ำเสียงของเขาอ่อนลงโดยไม่รู้ตัว
“ก่อนที่ลูกจะตัดสินใจออกจากจวนเจ้าค่ะ”
“เจ้าเตรียมตัวไว้ตั้งแต่แรกแล้ว?”
“เจ้าค่ะ”
คำตอบนั้นทำให้หลินเหวินจงรู้สึกเหมือนมีบางอย่างจุกอยู่ในอก
นางเตรียมเอกสารไว้ครบถ้วน วางแผนเรื่องทรัพย์สิน และคิดถึงทุกสิ่งที่ต้องทำหลังออกจากจวน
นั่นหมายความว่า นางไม่ได้พูดเพราะโกรธชั่วคราว
นางคิดเรื่องนี้อย่างจริงจังมานานแล้ว
นานพอที่จะเตรียมทางออกของตนเอง โดยไม่คิดพึ่งพาใครในครอบครัวอีก
“เย่วซิน เจ้าจำเป็นต้องทำถึงเพียงนี้จริงหรือ?”
คราวนี้ผู้ที่ถามกลับเป็นฮูหยินหลิน
นางมองบัญชีบนโต๊ะ ก่อนหันไปมองบุตรสาวด้วยความไม่เข้าใจ
“ต่อให้เจ้าไม่พอใจพวกเรา เจ้าก็ไม่จำเป็นต้องตัดขาดถึงเพียงนี้ หากมีเรื่องใดที่แม่ทำไม่ถูก เจ้าก็สามารถบอกแม่ได้”
เย่วซินฟังจนจบ ก่อนตอบอย่างสุภาพ
“ลูกเคยบอกแล้วเจ้าค่ะ”
ฮูหยินหลินนิ่งไป
“ลูกเคยบอกว่าลูกเสียใจ เคยบอกว่าลูกไม่อยากให้ท่านแม่ตัดสินลูกโดยไม่ฟังความจริง และเคยบอกว่าลูกเองก็ต้องการความรักจากครอบครัวเช่นกัน”
เย่วซินไม่ได้ขึ้นเสียง แต่ทุกคำกลับชัดเจนยิ่งกว่าการตะโกน
“เพียงแต่เมื่อก่อน ลูกมักจะพูดแล้วก็รอ รอให้ท่านแม่เข้าใจ รอให้ท่านพ่อเห็นใจ และรอให้พี่ชายรับฟัง แต่ตอนนี้ลูกไม่อยากใช้ชีวิตด้วยการรอเช่นนั้นอีกแล้วเจ้าค่ะ”
ฮูหยินหลินหน้าซีดลงเล็กน้อย
นางจำได้
จำได้ว่าเย่วซินเคยร้องไห้หลังถูกตำหนิ จำได้ว่าเคยเห็นบุตรสาวนั่งเงียบอยู่ตามลำพัง และจำได้ว่าเคยคิดว่านางคงหายเสียใจเองเมื่อเวลาผ่านไป
นางไม่เคยคิดว่าความเงียบเหล่านั้นจะสะสมจนกลายเป็นการจากลา
“แต่แม่เป็นมารดาของเจ้า...” ฮูหยินหลินเอ่ยเสียงเบา
“ลูกทราบเจ้าค่ะ”
เย่วซินมองมารดาด้วยแววตาที่ไม่ได้มีความเกลียดชัง
“ท่านยังเป็นมารดาของลูกเสมอ และลูกจะไม่ลืมว่าตนเองเติบโตขึ้นมาในจวนหลิน แต่การเป็นมารดากับบุตรสาว ไม่ได้หมายความว่าเราต้องอยู่ใต้ชายคาเดียวกันตลอดไป”
นางหยุดไปครู่หนึ่ง
“ลูกจะไม่กล่าวร้ายจวนหลินภายนอก และจะไม่ใช้ชื่อของตระกูลไปทำสิ่งที่เสื่อมเสีย”
หลินเหวินจงขมวดคิ้ว
ความเงียบตกลงมาอีกครั้ง
นางไม่ได้ประกาศตัดขาดสายสัมพันธ์ทั้งหมด แต่ก็ไม่ได้ยอมให้สายสัมพันธ์นั้นกลายเป็นโซ่ตรวนผูกมัดชีวิตของตนเอง
หลินเหวินจงอยากโต้แย้ง ทว่ากลับหาคำพูดที่เหมาะสมไม่ได้
สุดท้าย เขาจึงกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“หากเจ้ายืนยันเช่นนั้น ข้าก็จะไม่ห้าม แต่จำไว้ว่าเจ้าตัดสินใจเอง อย่ากลับมาร้องขอความช่วยเหลือจากจวนหลินเพราะใช้ชีวิตภายนอกไม่ได้”
เย่วซินค้อมกาย
“ลูกจะจำไว้เจ้าค่ะ”
นางไม่ได้รับปากว่าจะไม่มีวันกลับมา
ไม่ได้สาบานว่าจะไม่มีวันขอความช่วยเหลือ
เพราะชีวิตคนเรายังมีเรื่องที่ไม่อาจคาดเดาได้มากมาย
สิ่งเดียวที่นางให้คำมั่นกับตัวเองได้ คือจะไม่ยอมกลับไปเป็นคนที่ต้องยอมทุกอย่างเพื่อแลกกับการมีที่ยืนในครอบครัวอีกแล้ว
เมื่อออกจากห้องโถง เย่วซินเดินกลับเรือนของตนเองอย่างช้า ๆ
ทางเดินที่เคยคุ้นตาเต็มไปด้วยความทรงจำ
ต้นเหมยที่มารดาเคยพานางมาชมในฤดูหนาว ระเบียงที่นางเคยนั่งรอพี่ชายกลับจากสำนักศึกษา
และสวนเล็ก ๆ ที่นางเคยคิดว่าเป็นสถานที่ซึ่งทำให้ครอบครัวใกล้ชิดกันมากที่สุด
นางจำได้ทุกอย่าง
จำได้แม้กระทั่งวันที่เคยนั่งอยู่ตรงระเบียงจนดึก เพราะจิ่งเหยียนรับปากว่าจะมาเยี่ยม แต่สุดท้ายเขาก็ส่งคนมาแจ้งว่าติดธุระ
วันนั้นนางยังช่วยแก้ตัวแทนเขาให้บ่าวรับใช้ฟัง
วันนี้ เมื่อคิดย้อนกลับไป นางกลับไม่ได้รู้สึกอยากร้องไห้
เพียงรู้สึกเสียดายเวลาที่เคยใช้ไปกับการรอคอย
“คุณหนู”
ชิงหลัวเดินเข้ามาหา ใบหน้ามีร่องรอยกังวล
“บ่าวจัดของเรียบร้อยแล้วเจ้าค่ะ ท่านต้องการนำสิ่งใดเพิ่มอีกหรือไม่?”
เย่วซินมองห้องของตนเอง
เสื้อผ้าหลายสิบชุดถูกพับเก็บไว้อย่างเป็นระเบียบ เครื่องประดับล้ำค่าที่เคยได้รับในโอกาสต่าง ๆ วางอยู่ในหีบใหญ่ ส่วนของตกแต่งที่คนในจวนมอบให้ก็ยังคงตั้งอยู่ตามที่เดิม
นางเดินไปหยุดหน้าหีบสองใบที่จัดเตรียมไว้
ใบหนึ่งมีเสื้อผ้าสำหรับเปลี่ยนและของใช้จำเป็น อีกใบมีเอกสารส่วนตัว เงินทุน และเครื่องประดับที่นางเลือกเก็บไว้
เพียงเท่านี้ก็เพียงพอแล้ว
“ไม่ต้องเอาอะไรเพิ่ม”
ชิงหลัวมองหีบสองใบ ก่อนถามด้วยความไม่แน่ใจ
“คุณหนู ท่านจะนำไปเพียงเท่านี้จริงหรือเจ้าคะ? ของเหล่านี้ไม่ถึงหนึ่งในสิบของสิ่งที่ท่านมีเสียด้วยซ้ำ”
“ของที่มากเกินไปมีแต่จะทำให้เดินทางลำบาก”
เย่วซินตอบพลางปิดหีบใบสุดท้าย
“อีกอย่าง ข้าไม่ได้ต้องการพิสูจน์ว่าตนเองสามารถนำสิ่งใดออกจากจวนไปได้มากเพียงใด ข้าเพียงต้องการนำสิ่งที่จำเป็นสำหรับชีวิตใหม่ไปเท่านั้น”
ชิงหลัวพยักหน้า ดวงตาแดงก่ำ
“บ่าวจะติดตามคุณหนูไปเจ้าค่ะ ไม่ว่าท่านจะไปที่ใด”
เย่วซินหันมามองสาวใช้คนสนิท
“เจ้าไม่จำเป็นต้องรีบตัดสินใจเพราะสงสารข้า หากเจ้าต้องการอยู่ที่จวนต่อ ข้าก็จะไม่โกรธ”
“บ่าวไม่ได้สงสารคุณหนูเจ้าค่ะ”
ชิงหลัวตอบทันที
“บ่าวเพียงอยากอยู่กับคนที่เห็นบ่าวเป็นคนคนหนึ่ง ไม่ใช่คนที่ต้องทำทุกอย่างเพื่อให้ผู้อื่นพอใจ”
เย่วซินนิ่งไป ก่อนยื่นมือไปจับมือของนาง
“เช่นนั้นก็ไปด้วยกัน”
เป็นครั้งแรกในรอบหลายชีวิตที่เย่วซินรู้สึกว่าตนเองไม่ได้เดินออกจากสถานที่แห่งหนึ่งเพียงลำพัง
อย่างน้อยก็ยังมีคนที่เลือกอยู่ข้างนาง โดยไม่ต้องให้นางร้องขอ
เมื่อหีบทั้งสองใบถูกยกมาถึงประตูจวนหลิน ผู้คนที่เดินผ่านไปมาต่างหยุดมอง
บางคนกระซิบกันเบา ๆ บางคนแสดงสีหน้าไม่เห็นด้วย และบางคนมองเย่วซินด้วยความสงสาร
บุตรสาวตระกูลใหญ่ที่มีทั้งชื่อเสียงและคู่หมั้นเหมาะสม กลับถอนหมั้นแล้วออกจากบ้านโดยนำทรัพย์สินไปเพียงสองหีบ
เรื่องเช่นนี้ย่อมเป็นที่กล่าวขานในเมืองหลวงอีกหลายวัน
เย่วซินได้ยินเสียงกระซิบเหล่านั้น แต่ไม่ได้หันไปมอง
นางเดินผ่านประตูใหญ่ทีละก้าว
เมื่อก้าวถึงธรณีประตู นางกลับหยุดลงชั่วครู่
ด้านหลังคือจวนที่นางเติบโตมา
เป็นสถานที่ซึ่งเคยมอบความสุขให้แก่นางจริง ๆ ในบางวัน และเป็นสถานที่ซึ่งทำให้นางต้องเจ็บปวดซ้ำแล้วซ้ำเล่าในอีกหลายวัน
นางไม่ได้ต้องการลบความทรงจำทั้งหมด
ไม่ต้องการกล่าวว่าทุกสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องเลวร้าย
แต่ก็ไม่ต้องการใช้ความทรงจำดี ๆ เพียงไม่กี่ครั้งเป็นเหตุผลให้ตัวเองต้องทนทุกข์ต่อไป
เย่วซินสูดลมหายใจเข้าช้า ๆ
“คุณหนู...” ชิงหลัวเรียกเบา ๆ
“ไปกันเถิด”
เย่วซินก้าวออกจากจวนหลิน
ไม่มีเสียงร้องไห้
ไม่มีการกล่าวลาอย่างยืดยาว
ไม่มีคำสัญญาว่าสักวันนางจะกลับมา
หีบใบเล็กสองใบถูกยกขึ้นบนรถม้า ขณะที่เย่วซินก้าวขึ้นไปนั่งอย่างมั่นคง
ก่อนรถม้าจะเคลื่อนออกไป นางไม่ได้หันกลับไปมองแม้แต่ครั้งเดียว
เพราะในอดีต นางเคยหันกลับไปนับครั้งไม่ถ้วน
ทุกครั้งที่ถูกทำให้เสียใจ นางจะหันกลับไปหวังว่าจะมีใครเรียกชื่อ
ทุกครั้งที่เดินจากไป นางจะเฝ้ารอว่าจะมีใครตามมารั้ง
และทุกครั้ง ความหวังเหล่านั้นก็ทำให้นางต้องกลับไปยืนอยู่ที่เดิม
แต่วันนี้ไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว
หากไม่มีใครเรียก นางก็จะเดินต่อไป
หากไม่มีใครรั้ง นางก็จะไม่หยุดรอ
และหากวันหนึ่งคนเหล่านั้นเสียใจที่ปล่อยนางจากไป นั่นก็เป็นเรื่องที่พวกเขาต้องจัดการด้วยตนเอง
รถม้าเคลื่อนผ่านถนนหินของเมืองหลวง มุ่งหน้าไปยังเรือนเช่าที่เย่วซินจัดเตรียมไว้ล่วงหน้า
นางเปิดม่านหน้าต่าง มองผู้คนและร้านค้าสองข้างทางด้วยสายตาสงบ
โลกภายนอกกว้างใหญ่กว่าที่นางเคยคิด
และชีวิตของนางก็ไม่ได้จำเป็นต้องมีจวนหลินเป็นศูนย์กลางอีกต่อไป
ขณะเดียวกัน ภายในจวนหลิน หลินหว่านหนิงยืนอยู่ริมหน้าต่าง มองรถม้าที่กำลังเคลื่อนห่างออกไป
นางรู้เรื่องที่เย่วซินนำทรัพย์สินส่วนตัวออกไปเพียงสองหีบแล้ว
ตอนแรกนางคิดว่าพี่สาวกำลังแสดงท่าทีประชดประชัน รอให้บิดามารดาอ่อนใจแล้วกลับมาเหมือนทุกครั้ง
แต่เมื่อได้ยินว่าหลินเหวินจงตรวจบัญชีทรัพย์สินด้วยตนเอง และไม่อาจกล่าวหาเย่วซินเรื่องเงินทองได้ หว่านหนิงก็เริ่มรู้สึกไม่สบายใจ
เย่วซินเตรียมทุกอย่างไว้แล้ว
ทั้งเอกสาร เงินทุน และที่พัก
นางไม่ได้หนีออกจากจวนด้วยความโกรธ แต่กำลังออกไปเริ่มต้นชีวิตใหม่อย่างจริงจัง
“คุณหนูรอง” สาวใช้เอ่ยถามอย่างระมัดระวัง “ท่านต้องการให้คนไปเชิญคุณหนูใหญ่กลับมาหรือไม่เจ้าคะ?”
หว่านหนิงหันกลับมาทันที
“ไม่ต้อง!”
เสียงของนางดังเกินกว่าที่ตั้งใจไว้ จนสาวใช้สะดุ้ง
หว่านหนิงรีบปรับสีหน้าให้สงบ ก่อนกล่าวเสียงอ่อน
“พี่หญิงกำลังโกรธ หากพวกเราไปรั้งนางตอนนี้ นางคงยิ่งไม่พอใจ ปล่อยให้นางสงบสติอารมณ์ก่อนเถิด”
สาวใช้ก้มหน้ารับคำ
เมื่ออยู่ตามลำพัง หว่านหนิงกลับยิ่งขมวดคิ้ว
นางไม่ต้องการให้เย่วซินกลับมาในตอนนี้
แต่ก็ไม่ต้องการให้เย่วซินจากไปแล้วมีชีวิตที่ดีกว่าเดิม
ความคิดนั้นทำให้นางรู้สึกละอายใจอยู่ชั่วขณะ ทว่าไม่นานก็ถูกความริษยากลบกลืน
ตั้งแต่เย่วซินไม่ยอมโต้เถียง ไม่ยอมขอโทษ และไม่ยอมแข่งขันเพื่อแย่งความรักจากคนในครอบครัว หว่านหนิงก็รู้สึกราวกับสูญเสียบางสิ่งที่เคยถือครองไว้
นางเคยเชื่อว่าตราบใดที่เย่วซินยังอยู่ในจวน นางก็สามารถใช้ความอ่อนโยนและน้ำตาทำให้ทุกอย่างเป็นไปตามที่ต้องการได้
แต่หากเย่วซินมีเงินของตนเอง มีที่พักของตนเอง และไม่จำเป็นต้องพึ่งพาคนในจวนอีกต่อไป...
ต่อไป นางจะใช้สิ่งใดทำให้พี่สาวยอมถอย?
หว่านหนิงกัดริมฝีปาก ก่อนหันไปมองประตูห้อง
“ข้าจะไม่ปล่อยให้เรื่องเป็นเช่นนี้ตลอดไป”
นางพึมพำกับตัวเอง
“หลินเย่วซิน เจ้าคิดว่าการออกไปอยู่ข้างนอกจะทำให้เจ้าพ้นจากทุกสิ่งจริงหรือ?”
ในขณะเดียวกัน รถม้าของเย่วซินก็เลี้ยวเข้าสู่ถนนอีกสายหนึ่ง
นางไม่รู้ว่าหว่านหนิงกำลังคิดสิ่งใด และไม่จำเป็นต้องรู้
เพราะในชีวิตที่หนึ่งร้อยนี้ สิ่งแรกที่นางต้องทำไม่ใช่เอาชนะน้องสาว
แต่คือการสร้างชีวิตที่ไม่มีใครสามารถใช้ความรักมาบังคับให้นางยอมจำนนได้อีก
และเมื่อวันนั้นมาถึง คนที่เคยคิดว่านางไม่มีวันไปไหน คงได้เรียนรู้ด้วยตนเองว่า...
การสูญเสียคนที่เคยรักตนอย่างสุดหัวใจ ไม่ใช่สิ่งที่แก้ไขได้ด้วยการเรียกให้นางกลับมา
โดยเฉพาะเมื่อคนคนนั้น ได้เรียนรู้วิธีรักตัวเองแล้ว
จบตอนที่ 4
