ตอนที่ 2 บุตรสาวผู้ไม่ร้องไห้อีกต่อไป
ตอนที่ 2 บุตรสาวผู้ไม่ร้องไห้อีกต่อไป
เสียงฝนโปรยปรายลงบนชายคาเรือนหลินตั้งแต่ยามเช้า
หลินเย่วซินลืมตาขึ้นท่ามกลางกลิ่นยาสมุนไพรจาง ๆ ความเจ็บปวดจากการตกสระบัวยังคงหลงเหลืออยู่ในร่างกาย ทว่าความเจ็บปวดเหล่านั้นกลับเทียบไม่ได้เลยกับสิ่งที่นางจดจำได้เมื่อคืนก่อน
เก้าสิบเก้าชีวิต
เก้าสิบเก้าครั้งที่นางพยายามเป็นบุตรสาวที่ดี เป็นพี่สาวที่เสียสละ เป็นคู่หมั้นที่รู้ความ และเป็นคนที่ไม่เรียกร้องสิ่งใดจากผู้ใด
เก้าสิบเก้าครั้งที่นางยอมถอย เพื่อให้หลินหว่านหนิงได้ก้าวไปข้างหน้า
เก้าสิบเก้าครั้งที่นางเฝ้ารอว่า สักวันหนึ่ง คนในครอบครัวจะหันกลับมามองนางบ้าง
แต่สิ่งที่รอคอยมาตลอดกลับไม่เคยมาถึง
เย่วซินหลุบตาลง มองมือของตนเองซึ่งยังซีดเซียวจากพิษไข้ ก่อนยกขึ้นแตะมุมปากเบา ๆ
นางไม่ได้ร้องไห้
แม้หัวใจจะยังเจ็บ แม้ความทรงจำจะยังชัดเจนราวกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน แต่น้ำตาที่เคยไหลออกมาอย่างง่ายดายกลับไม่เหลืออีกแล้ว
ไม่ใช่เพราะนางไม่รู้สึกอะไร
แต่เพราะนางเข้าใจแล้วว่า น้ำตาของนางไม่เคยทำให้ใครเปลี่ยนใจ
“คุณหนู ท่านตื่นแล้วหรือเจ้าคะ?”
ชิงหลัว สาวใช้คนสนิท รีบวางถ้วยยาแล้วเข้ามาประคองนางด้วยสีหน้าห่วงใย
“เหตุใดไม่เรียกบ่าวเจ้าคะ หากท่านอยากได้สิ่งใดก็สั่งมาได้เลย”
“ข้าหิวน้ำ”
ชิงหลัวรีบรินน้ำอุ่นให้ หลังจากเย่วซินดื่มเสร็จ นางก็เหลือบมองอาหารเช้าที่วางอยู่บนโต๊ะ
มีเพียงโจ๊กขาวหนึ่งถ้วยกับเครื่องเคียงเล็กน้อย
“คุณหนู ท่านหมดสติไปทั้งคืน นายท่านส่งคนมาถามอาการแล้วเจ้าค่ะ แต่ฮูหยิน...” ชิงหลัวชะงัก สีหน้าไม่ค่อยดีนัก “ฮูหยินให้คนมาแจ้งว่า หากท่านฟื้นแล้ว ให้ไปขอโทษคุณหนูหว่านหนิงเสีย”
เย่วซินยกคิ้วขึ้นเล็กน้อย
เร็วเหลือเกิน
นางเพิ่งรอดชีวิตกลับมาจากสระบัว สิ่งแรกที่มารดานึกถึงกลับไม่ใช่อาการบาดเจ็บของนาง แต่เป็นความรู้สึกของบุตรสาวอีกคน
“หว่านหนิงเป็นอย่างไรบ้าง?”
“ได้ยินว่านางตกใจมากเจ้าค่ะ เมื่อคืนฮูหยินจึงให้นางพักอยู่ที่เรือนหลัก มีหมอไปตรวจอาการถึงสองครั้ง”
เย่วซินพยักหน้ารับ ไม่ได้แสดงความไม่พอใจ
ชิงหลัวเห็นเช่นนั้นกลับยิ่งร้อนใจ “คุณหนู ท่านไม่โกรธหรือเจ้าคะ? เมื่อวานทุกคนต่างเห็นว่าคุณหนูหว่านหนิงเป็นฝ่าย...”
“ชิงหลัว”
“เจ้าคะ?”
“ข้าอยากกินโจ๊กตอนที่ยังอุ่นอยู่”
ชิงหลัวชะงักคำพูดที่เหลือ ก่อนก้มหน้ารับคำ
เย่วซินตักโจ๊กขึ้นมาหนึ่งช้อน ค่อย ๆ กลืนลงไปทีละคำ
นางไม่จำเป็นต้องรีบแก้ต่างให้ตัวเองอีกแล้ว
หากคนเหล่านั้นตั้งใจเชื่อหว่านหนิง ต่อให้นางอธิบายจนเสียงแหบ พวกเขาก็จะหาข้ออ้างมาปกป้องอีกฝ่ายอยู่ดี
แต่ถ้าพวกเขาคิดว่านางจะยอมรับผิดเหมือนที่ผ่านมา...
คราวนี้ พวกเขาคงต้องผิดหวังแล้ว
ยามสาย ฮูหยินหลินก็มาถึงเรือนของเย่วซิน
นางสวมเสื้อคลุมสีม่วงอ่อน ใบหน้าแต่งแต้มอย่างประณีต ท่าทางสง่างามสมฐานะฮูหยินแห่งจวนหลิน ทว่าทันทีที่ก้าวเข้ามา สายตาของนางกลับกวาดผ่านบุตรสาวคนโตอย่างรวดเร็ว ก่อนหยุดลงที่ถ้วยยาบนโต๊ะ
“ไข้ลดแล้วหรือ?”
“เจ้าค่ะ”
“เช่นนั้นก็ดี”
คำถามจบลงเพียงเท่านั้น
ฮูหยินหลินนั่งลงบนเก้าอี้ข้างเตียง พลางเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูเหมือนกำลังอบรมเด็กดื้อ
“เรื่องในงานเลี้ยงเมื่อคืน แม่ไม่อยากให้กลายเป็นเรื่องใหญ่ หว่านหนิงเพิ่งกลับมาอยู่บ้าน นางยังไม่คุ้นเคยกับคนในจวน ยิ่งถูกคนมากมายจับตามองก็ยิ่งลำบากใจ เจ้าเป็นพี่สาว ควรเข้าใจนางให้มากหน่อย”
เย่วซินวางช้อนลงอย่างเบามือ
มาแล้ว
ถ้อยคำเดิม ๆ ที่นางได้ยินมาตลอดเก้าสิบเก้าชีวิต
เจ้าเป็นพี่สาว
เพราะเป็นพี่สาว นางจึงต้องอดทน
เพราะเป็นพี่สาว นางจึงต้องหลีกทาง
เพราะเป็นพี่สาว ต่อให้นางไม่ได้ทำผิด นางก็ต้องเป็นฝ่ายขอโทษเพื่อให้ทุกคนสบายใจ
เย่วซินเงยหน้าขึ้น มองมารดาด้วยสายตาสงบนิ่ง
“ท่านแม่ต้องการให้ข้าขอโทษนางหรือเจ้าคะ?”
ฮูหยินหลินขมวดคิ้วเล็กน้อย “แม่ไม่ได้บอกให้เจ้ารับผิดทั้งหมด เพียงแค่ไปพูดดี ๆ กับนางสักสองสามคำ เรื่องก็จะจบลง หว่านหนิงเป็นน้องสาวของเจ้า อีกทั้งเพิ่งกลับมาอยู่พร้อมหน้ากับครอบครัว นางย่อมต้องการความรักและการเอาใจใส่”
“แล้วข้าเล่าเจ้าคะ?”
คำถามนั้นเบาเสียจนแทบกลืนหายไปกับเสียงฝน
ฮูหยินหลินนิ่งงัน ก่อนขมวดคิ้วหนักกว่าเดิม “เจ้าหมายความว่าอย่างไร?”
“ข้าหมายความว่า หากการเสียสละเป็นหน้าที่ของพี่สาว เช่นนั้นเหตุใดความรักในครอบครัวจึงมีให้เฉพาะคนที่ร้องขอ?”
ภายในห้องเงียบสนิท
ชิงหลัวที่ยืนอยู่ด้านข้างถึงกับเงยหน้าขึ้นอย่างตกตะลึง นางไม่เคยได้ยินคุณหนูพูดกับฮูหยินด้วยน้ำเสียงเช่นนี้มาก่อน
ส่วนฮูหยินหลินนั้น ใบหน้าพลันเปลี่ยนสี
“เย่วซิน! เจ้ากำลังกล่าวโทษแม่หรือ?”
“ลูกเพียงถามเท่านั้นเจ้าค่ะ”
“แม่เลี้ยงดูเจ้ามาจนเติบใหญ่ ให้เจ้าได้ทุกสิ่งที่สมควรได้รับ เจ้ายังไม่พอใจอีกหรือ?”
เย่วซินนิ่งไปครู่หนึ่ง
ในชีวิตก่อน ๆ นางคงรีบอธิบาย คงรีบเอ่ยว่าตนไม่ได้หมายความเช่นนั้น คงกลัวว่ามารดาจะเสียใจจนไม่ยอมมองหน้านางอีก
แต่ตอนนี้ นางกลับเพียงมองสตรีตรงหน้าอย่างเงียบงัน
“ลูกไม่เคยคิดว่าตนได้รับทุกสิ่งเจ้าค่ะ”
นางเว้นจังหวะเล็กน้อย ก่อนกล่าวต่อ
“แต่ลูกก็ไม่เคยกล้าขอสิ่งใดมากไปกว่านี้เช่นกัน”
ฮูหยินหลินชะงัก
ชั่วขณะหนึ่ง นางรู้สึกเหมือนบุตรสาวตรงหน้ากลายเป็นคนแปลกหน้า ดวงตาคู่นั้นยังเป็นดวงตาเดิม ใบหน้ายังเป็นใบหน้าเดิม ทว่าความอ่อนน้อมและความกระวนกระวายที่เคยเห็นอยู่เสมอกลับหายไปหมดสิ้น
ไม่มีคำแก้ตัว
ไม่มีน้ำตา
ไม่มีแม้แต่ความพยายามจะประจบเอาใจ
“เจ้า...” ฮูหยินหลินสูดลมหายใจ “แม่เพียงอยากให้พี่น้องรักใคร่กัน ไม่อยากเห็นพวกเจ้าทะเลาะกัน”
“ลูกก็ไม่อยากทะเลาะเจ้าค่ะ”
เย่วซินตอบอย่างราบเรียบ
“เรื่องเมื่อคืนจบแล้ว ลูกจะไม่กล่าวถึงอีก”
ฮูหยินหลินดูผ่อนคลายลงทันทีเมื่อได้ยินคำว่า จบแล้ว นางเข้าใจว่าบุตรสาวยอมอ่อนข้อในที่สุด จึงกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงเล็กน้อย
“ดี เช่นนั้นบ่ายนี้เจ้าก็ไปพบหว่านหนิง พูดกับนางให้เรียบร้อย...”
“แต่ลูกจะไม่ขอโทษเจ้าค่ะ”
รอยยิ้มบนใบหน้าฮูหยินหลินแข็งค้าง
เย่วซินยังคงมีสีหน้าเรียบเฉย
“ลูกบอกแล้วว่าเรื่องจบแล้ว ไม่จำเป็นต้องนำกลับมาพูดซ้ำ และลูกก็หวังว่าจากนี้ไป จะไม่มีใครนำเรื่องนี้มาบังคับให้ลูกยอมรับผิดอีก”
“หลินเย่วซิน!”
ฮูหยินหลินตบโต๊ะดังปัง
“เจ้าเห็นแม่อยู่ในสายตาหรือไม่? หว่านหนิงเป็นน้องสาวแท้ ๆ ของเจ้า นางเพิ่งกลับมา เจ้าควรเป็นฝ่ายดูแลนาง ไม่ใช่ตั้งแง่ใส่นางเช่นนี้!”
เย่วซินมองมือของมารดาที่วางอยู่บนโต๊ะ แล้วค่อย ๆ เลื่อนสายตากลับขึ้นมา
“ลูกไม่เคยห้ามท่านแม่รักนางเจ้าค่ะ”
คำพูดนั้นทำให้ฮูหยินหลินนิ่งไป
“ท่านแม่จะมอบสิ่งใดให้นาง ลูกก็ไม่ขัดขวาง จะให้ความสำคัญกับนางมากเพียงใด ลูกก็ไม่มีสิทธิ์ห้าม แต่โปรดอย่าบอกลูกอีกเลยว่า เพราะลูกเป็นพี่สาว ลูกจึงต้องยอมทุกอย่าง”
เย่วซินยกมือจัดผ้าห่มบนตักอย่างใจเย็น
“ลูกเองก็เป็นบุตรสาวของท่านเช่นกัน”
เพียงประโยคเดียว กลับทำให้ฮูหยินหลินไม่อาจตอบโต้ได้ในทันที
นางอยากตำหนิบุตรสาวว่าอกตัญญู อยากบอกว่าเย่วซินใจแคบและริษยาน้องสาว ทว่าคำพูดเหล่านั้นกลับติดอยู่ในลำคอ
เพราะไม่ว่าอย่างไร เย่วซินก็ไม่ได้กล่าวคำหยาบแม้แต่คำเดียว
นางเพียงถามถึงสิ่งที่มารดาไม่เคยคิดจะอธิบาย
ท้ายที่สุด ฮูหยินหลินจึงลุกขึ้นด้วยความขุ่นเคือง
“ดี! ในเมื่อเจ้าคิดว่าตนเองไม่ได้รับความเป็นธรรม แม่ก็จะไม่พูดกับเจ้าอีก รอให้เจ้าหายดีแล้วค่อยออกจากเรือน อย่าทำให้คนอื่นต้องเป็นห่วงเพราะเรื่องไร้สาระเช่นนี้อีก!”
เย่วซินก้มศีรษะเล็กน้อย
“ลูกน้อมส่งท่านแม่เจ้าค่ะ”
ไม่มีคำรั้ง
ไม่มีการรีบลุกตาม
แม้แต่ตอนที่ฮูหยินหลินเดินพ้นประตูไปแล้ว เย่วซินก็ไม่ได้มองตาม
ท่าทีเช่นนั้นกลับทำให้ฮูหยินหลินรู้สึกหงุดหงิดยิ่งกว่าเดิม
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา บุตรสาวคนโตมักจะตามมางอนง้อเสมอ ต่อให้ถูกตำหนิเพียงใด สุดท้ายก็จะหาทางกลับมาพูดคุยกับนาง
แต่วันนี้...
เหตุใดเย่วซินจึงดูไม่สนใจเลยแม้แต่น้อย?
ข่าวเรื่องที่เย่วซินปฏิเสธจะขอโทษหว่านหนิงแพร่ไปทั่วจวนหลินอย่างรวดเร็ว
ในยามบ่าย หลินจื่อเฉินก็มาเยือน
เขาเป็นพี่ชายที่เย่วซินเคยเคารพมากที่สุด เป็นคนที่นางเคยคิดว่า ต่อให้ทุกคนไม่เข้าใจ อย่างน้อยพี่ชายก็จะรับฟังเหตุผลของนาง
แต่ในเก้าสิบเก้าชีวิตที่ผ่านมา ความหวังนั้นกลับทำให้นางเจ็บปวดซ้ำแล้วซ้ำเล่า
จื่อเฉินยืนอยู่หน้าประตู สีหน้าบ่งบอกชัดเจนว่าไม่ได้มาด้วยความห่วงใย
“ข้าได้ยินจากท่านแม่แล้ว”
เย่วซินกำลังอ่านหนังสืออยู่ริมหน้าต่าง นางไม่รีบร้อนวางมันลง เพียงตอบว่า
“เช่นนั้นหรือเจ้าคะ”
“เจ้าพูดกับท่านแม่เช่นนั้นได้อย่างไร? ท่านแม่หวังดีต่อเจ้า เจ้าไม่ควรทำให้นางเสียใจเพียงเพราะเรื่องเล็กน้อย”
เย่วซินพลิกหน้าหนังสือ
“พี่ชายคิดว่าเรื่องเล็กน้อยหรือเจ้าคะ?”
“ก็แค่ให้เจ้าไปขอโทษหว่านหนิงสักคำ เหตุใดจึงยากเย็นนัก?”
“หากเป็นเช่นนั้น เหตุใดพี่ชายไม่ไปขอโทษนางแทนข้าเล่าเจ้าคะ?”
จื่อเฉินชะงัก สีหน้าพลันเย็นชา
“เจ้าอย่ามาพูดจาประชดประชัน!”
“ลูกเพียงสงสัยว่า ในเมื่อทุกคนต้องการให้เรื่องจบลง เหตุใดจึงต้องเป็นข้าที่ก้มศีรษะอยู่เสมอ”
“เพราะเจ้าเป็นพี่สาว!”
คำตอบนั้นหลุดออกมาอย่างรวดเร็ว ราวกับเป็นเหตุผลที่ไม่จำเป็นต้องคิดให้มากความ
เย่วซินเงยหน้าขึ้นมองเขา
นางเคยได้ยินคำนี้มาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน
ในชีวิตที่สิบสาม จื่อเฉินเคยแย่งของขวัญวันเกิดที่บิดามอบให้นางไปให้หว่านหนิง เพราะคิดว่าน้องสาวเพิ่งกลับบ้านจึงควรได้รับสิ่งที่ดีที่สุด
ในชีวิตที่สามสิบเจ็ด เขาเคยตำหนินางต่อหน้าแขกเหรื่อ เพียงเพราะหว่านหนิงร้องไห้หลังจากถูกนางปฏิเสธไม่ให้ยืมปิ่นหยกประจำตระกูล
ในชีวิตที่หกสิบสอง เขาเคยบอกนางว่า หากรักครอบครัวจริง ก็ไม่ควรเรียกร้องให้ใครเลือกข้าง
และในชีวิตที่เก้าสิบเก้า เขาเป็นคนแรกที่กล่าวหาว่านางกลั่นแกล้งหว่านหนิง ทั้งที่ยังไม่ได้ฟังคำอธิบายแม้แต่ประโยคเดียว
ทุกครั้ง นางพยายามทำให้เขาเข้าใจ
ทุกครั้ง นางคิดว่าหากตนเองอดทนมากขึ้น เขาอาจมองเห็นความจริง
แต่วันนี้ เย่วซินเพียงยิ้มบาง ๆ
“พี่ชายพูดถูกเจ้าค่ะ ข้าเป็นพี่สาว”
จื่อเฉินมีสีหน้าพอใจขึ้นเล็กน้อย คิดว่าในที่สุดนางก็ยอมรับเหตุผล
ทว่าเย่วซินกลับปิดหนังสือลง ก่อนกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
“แต่การเป็นพี่สาว ไม่ได้หมายความว่าข้าต้องยอมให้ผู้อื่นใส่ร้ายได้ตามใจ”
รอยยิ้มบนใบหน้าจื่อเฉินหายไปทันที
“เจ้ากล่าวหาว่าหว่านหนิงใส่ร้ายเจ้าอย่างนั้นหรือ?”
“ข้าไม่ได้กล่าวชื่อผู้ใดเจ้าค่ะ”
“หลินเย่วซิน!”
“พี่ชาย หากท่านเชื่อว่านางไม่ได้ทำผิด ท่านก็ไม่จำเป็นต้องกังวลกับคำพูดของข้า”
เย่วซินหยิบหนังสือขึ้นมาอีกครั้ง
“ข้าต้องพักผ่อนแล้ว เชิญพี่ชายกลับเถิดเจ้าค่ะ”
จื่อเฉินยืนแข็งทื่ออยู่ที่เดิม
เขาไม่คุ้นเคยกับเย่วซินเช่นนี้เลย
นางไม่ร้องไห้ ไม่โต้เถียงยืดยาว ไม่พยายามอธิบายให้เขาเข้าใจเหมือนทุกครั้ง และยิ่งไม่ขอร้องให้เขาเชื่อใจนาง
ที่สำคัญที่สุด นางไม่ได้มองเขาด้วยสายตาของคนที่กำลังรอความรักจากพี่ชายอีกต่อไป
จื่อเฉินเดินออกจากห้องด้วยความขุ่นเคือง แต่เมื่อพ้นประตูไปแล้ว เขากลับอดหันมามองไม่ได้
เย่วซินยังคงนั่งอ่านหนังสืออยู่ริมหน้าต่าง
ราวกับการจากไปของเขาไม่มีความหมายใดเลย
ยามเย็น หลินหว่านหนิงมาหาเย่วซินด้วยตนเอง
นางสวมกระโปรงสีชมพูอ่อน ใบหน้าขาวสะอาด ดวงตาคู่งามมีร่องรอยอ่อนล้า ราวกับยังตกใจจากเหตุการณ์เมื่อคืนไม่หาย
เมื่อเห็นเย่วซิน นางก็รีบเดินเข้ามา
“พี่หญิง ท่านหายดีแล้วหรือเจ้าคะ? ข้าเป็นห่วงท่านมากจริง ๆ เมื่อคืนข้าแทบไม่ได้นอนเลย...”
คำพูดเต็มไปด้วยความห่วงใย แต่สายตากลับเหลือบมองชิงหลัวซึ่งกำลังรินชาอยู่ข้าง ๆ ราวกับต้องการให้มีพยานรับรู้ถึงความใจกว้างของตน
เย่วซินวางหนังสือลง
“ขอบใจที่เป็นห่วง”
หว่านหนิงชะงักเล็กน้อย
นางเตรียมใจไว้แล้วว่าเย่วซินอาจโกรธ อาจตำหนิ หรืออาจกล่าวหาว่านางเป็นต้นเหตุของเรื่องทั้งหมด
แต่การตอบรับอย่างเรียบง่ายเช่นนี้กลับทำให้นางไม่รู้ว่าจะพูดอะไรต่อ
“พี่หญิง...” หว่านหนิงบีบผ้าเช็ดหน้าในมือ “หากเมื่อคืนข้าทำสิ่งใดให้ท่านไม่พอใจ ข้าขอโทษนะเจ้าคะ ข้าเพียงไม่อยากให้พี่หญิงเกลียดข้า ข้าอยากให้พวกเราอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข”
เย่วซินมองนางอยู่ครู่หนึ่ง
ภาพตรงหน้าซ้อนทับกับความทรงจำมากมาย
หว่านหนิงในแต่ละชีวิตล้วนมีวิธีทำให้ผู้อื่นสงสารนางแตกต่างกันไป บางครั้งเป็นน้ำตา บางครั้งเป็นความเงียบ บางครั้งเป็นการยอมรับผิดเพียงครึ่งเดียว เพื่อให้คนอื่นรีบเข้ามาปลอบโยนและหันไปตำหนิเย่วซินแทน
นางเคยริษยาความสามารถนั้น
เคยเกลียดตัวเองที่ไม่อ่อนหวานเท่าน้องสาว ไม่รู้จักทำให้ผู้อื่นเอ็นดู ไม่รู้จักร้องไห้ในเวลาที่เหมาะสม
แต่ตอนนี้ นางไม่คิดจะเปรียบเทียบตัวเองกับหว่านหนิงอีกแล้ว
“ข้าไม่เกลียดเจ้า”
หว่านหนิงเงยหน้าขึ้น ดวงตาเป็นประกายอย่างโล่งใจ
“จริงหรือเจ้าคะ?”
“จริง”
เย่วซินยิ้มบาง ๆ
“และข้าก็ไม่คิดจะพูดถึงเรื่องเมื่อคืนอีก”
หว่านหนิงคลายมือที่กำผ้าเช็ดหน้า แต่ความยินดีนั้นอยู่ได้เพียงชั่วครู่
เพราะเย่วซินกล่าวต่อว่า
“ดังนั้น เจ้าไม่จำเป็นต้องมาขอโทษข้า ไม่จำเป็นต้องอธิบาย และไม่จำเป็นต้องกังวลว่าข้าจะคิดอย่างไรกับเจ้า ต่อจากนี้เราต่างคนต่างใช้ชีวิตของตนเองก็พอ”
รอยยิ้มของหว่านหนิงค่อย ๆ แข็งค้าง
นี่ไม่ใช่สิ่งที่นางต้องการ
นางต้องการให้เย่วซินโกรธ เพื่อที่นางจะได้เป็นฝ่ายใจกว้าง ต้องการให้เย่วซินแสดงความไม่พอใจ เพื่อที่มารดาและพี่ชายจะมีเหตุผลเข้าข้างนาง
แต่เย่วซินกลับไม่ยอมเล่นตามบทที่นางวางไว้
“พี่หญิง ท่านหมายความว่า...ท่านไม่อยากสนิทกับข้าแล้วหรือเจ้าคะ?”
“ข้าไม่ได้พูดเช่นนั้น”
“แต่ท่าน...”
“หว่านหนิง”
เย่วซินเรียกชื่ออีกฝ่ายเป็นครั้งแรกด้วยน้ำเสียงที่ยังคงสุภาพ ทว่าทำให้หว่านหนิงต้องหยุดพูด
“เจ้าไม่จำเป็นต้องทำให้ข้าพอใจ และข้าก็ไม่จำเป็นต้องทำให้เจ้าพอใจเช่นกัน เราเป็นพี่น้องกันก็จริง แต่ไม่ได้หมายความว่าเราต้องคิดเหมือนกัน หรือจำเป็นต้องแข่งขันกันเพื่อให้ใครสักคนรักมากกว่าอีกฝ่าย”
หว่านหนิงเม้มริมฝีปาก
คำพูดนี้ฟังดูไม่มีอะไรผิด แต่กลับเหมือนมีบางสิ่งกำลังหลุดออกจากมือของนาง
ที่ผ่านมา เย่วซินมักเป็นฝ่ายพยายามรักษาความสัมพันธ์ ต่อให้นางทำให้อีกฝ่ายเสียใจเพียงใด เย่วซินก็จะกลับมาหาเสมอ
แต่หากเย่วซินไม่ต้องการความสัมพันธ์นั้นอีกแล้ว...
นางจะใช้สิ่งใดควบคุมอีกฝ่าย?
“พี่หญิง ท่านเปลี่ยนไปมากจริง ๆ”
หว่านหนิงพึมพำ เสียงอ่อนลงจนฟังคล้ายตัดพ้อ
เย่วซินสบตานาง
“คนเราย่อมเปลี่ยนไปได้”
“เพราะข้าหรือเจ้าคะ?”
“ไม่ใช่”
เย่วซินตอบโดยไม่ลังเล
“เพราะข้าเองต่างหาก”
คำตอบนั้นทำให้หว่านหนิงพูดไม่ออก
นางนั่งต่ออีกครู่หนึ่ง ก่อนลุกขึ้นด้วยสีหน้าเศร้าสร้อยตามเดิม
“เช่นนั้นข้าจะไม่รบกวนพี่หญิงแล้ว ขอให้ท่านพักผ่อนให้มากนะเจ้าคะ”
เย่วซินพยักหน้า
“เดินทางดี ๆ”
เมื่อหว่านหนิงก้าวออกจากห้อง รอยยิ้มอ่อนหวานบนใบหน้าก็จางหายไปทันที
มือที่ซ่อนอยู่ในแขนเสื้อกำแน่นจนผ้าเช็ดหน้ายับยู่ยี่
ไม่เหมือนเดิม
เย่วซินไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว
นางไม่โต้เถียง ไม่ร้องไห้ ไม่พยายามแย่งความรักจากใคร และไม่แม้แต่จะสนใจว่านางกำลังแสดงท่าทีเช่นไร
คนที่เคยต้องใช้ความพยายามเพียงเล็กน้อยก็ทำให้เย่วซินเสียใจได้ กลับมองนางราวกับเป็นเพียงคนแปลกหน้า
ความรู้สึกเช่นนั้นทำให้หว่านหนิงอึดอัดยิ่งกว่าการถูกตำหนิเสียอีก
นางเคยคิดว่าตราบใดที่ตนเองร้องไห้ คนทั้งจวนก็จะหันมาปลอบโยน
แต่ถ้าวันหนึ่งเย่วซินไม่สนใจน้ำตาของนางอีกต่อไปเล่า?
หว่านหนิงกัดริมฝีปาก ก่อนเดินเร็วขึ้นโดยไม่หันกลับไปมอง
นางต้องรู้ให้ได้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเย่วซิน
และนางจะไม่ยอมให้พี่สาวคนนี้เปลี่ยนไปจนหลุดพ้นจากการควบคุมของนางอย่างเด็ดขาด
คืนนั้น เย่วซินนั่งอยู่หน้าโต๊ะเขียนหนังสือ
ตะเกียงให้แสงสีอำพันส่องลงบนกระดาษที่วางอยู่ตรงหน้า
ชิงหลัวเพิ่งนำหมึกมาเติมให้ เมื่อเห็นว่าคุณหนูยังไม่พักผ่อน จึงอดถามไม่ได้
“คุณหนู ท่านกำลังเขียนอะไรหรือเจ้าคะ?”
เย่วซินวางพู่กันลงเล็กน้อย
บนกระดาษมีข้อความสั้น ๆ เพียงไม่กี่บรรทัด แต่ทุกตัวอักษรเขียนอย่างมั่นคง
หนังสือถอนหมั้น
ชิงหลัวเบิกตากว้าง
“คุณหนู! นี่คือ...หนังสือถอนหมั้นกับคุณชายเซียวหรือเจ้าคะ?”
“อืม”
“แต่คุณชายเซียวเป็นคู่หมั้นของท่านนะเจ้าคะ! หากถอนหมั้น เรื่องนี้จะต้องแพร่ไปทั่วเมืองหลวง อีกทั้งนายท่านกับฮูหยินอาจไม่ยินยอม...”
“ข้ารู้”
เย่วซินหยิบพู่กันขึ้นมาอีกครั้ง
“ข้ารู้ดีว่าการถอนหมั้นหมายถึงอะไร”
นางรู้ดียิ่งกว่าใคร
เพราะในเก้าสิบเก้าชีวิตที่ผ่านมา นางเคยพยายามรักษาความสัมพันธ์นี้ไว้ด้วยทุกสิ่งที่มี
เคยรอเซียวจิ่งเหยียนกลับจากภารกิจจนค่ำมืด เคยจดจำสิ่งที่เขาชอบและไม่ชอบ เคยช่วยเขาจัดการเรื่องยุ่งยากโดยไม่หวังคำขอบคุณ และเคยเชื่อว่า หากนางอดทนมากพอ สักวันหนึ่งเขาจะมองเห็นความรักของนาง
แต่สิ่งที่นางได้รับกลับเป็นเพียงความคุ้นชิน
เขาคุ้นเคยกับการมีนางอยู่ข้างกาย จนคิดว่านางจะไม่มีวันจากไป
คุ้นเคยกับการที่นางเป็นฝ่ายยอม จนไม่เคยคิดว่าตนเองจำเป็นต้องอธิบาย
และคุ้นเคยกับการปกป้องหว่านหนิง จนไม่เคยแม้แต่จะถามว่านางเจ็บปวดเพียงใด
ในชีวิตที่เก้าสิบเก้า เขาเป็นคนพาหว่านหนิงเดินจากไป ทิ้งให้นางยืนอยู่ท่ามกลางสายตาตำหนิของผู้คน
เขาไม่ถามว่านางถูกผลักหรือไม่
ไม่ถามว่านางมีบาดแผลตรงไหน
ไม่ถามแม้กระทั่งว่าเหตุใดนางจึงดูสิ้นหวังถึงเพียงนั้น
เพราะเขาเชื่ออยู่แล้วว่า นางจะให้อภัยเขาในที่สุด
เย่วซินมองตัวอักษรบนกระดาษ แล้วหัวเราะเบา ๆ โดยไร้ความขบขัน
“ชิงหลัว เจ้าคิดว่าคนเราต้องรักใครสักคนไปตลอดชีวิตหรือไม่?”
สาวใช้ส่ายหน้าอย่างไม่แน่ใจ
“บ่าวไม่ทราบเจ้าค่ะ แต่หากรักใครมาก บ่าวก็คงยากที่จะตัดใจ”
“ข้าก็เคยคิดเช่นนั้น”
เย่วซินกล่าวเสียงเบา
“ข้าเคยคิดว่าความรักคือการอดทน คือการให้อภัย และคือการอยู่ตรงนั้นเสมอ ไม่ว่าอีกฝ่ายจะทำร้ายเรามากเพียงใด”
นางหยุดไปครู่หนึ่ง
“แต่ความรักที่ต้องแลกด้วยการลดคุณค่าของตัวเองทุกวัน...บางทีอาจไม่ใช่สิ่งที่ควรรักษาไว้ตั้งแต่แรก”
ชิงหลัวก้มหน้าลง ดวงตาแดงก่ำ
“คุณหนู...”
“ไม่ต้องร้องไห้แทนข้า”
เย่วซินเอื้อมมือแตะหลังมือของสาวใช้เบา ๆ
“ข้าไม่ได้เสียใจจนทนไม่ไหวอีกแล้ว”
นางกล่าวเช่นนั้นอย่างสงบ แม้ในส่วนลึกของหัวใจจะยังมีความทรงจำที่เจ็บปวดหลงเหลืออยู่
การตัดใจไม่ใช่เรื่องที่ทำได้ภายในคืนเดียว
และนางก็ไม่ได้กลายเป็นคนไร้ความรู้สึกเพียงเพราะจำความเจ็บปวดทั้งหมดได้
นางยังคงเจ็บเมื่อคิดถึงสิ่งที่เคยสูญเสีย ยังรู้สึกขมขื่นเมื่อระลึกถึงความไม่เป็นธรรม และยังมีความปรารถนาที่จะให้คนเหล่านั้นได้รู้ว่า สิ่งที่พวกเขาเคยทำกับนางไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย
แต่ครั้งนี้ นางจะไม่แก้แค้นด้วยการร้องขอให้ใครยอมรับความเจ็บปวดของนางอีกแล้ว
นางจะใช้ชีวิตของตัวเองให้ดี
จะไม่เปิดโอกาสให้ผู้ใดเหยียบย่ำศักดิ์ศรีของนางได้ตามใจ
และหากวันหนึ่งคนเหล่านั้นต้องเผชิญกับผลของการกระทำตนเอง นางก็จะไม่ยื่นมือเข้าไปช่วยเพียงเพราะยังรักพวกเขา
นั่นไม่ใช่ความโหดร้าย
แต่เป็นสิ่งที่พวกเขาควรได้รับจากคนที่พวกเขาไม่เคยคิดจะทะนุถนอม
เย่วซินลงนามท้ายหนังสือถอนหมั้น ก่อนพับกระดาษอย่างเรียบร้อย
“พรุ่งนี้ ส่งคนไปเชิญคุณชายเซียวมาพบข้า”
ชิงหลัวสูดลมหายใจเข้า
“คุณหนู ท่านตัดสินใจแล้วจริง ๆ หรือเจ้าคะ?”
เย่วซินมองเปลวไฟในตะเกียง
“ตัดสินใจตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว”
ตั้งแต่วินาทีที่จมลงใต้สระบัว นางก็ได้เข้าใจว่าตนเองไม่อาจใช้ชีวิตเช่นเดิมต่อไปได้อีก
ชีวิตนี้ไม่ใช่โอกาสให้นางกลับไปแก้ตัวกับคนเดิม ๆ
แต่เป็นโอกาสสุดท้ายที่นางจะไม่ทรยศตัวเองอีก
ในเวลาเดียวกัน ณ เรือนของเซียวจิ่งเหยียน
ชายหนุ่มกำลังอ่านจดหมายที่เพิ่งได้รับจากจวนหลิน
ผู้ส่งแจ้งเพียงว่า หลินเย่วซินฟื้นจากอาการป่วยแล้ว และต้องการพบเขาในวันรุ่งขึ้น
จิ่งเหยียนวางจดหมายลง ก่อนขมวดคิ้วเล็กน้อย
นับตั้งแต่เหตุการณ์ในงานเลี้ยง เขายังไม่ได้ไปเยี่ยมเย่วซินเลย
ไม่ใช่ว่าเขาไม่รู้ว่านางตกลงไปในสระบัว
แต่เขาคิดว่าเรื่องคงไม่ร้ายแรงนัก อีกทั้งหว่านหนิงยังขวัญเสีย เขาจึงเห็นว่าควรดูแลนางก่อน
เย่วซินย่อมเข้าใจ
อย่างน้อย ในความคิดของเขา นางก็ควรเข้าใจ
หลายปีที่ผ่านมา ไม่ว่าเขาจะทำสิ่งใด เย่วซินก็มักเป็นฝ่ายยอมลงให้ก่อนเสมอ ต่อให้โกรธ นางก็จะกลับมาหาเขาในที่สุด
จิ่งเหยียนจึงไม่เคยคิดว่าความสัมพันธ์ของพวกเขาจะมีวันเปลี่ยนแปลง
เขาหยิบจดหมายขึ้นมาอ่านอีกครั้ง พลางพึมพำว่า
“พรุ่งนี้ค่อยไปดูนางก็แล้วกัน”
เขาไม่รู้เลยว่า คราวนี้หญิงสาวที่รอเขามาตลอดเก้าสิบเก้าชีวิตไม่ได้เรียกเขาไปเพื่อขอคำอธิบาย
ไม่ได้เรียกเขาไปเพื่อคืนดี
และไม่ได้เรียกเขาไปเพื่อขอให้เขารักนางอีกสักครั้ง
นางเพียงต้องการมอบสิ่งหนึ่งให้เขา
สิ่งที่เขาไม่เคยคิดว่าจะได้รับจากหลินเย่วซิน
หนังสือถอนหมั้น
และเมื่อเขาได้เห็นมันในวันรุ่งขึ้น ทุกอย่างที่เขาเคยเชื่อมั่นมาตลอดว่าไม่มีวันเปลี่ยนแปลง กำลังจะพังทลายลงต่อหน้าต่อตา
จบตอนที่ 2
