บท
ตั้งค่า

ตอนที่ 3 หนังสือถอนหมั้น

ตอนที่ 3 หนังสือถอนหมั้น

เช้าวันนั้น หลินเย่วซินตื่นขึ้นก่อนเสียงระฆังยามเช้าจะดังเสียอีก

บนโต๊ะไม้ข้างหน้าต่างมีกล่องไม้จันทน์วางอยู่ ภายในบรรจุของหมั้นที่เซียวจิ่งเหยียนเคยมอบให้นางตลอดหลายปีที่ผ่านมา ทั้งปิ่นหยกขาว กำไลหยกคู่ จี้หยกสลักอักษรมงคล และถุงหอมที่เขาเคยมอบให้ในวันเกิดของนาง

ของทุกชิ้นได้รับการเก็บรักษาอย่างดี

ไม่ใช่เพราะมันมีค่ามากมายเพียงใด แต่เพราะเจ้าของเดิมเคยมีความหมายต่อนางมากเหลือเกิน

เย่วซินหยิบปิ่นหยกขาวขึ้นมาพิจารณา ปลายนิ้วไล้ผ่านลวดลายเมฆที่สลักอย่างประณีต

นางยังจำวันนั้นได้ดี

เมื่อหลายปีก่อน เซียวจิ่งเหยียนนำปิ่นนี้มามอบให้นางด้วยตนเอง เขาพูดเพียงว่าเห็นแล้วคิดว่านางน่าจะชอบ ไม่ได้กล่าวคำหวาน ไม่ได้ให้คำมั่นสัญญาใด ๆ

แต่เพียงเท่านั้นก็ทำให้นางดีใจไปหลายวัน

นางเคยนำปิ่นนี้ออกมาดูซ้ำแล้วซ้ำเล่า เคยคิดว่าของชิ้นนี้เป็นหลักฐานเล็ก ๆ ว่าในหัวใจของเขาย่อมมีพื้นที่ให้นางอยู่บ้าง

ภายหลังจึงได้รู้ว่า สิ่งที่นางเห็นเป็นคำมั่นสัญญา อาจเป็นเพียงของขวัญธรรมดาสำหรับเขาเท่านั้น

เย่วซินวางปิ่นลงในกล่อง

“ปิดกล่องเถิด”

ชิงหลัวซึ่งยืนอยู่ข้างโต๊ะลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยถาม

“คุณหนู ท่านไม่คิดจะเก็บไว้สักชิ้นหรือเจ้าคะ? อย่างน้อยก็ถือเป็นความทรงจำ...”

“ความทรงจำไม่จำเป็นต้องเก็บไว้ในกล่อง”

เย่วซินปิดฝากล่องด้วยตนเอง

“สิ่งที่ควรจำ ข้าย่อมจำได้ ส่วนสิ่งที่ควรวางลง ต่อให้เก็บรักษาไว้อย่างดีเพียงใด ก็ไม่ได้ทำให้มันกลับมาเป็นเหมือนเดิม”

ชิงหลัวเม้มริมฝีปาก ไม่กล้าพูดต่อ

เย่วซินลุกขึ้นเปลี่ยนเสื้อผ้า เลือกชุดสีฟ้าอ่อนที่เรียบง่าย ไม่ประดับเครื่องประดับมากเกินไป นางหวีผมด้วยปิ่นเงินธรรมดา ก่อนนำหนังสือถอนหมั้นใส่ซองและยกกล่องไม้จันทน์ขึ้น

วันนี้นางจะไปพบเซียวจิ่งเหยียนด้วยตนเอง

ไม่ใช่ในฐานะคู่หมั้นที่กำลังรอให้เขาปลอบโยน

แต่ในฐานะหลินเย่วซิน ผู้ตัดสินใจแล้วว่าจะไม่ใช้ชีวิตที่เหลือเพื่อรอความรักจากเขาอีกต่อไป

เซียวจิ่งเหยียนมาถึงจวนหลินตรงตามเวลานัด

เขาสวมชุดคลุมสีเข้ม ปักลายเมฆเงินตรงชายแขนเสื้อ ท่าทางสง่างามเช่นเคย เมื่อก้าวเข้ามาในโถงรับรอง เขาก็เห็นเย่วซินนั่งรออยู่ก่อนแล้ว

หญิงสาวลุกขึ้นคำนับอย่างสุภาพ

“คุณชายเซียว”

จิ่งเหยียนชะงักเล็กน้อย

ปกติแล้ว เมื่อพบกันตามลำพัง เย่วซินมักเรียกเขาว่า ‘จิ่งเหยียน’ ด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน บางครั้งยังถามถึงสุขภาพของเขา หรือเตรียมชาและขนมที่เขาชอบไว้ให้

แต่วันนี้นางกลับเรียกเขาอย่างห่างเหิน ราวกับเขาเป็นเพียงแขกคนหนึ่งที่มาเยือนจวนหลิน

เขาขมวดคิ้ว แต่ไม่ได้ใส่ใจมากนัก

“ได้ยินว่าเจ้าป่วย ข้าจึงมาเยี่ยม”

“ขอบคุณที่เป็นห่วงเจ้าค่ะ”

คำตอบของนางเรียบง่ายจนเขาหาคำพูดต่อไม่ถูก

จิ่งเหยียนนั่งลง มองใบหน้าซีดเซียวของนางอยู่ครู่หนึ่ง

“คราวก่อนเจ้าไม่ควรเดินออกไปคนเดียวกลางดึก อากาศเย็นเช่นนั้น หากเกิดอะไรขึ้นอีกจะทำอย่างไร?”

เย่วซินมองเขาเงียบ ๆ

นางตกลงไปในสระบัว เพราะเสียใจที่ถูกคนในครอบครัวกล่าวหา และคนที่นางเคยหวังว่าจะเข้าใจนางที่สุดกลับเป็นคนพาหว่านหนิงเดินจากไปโดยไม่แม้แต่จะถามความจริง

แต่เมื่อมาถึงวันนี้ สิ่งที่เขานึกถึงกลับเป็นการตำหนินางที่เดินออกไปข้างนอก

นางไม่ได้โกรธจนอยากโต้เถียง

เพียงแต่รู้สึกว่าตนเองเคยยอมให้คนผู้นี้มีความสำคัญเหนือเหตุผลมากเพียงใด

“ข้าจะระวังให้มากขึ้นเจ้าค่ะ”

จิ่งเหยียนพยักหน้า คล้ายพอใจกับคำตอบ

“ดีแล้ว เรื่องเมื่อคืน ข้าเข้าใจว่าเจ้าคงไม่สบายใจ หว่านหนิงเพิ่งกลับเข้าจวน ทุกคนจึงเป็นห่วงนางมากหน่อย เจ้าเองก็อย่าคิดมากนัก”

เย่วซินก้มมองถ้วยชาตรงหน้า

แม้แต่ตอนนี้ เขาก็ยังคิดว่าสิ่งที่นางต้องการคือคำอธิบายเพื่อให้ยอมรับเรื่องทุกอย่างได้ง่ายขึ้น

นางเคยอยากให้เขาเข้าใจจริง ๆ

เคยอยากให้เขาพูดสักครั้งว่าเขาเชื่อใจนาง เคยอยากให้เขายืนอยู่ข้างนางโดยไม่ต้องร้องขอ และเคยอยากรู้ว่าหากวันหนึ่งนางไม่เข้มแข็งขึ้นมา เขาจะเป็นคนที่ยื่นมือมาหานางบ้างหรือไม่

แต่คนเราจะรอคำตอบจากคำถามเดิมได้นานเพียงใดกัน?

เย่วซินยกถ้วยชาขึ้นจิบ ก่อนวางลงอย่างสงบ

“ที่ข้าเชิญท่านมาในวันนี้ ไม่เกี่ยวกับเรื่องเมื่อคืนเจ้าค่ะ”

“เช่นนั้นเรื่องอะไร?”

นางส่งสัญญาณให้ชิงหลัวนำกล่องไม้จันทน์มาวางบนโต๊ะ

จิ่งเหยียนมองกล่องตรงหน้า ก่อนเลิกคิ้ว

“นี่คืออะไร?”

เย่วซินเปิดฝากล่อง

ของหมั้นทั้งหมดถูกจัดวางไว้อย่างเป็นระเบียบ หยกขาวสะท้อนแสงอ่อนจากหน้าต่าง กล่องกำมะหยี่บรรจุกำไลคู่ถูกวางไว้ด้านข้าง แม้แต่ถุงหอมที่มีรอยเย็บเก่า ๆ ก็ยังอยู่ครบถ้วน

จิ่งเหยียนจำของเหล่านี้ได้ทุกชิ้น

เขานิ่งไปชั่วขณะ ก่อนเงยหน้ามองนาง

“เย่วซิน เจ้านี่หมายความว่าอย่างไร?”

หญิงสาวหยิบซองจดหมายที่เตรียมไว้ขึ้นมา วางลงข้างกล่องอย่างระมัดระวัง

“หนังสือถอนหมั้นเจ้าค่ะ”

อากาศภายในโถงรับรองคล้ายหยุดนิ่งไปชั่วขณะ

จิ่งเหยียนมองซองจดหมายตรงหน้า ราวกับคิดว่าตนเองฟังผิด

ผ่านไปครู่หนึ่ง เขาก็หัวเราะออกมาเบา ๆ

“เจ้าจะทำเช่นนี้ไปเพื่ออะไร?”

เย่วซินไม่ได้ตอบ

จิ่งเหยียนเอนหลังพิงเก้าอี้ สีหน้าปรากฏความไม่พอใจเล็กน้อย แต่ยังไม่ถึงกับโกรธ

“ข้ารู้ว่าเจ้ากำลังน้อยใจเรื่องวันก่อน แต่ไม่จำเป็นต้องทำถึงเพียงนี้กระมัง เพียงเพราะข้าไม่ได้เข้าข้างเจ้าในงานเลี้ยง เจ้าถึงกับจะถอนหมั้นกับข้าเชียวหรือ?”

เขาหยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงคล้ายกำลังปลอบเด็กดื้อ

“เย่วซิน ข้ารู้จักนิสัยเจ้า เจ้าเป็นคนใจอ่อน เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องที่จะตัดสินใจได้เพียงชั่ววูบ หากเจ้าต้องการให้ข้าไปเยี่ยม หรืออยากให้ข้าพูดอะไรกับเจ้า ก็กล่าวมาตามตรง ไม่จำเป็นต้องใช้เรื่องถอนหมั้นมาเรียกร้องความสนใจ”

คำว่า เรียกร้องความสนใจ ทำให้ชิงหลัวที่ยืนอยู่ด้านหลังถึงกับกำมือแน่น

แต่เย่วซินกลับไม่มีสีหน้าเปลี่ยนแปลง

นางเพียงมองชายตรงหน้า ราวกับกำลังพิจารณาคนแปลกหน้าที่บังเอิญมีใบหน้าคุ้นเคย

“ท่านคิดว่าข้ากำลังประชดท่านหรือเจ้าคะ?”

“แล้วไม่ใช่หรือ?”

จิ่งเหยียนตอบทันที

“หากเจ้าโกรธข้า ก็พูดออกมาตรง ๆ ข้าไม่ได้บอกว่าจะไม่รับฟังเจ้าเสียหน่อย แต่การถอนหมั้นเป็นเรื่องใหญ่ เจ้าไม่ควรนำมาใช้เพียงเพราะอารมณ์ชั่ววูบ”

เย่วซินมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง

แล้วนางก็ยิ้ม

ไม่ใช่รอยยิ้มขมขื่นเหมือนในอดีต ไม่ใช่รอยยิ้มฝืนใจที่นางใช้กลบเกลื่อนความเจ็บปวด และไม่ใช่รอยยิ้มที่หวังให้เขาเห็นใจ

เป็นเพียงรอยยิ้มของคนที่ในที่สุดก็เข้าใจแล้วว่า ตนเองไม่จำเป็นต้องอธิบายทุกการตัดสินใจให้คนที่ไม่เคยคิดจะเข้าใจฟัง

“เซียวจิ่งเหยียน ท่านเคยคิดหรือไม่ว่า หากข้าต้องการเรียกร้องความสนใจจากท่านจริง ๆ ข้าคงไม่เลือกวิธีที่ทำให้ตัวเองสูญเสียท่านไปตลอดกาล?”

รอยยิ้มของจิ่งเหยียนจางลง

“เจ้าพูดอะไร?”

“ข้าเคยคิดว่าท่านเป็นคนสำคัญที่สุดในชีวิต”

เย่วซินกล่าวช้า ๆ ทุกคำชัดเจนจนไม่มีช่องว่างให้เข้าใจผิด

“แต่ตอนนี้ข้าเพิ่งเข้าใจว่า คนที่ข้าไม่ควรทอดทิ้งมากที่สุดคือตัวข้าเอง”

นางหยุดเล็กน้อย ก่อนดันกล่องไม้จันทน์ไปตรงหน้าเขา

“ของหมั้นทั้งหมดอยู่ในนี้ ข้าไม่ได้ทำให้เสียหาย และไม่ได้เก็บสิ่งใดไว้ ท่านตรวจดูได้ตามต้องการ”

จิ่งเหยียนไม่แตะต้องกล่อง

เขามองนางอย่างไม่อยากเชื่อ

“เย่วซิน เจ้าแน่ใจหรือว่ารู้ว่าตนเองกำลังทำอะไร?”

“แน่ใจเจ้าค่ะ”

“เจ้ารู้หรือไม่ว่าการถอนหมั้นจะทำให้คนภายนอกพูดถึงเจ้าอย่างไร? สตรีที่ยกเลิกการหมั้นหมายเองย่อมต้องเผชิญคำครหา ยิ่งเป็นการถอนหมั้นหลังเกิดเรื่องกับน้องสาวของเจ้า ผู้คนอาจคิดว่าเจ้าใจแคบและริษยาหว่านหนิง”

คำว่า ริษยา ทำให้เย่วซินนิ่งไปเล็กน้อย

หากเป็นเมื่อก่อน นางคงรีบแก้ตัว

คงบอกเขาว่านางไม่เคยต้องการแย่งสิ่งใดจากหว่านหนิง ไม่เคยต้องการให้ใครเกลียดน้องสาว และไม่เคยคิดจะทำให้ความสัมพันธ์ของทั้งสองครอบครัวเสียหาย

แต่นางรู้แล้วว่า ต่อให้พูดความจริงออกไปมากเพียงใด ก็ไม่อาจบังคับให้ใครเชื่อได้

“หากพวกเขาต้องการคิดเช่นนั้น ข้าก็ห้ามไม่ได้เจ้าค่ะ”

จิ่งเหยียนขมวดคิ้ว

“เจ้าไม่สนใจชื่อเสียงของตนเองแล้วหรือ?”

“ข้าสนใจเจ้าค่ะ”

เย่วซินสบตาเขา

“แต่ข้าไม่คิดว่าชื่อเสียงของข้าควรต้องแลกมาด้วยการรักษาความสัมพันธ์ที่ทำให้ข้าไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะเสียใจ”

จิ่งเหยียนนิ่งงัน

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เขาเคยเห็นเย่วซินโกรธ เคยเห็นนางร้องไห้ และเคยเห็นนางผิดหวัง แต่สุดท้ายนางก็มักกลับมาหาเขาเสมอ

นางจะเป็นฝ่ายเริ่มบทสนทนา จะหาข้ออ้างมาให้เขา จะพยายามทำให้ทุกอย่างกลับไปเป็นเหมือนเดิม

เขาจึงเคยเชื่อว่าต่อให้เกิดเรื่องร้ายแรงเพียงใด ความสัมพันธ์นี้ก็จะไม่มีวันจบลงจริง ๆ

เพราะหลินเย่วซินรักเขามากเกินกว่าจะจากไป

แต่หญิงสาวที่นั่งอยู่ตรงหน้าในวันนี้กลับทำลายความเชื่อมั่นนั้นด้วยคำพูดเพียงไม่กี่ประโยค

“เพราะเรื่องวันนั้นหรือ?” เขาถามในที่สุด น้ำเสียงเคร่งขรึมขึ้น “เพราะข้าพาหว่านหนิงออกไปก่อน โดยไม่ได้ถามเจ้าว่าเกิดอะไรขึ้น?”

“ไม่ใช่เพียงเรื่องวันนั้นเจ้าค่ะ”

เย่วซินตอบตามจริง

“แต่เรื่องวันนั้นทำให้ข้าเข้าใจว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมา ข้าเป็นฝ่ายพยายามรักษาความสัมพันธ์นี้อยู่คนเดียวมากเพียงใด”

นางมองกล่องของหมั้นอีกครั้ง

“ข้าเคยคิดว่าท่านไม่พูด เพราะท่านไม่ถนัดแสดงความรู้สึก ข้าเคยคิดว่าท่านไม่ถาม เพราะท่านเชื่อใจข้า และข้าเคยคิดว่าท่านไม่ปกป้องข้า เพราะท่านคงมีเหตุผลของตนเอง”

นางเงยหน้าขึ้น

“แต่เมื่อข้าต้องหาเหตุผลให้ท่านทุกครั้งเช่นนี้ ข้าก็เริ่มสงสัยว่า แท้จริงแล้วคนที่พยายามรักษาความรักนี้ไว้มีเพียงข้าหรือไม่”

จิ่งเหยียนกำมือใต้โต๊ะ

“ข้าไม่ได้ไม่ใส่ใจเจ้า”

“เช่นนั้นท่านใส่ใจข้าอย่างไรหรือเจ้าคะ?”

คำถามนั้นทำให้เขาเงียบลง

เย่วซินไม่ได้ถามด้วยน้ำเสียงท้าทาย นางไม่ได้ต้องการให้เขาอับอาย เพียงต้องการถามสิ่งที่ตัวเองเคยถามอยู่ในใจมาตลอด

หากเขารักนาง เหตุใดนางจึงต้องคอยขอให้เขารับฟัง?

หากเขาเชื่อใจนาง เหตุใดเขาจึงตัดสินนางโดยไม่ถามความจริง?

หากนางสำคัญต่อเขาจริง เหตุใดเขาจึงมั่นใจนักว่านางจะไม่มีวันจากไป?

จิ่งเหยียนเปิดปาก แต่กลับไม่มีคำตอบใดออกมา

เป็นครั้งแรกที่เขาพบว่า คำอธิบายซึ่งเคยใช้ได้ผลกับทุกเรื่องกลับไม่อาจช่วยเขาได้ในเวลานี้

เขาจึงเปลี่ยนไปใช้ถ้อยคำที่คุ้นเคยกว่าเดิม

“เย่วซิน อย่าตัดสินใจด้วยอารมณ์ หากเจ้าต้องการเวลา ข้าสามารถให้เวลาเจ้าได้ เราค่อยพูดเรื่องนี้กันอีกครั้งเมื่อเจ้าสงบลง”

เย่วซินหลุบตาลง ก่อนยิ้มบาง ๆ

แม้แต่ตอนนี้ เขาก็ยังคิดว่านางเพียงต้องการเวลาสงบสติอารมณ์

เขายังไม่เข้าใจว่า สิ่งที่สิ้นสุดลงไม่ได้เกิดขึ้นในเช้าวันนี้

มันเริ่มจากความผิดหวังเล็ก ๆ ที่สะสมมานาน จากคำพูดที่นางกลืนกลับลงคอ จากน้ำตาที่นางเช็ดทิ้งก่อนพบหน้าเขา และจากความหวังที่นางเฝ้าประคองไว้จนแทบไม่เหลืออะไร

“ข้าไม่ได้ตัดสินใจด้วยอารมณ์เจ้าค่ะ”

นางกล่าว

“ข้าคิดเรื่องนี้มานานแล้ว เพียงแต่ก่อนหน้านี้ ข้าไม่กล้าทำเท่านั้น”

จิ่งเหยียนจ้องมองนาง

“เพราะอะไร?”

“เพราะข้ากลัวเสียท่านไป”

คำตอบนั้นทำให้แววตาของเขาสั่นไหวเล็กน้อย

ในที่สุดเขาก็ได้ยินคำที่เคยคุ้นเคย

ความรักของนาง

ความกลัวที่จะสูญเสียเขา

เขาเกือบจะถอนหายใจด้วยความโล่งอก คิดว่าบางทีทุกอย่างอาจยังแก้ไขได้

แต่เย่วซินกลับกล่าวต่อ

“แต่ตอนนี้ ข้ากลัวสิ่งหนึ่งมากกว่า”

“อะไร?”

“กลัวว่าวันหนึ่ง ข้าจะใช้ทั้งชีวิตเพื่อเอาใจคนอื่น จนลืมไปว่าตัวเองก็สมควรได้รับความรักเช่นกัน”

ความเงียบปกคลุมโถงรับรองอีกครั้ง

คราวนี้ จิ่งเหยียนไม่อาจหัวเราะเยาะหรือกล่าวหาว่านางประชดประชันได้ง่าย ๆ อีกต่อไป

เพราะดวงตาของเย่วซินไม่มีความหวังซ่อนอยู่เลย

นางไม่ได้รอให้เขารั้ง

ไม่ได้รอให้เขากล่าวคำหวาน

และไม่ได้รอแม้แต่ให้เขาเสียใจ

สิ่งที่นางต้องการจากเขาในวันนี้ ไม่ใช่คำตอบ แต่เป็นการยุติความสัมพันธ์ที่นางแบกรับไว้เพียงลำพังมานานเกินไป

จิ่งเหยียนมองหนังสือถอนหมั้นบนโต๊ะ ก่อนถามด้วยน้ำเสียงต่ำลง

“หากข้าไม่ยอมรับเล่า?”

เย่วซินไม่ได้แสดงความประหลาดใจ

“ท่านมีสิทธิ์ไม่เห็นด้วยเจ้าค่ะ แต่ท่านไม่อาจบังคับให้ข้าแต่งงานกับท่านเพียงเพราะเราหมั้นหมายกันไว้”

“เจ้า...”

“ข้าจะให้ผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายหารือเรื่องนี้ตามสมควร แต่การตัดสินใจของข้าไม่เปลี่ยนแปลง”

คำพูดของนางสุภาพ ทว่าเด็ดขาด

จิ่งเหยียนเพิ่งตระหนักในเวลานี้เองว่า เย่วซินไม่ได้มาขออนุญาตเขา

นางมาแจ้งให้เขาทราบ

ความแตกต่างเพียงเล็กน้อยนั้นกลับทำให้เขารู้สึกเหมือนสูญเสียบางสิ่งที่เคยเป็นของตนเองไปอย่างกะทันหัน

เขาเคยคิดว่าความรักของเย่วซินเป็นสิ่งที่อยู่ตรงนั้นเสมอ ไม่จำเป็นต้องดูแล ไม่จำเป็นต้องรักษา เพราะต่อให้นางเจ็บปวดเพียงใด สุดท้ายนางก็จะกลับมา

แต่เขาลืมไปว่า คนเราย่อมมีวันที่เหนื่อยล้า

และความอดทนที่ยาวนาน ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีวันสิ้นสุด

หลังจากเซียวจิ่งเหยียนออกจากจวนหลินไป กล่องไม้จันทน์ก็ยังคงวางอยู่บนโต๊ะ

เย่วซินมองมันอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนให้ชิงหลัวเก็บเข้าห้องเก็บของเพื่อรอส่งคืนตามธรรมเนียม

“คุณหนู ท่านไม่เสียใจหรือเจ้าคะ?”

ชิงหลัวถามเสียงเบา

“คุณชายเซียว...อย่างไรก็เป็นคนที่ท่านรักมานาน”

เย่วซินนิ่งไปเล็กน้อย

“เสียใจสิ”

นางตอบอย่างตรงไปตรงมา

“ข้าเคยรักเขาจริง ๆ ชิงหลัว ไม่ใช่ความรักที่สร้างขึ้นมาเพราะความเคยชิน และไม่ใช่เพียงเพราะเขาเป็นคู่หมั้นของข้า”

นางหันมองออกไปนอกหน้าต่าง ดอกบัวในสระไหวเอนไปตามลม

“แต่การที่ข้ายังเสียใจ ไม่ได้หมายความว่าข้าต้องกลับไปหาเขา”

ชิงหลัวมองนางด้วยดวงตาแดงเรื่อ

เย่วซินเอื้อมมือแตะไหล่สาวใช้เบา ๆ

“ข้าไม่ได้ต้องการกลายเป็นคนไร้หัวใจ เพียงแต่ต่อจากนี้ ข้าจะไม่ยอมให้ความรักทำให้ข้าลืมเห็นคุณค่าของตัวเองอีก”

นางเคยคิดว่าการจากลาเป็นความพ่ายแพ้

เคยคิดว่าหากความรักสิ้นสุดลง นั่นหมายความว่านางไม่ดีพอ

แต่วันนี้นางเข้าใจแล้วว่า บางครั้งการเดินออกจากความสัมพันธ์ที่ไม่เหลือที่ให้ตัวเองยืน อาจเป็นครั้งแรกที่คนคนหนึ่งเลือกทำสิ่งที่ถูกต้องเพื่อตนเอง

เย่วซินกลับไปนั่งที่โต๊ะ หยิบกระดาษแผ่นใหม่ขึ้นมาเขียนรายการสิ่งที่ต้องจัดการหลังจากนี้

นางต้องตรวจบัญชีสินเดิมของตนเอง

ต้องจัดการเครื่องประดับและทรัพย์สินที่บิดามอบให้ตั้งแต่ยังเด็ก

และต้องเตรียมทางออกจากจวนหลิน หากในวันข้างหน้าการอยู่ที่นี่กลายเป็นสิ่งที่ทำให้นางไม่อาจใช้ชีวิตตามต้องการได้

นางไม่คิดจะแย่งทรัพย์สินของผู้ใด ไม่คิดจะทำลายชีวิตของหว่านหนิง และไม่คิดจะวางแผนให้คนทั้งจวนต้องคุกเข่าขอโทษนาง

แต่สิ่งใดที่เป็นของนาง นางจะไม่ยอมให้ใครนำไปโดยไม่ถามอีก

ส่วนความผิดที่คนอื่นเคยทำไว้ หากวันหนึ่งมันย้อนกลับไปหาพวกเขา นางก็จะไม่รับหน้าที่แก้ไขแทนอีกแล้ว

นี่เป็นเพียงก้าวแรกเท่านั้น

ในอีกด้านหนึ่ง เซียวจิ่งเหยียนกลับถึงจวนของตนเองด้วยสีหน้าเคร่งขรึม

เขาโยนหนังสือถอนหมั้นลงบนโต๊ะ แต่กลับไม่อาจละสายตาจากมันได้

คำพูดของเย่วซินยังคงวนเวียนอยู่ในหัว

คนที่ข้าไม่ควรทอดทิ้งมากที่สุดคือตัวข้าเอง

เขาไม่เข้าใจว่าทำไมประโยคธรรมดาเช่นนี้จึงทำให้เขารู้สึกหงุดหงิด

เขาควรเป็นฝ่ายโกรธต่างหาก

เขาเป็นคู่หมั้นของนาง เป็นคนที่ผูกพันกับนางมานาน การที่นางนำหนังสือถอนหมั้นมาวางตรงหน้าเขาโดยไม่ถามความเห็น ย่อมเป็นการไม่ให้เกียรติเขาอย่างยิ่ง

แต่เหตุใดเขาจึงรู้สึกเหมือนเป็นฝ่ายถูกทอดทิ้งเสียเอง?

“คุณชาย”

บ่าวรับใช้เข้ามารายงานว่า คุณหนูหว่านหนิงจากจวนหลินส่งคนมาถามอาการของเขา และฝากขนมที่ทำด้วยตนเองมาให้

จิ่งเหยียนมองกล่องขนมบนถาด

ในวันปกติ เขาคงรู้สึกว่านางมีน้ำใจ

แต่วันนี้ ภาพของเย่วซินที่นั่งอย่างสงบอยู่หลังกล่องของหมั้นกลับผุดขึ้นมาในหัวอย่างไม่มีเหตุผล

เขาเคยคิดว่าหากเย่วซินเห็นเขาปฏิบัติต่อหว่านหนิงอย่างดี นางอาจไม่พอใจบ้าง แต่สุดท้ายก็คงเข้าใจ

เขาไม่เคยคิดเลยว่านางจะเลือกเดินจากไปจริง ๆ

“เก็บไว้ก่อน” เขาสั่ง

บ่าวรับใช้ชะงักเล็กน้อย ก่อนรับคำแล้วถอยออกไป

จิ่งเหยียนหยิบหนังสือถอนหมั้นขึ้นมาอีกครั้ง

ลายมือของเย่วซินเรียบร้อยและหนักแน่น ไม่มีรอยขีดฆ่า ไม่มีร่องรอยลังเล

นางเขียนมันไว้ก่อนที่เขาจะมาถึง

นั่นหมายความว่า ต่อให้วันนี้เขาพูดอะไร นางก็คงเตรียมใจไว้แล้ว

ความคิดนี้ทำให้เขากำกระดาษแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว

เป็นครั้งแรกที่เขาเริ่มสงสัยว่า ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เขาอาจไม่เคยรู้จักหลินเย่วซินอย่างที่ตนเองคิด

และเป็นครั้งแรกเช่นกันที่เขาไม่แน่ใจว่า หากเขาเดินกลับไปหานางในวันพรุ่งนี้ นางจะยังยอมเปิดประตูให้เขาหรือไม่

ทว่าในจวนหลิน หญิงสาวที่เขากำลังนึกถึงกลับไม่ได้รอเขาอีกแล้ว

เย่วซินดับตะเกียงดวงหนึ่งลง แล้วหันกลับไปจัดการเอกสารของตนเองต่อ

นางไม่ได้ยินเสียงฝีเท้าของเขา

ไม่ได้รู้ว่าเขากำลังเสียใจหรือโกรธ

และไม่ได้คิดว่าความรู้สึกของเขาจะเป็นอย่างไรหลังจากอ่านหนังสือถอนหมั้น

เพราะเป็นครั้งแรกในรอบหนึ่งร้อยชีวิตที่นางตัดสินใจทำสิ่งหนึ่งโดยไม่ต้องถามตัวเองว่า

“หากเขารู้เข้า เขาจะเสียใจหรือไม่?”

นางถามเพียงว่า

“หากข้าไม่เลือกตัวเองในวันนี้ แล้วข้าจะเหลืออะไรให้ตัวเองอีก?”

และคำตอบนั้นก็ชัดเจนยิ่งกว่าครั้งไหน ๆ

นางจะไม่กลับไปเป็นหลินเย่วซินคนเดิมอีกแล้ว

ทว่าความสงบเพิ่งอยู่กับนางได้ไม่นาน เช้าวันถัดมา ข่าวเรื่องหนังสือถอนหมั้นก็แพร่ไปทั่วเมืองหลวง

และคนแรกที่มาถึงจวนหลิน ไม่ใช่เซียวจิ่งเหยียน

แต่เป็นหลินหว่านหนิง

หญิงสาวก้าวเข้ามาในห้องของมารดาด้วยใบหน้าซีดเผือด มือกำผ้าเช็ดหน้าแน่น

“ท่านแม่เจ้าคะ...พี่หญิงถอนหมั้นกับคุณชายเซียวจริงหรือ?”

ฮูหยินหลินวางถ้วยชาลง สีหน้าบ่งบอกถึงความไม่พอใจ

“แม่ก็เพิ่งได้ยินข่าว เรื่องนี้ต้องมีคนเข้าใจผิดแน่ เย่วซินคงยังโกรธจากเหตุการณ์วันก่อน จึงทำอะไรไม่คิดหน้าคิดหลัง”

หว่านหนิงก้มหน้าลง แต่ภายในใจกลับมีความรู้สึกซับซ้อนยากจะอธิบาย

การถอนหมั้นของเย่วซินควรเป็นเรื่องที่ทำให้ทุกคนหันมาเห็นใจนางมากขึ้น

แต่เหตุใดนางกลับไม่รู้สึกยินดีเลย?

หากเย่วซินไม่สนใจจิ่งเหยียนอีกแล้ว หากนางไม่คิดแข่งขัน ไม่คิดเรียกร้อง และไม่คิดแย่งชิงความรักจากใคร...

เช่นนั้นหว่านหนิงจะใช้สิ่งใดทำให้พี่สาวต้องถอยให้นางอีก?

หว่านหนิงเงยหน้าขึ้นช้า ๆ ดวงตาที่เคยอ่อนโยนมีประกายบางอย่างวูบผ่าน

“ท่านแม่เจ้าคะ ข้าอยากไปพบพี่หญิง”

นางยิ้มอ่อนหวาน

“ข้าอยากรู้ว่า...แท้จริงแล้วพี่หญิงกำลังคิดสิ่งใดอยู่กันแน่”

เพราะหากหลินเย่วซินเปลี่ยนไปจริง ๆ คนที่ควรหวาดกลัวที่สุด อาจไม่ใช่เซียวจิ่งเหยียนที่กำลังจะสูญเสียคู่หมั้น

แต่เป็นหลินหว่านหนิง ผู้ซึ่งเคยมั่นใจมาตลอดว่า ไม่ว่านางต้องการสิ่งใด สุดท้ายพี่สาวก็จะเป็นฝ่ายยอมให้นางเสมอ

จบตอนที่ 3

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel