บท
ตั้งค่า

ตอนที่ 1 สระบัวแห่งชีวิตที่ร้อย

ตอนที่ 1 สระบัวแห่งชีวิตที่ร้อย

เสียงพิณขับกล่อมแผ่วหวานไปทั่วศาลารับรองของจวนหลิน โคมแดงแขวนเรียงรายใต้ชายคา แสงเทียนสะท้อนถ้วยสุราหยกและจานอาหารเลิศรส แขกเหรื่อในงานต่างสนทนากันอย่างครึกครื้น บรรยากาศชื่นมื่นสมกับเป็นงานเลี้ยงต้อนรับคุณหนูแท้ ๆ ที่เพิ่งกลับคืนสู่ตระกูลหลังพลัดพรากมานานหลายปี

ทว่าไม่มีผู้ใดสังเกตเห็นว่า สตรีในชุดกระโปรงสีฟ้าอ่อนซึ่งนั่งอยู่ริมสุดของโต๊ะ กำลังถูกความเงียบเหงากัดกินหัวใจทีละน้อย

หลินเย่วซินวางตะเกียบลงอย่างแผ่วเบา

วันนี้เป็นวันเกิดครบรอบสิบแปดปีของนางเช่นกัน

แต่ไม่มีผู้ใดกล่าวถึงมัน

ไม่มีแม้แต่คำอวยพรจากมารดาที่เคยกอดนางไว้แนบอก ไม่มีของขวัญจากพี่ชายที่เคยวิ่งฝ่าหิมะไปซื้อขนมให้นาง และไม่มีคำกระซิบจากคู่หมั้นที่เคยสัญญาว่าจะอยู่เคียงข้างนางตลอดไป

เพราะวันนี้ ทั้งจวนหลินมีเพียงคนเดียวที่สมควรได้รับความรัก

หลินหว่านหนิง

บุตรสาวแท้ ๆ ผู้พลัดพรากจากครอบครัวไปตั้งแต่ยังเยาว์วัย

ส่วนหลินเย่วซิน บุตรสาวบุญธรรมที่พวกเขาเลี้ยงดูมาสิบกว่าปี กลับกลายเป็นเพียงส่วนเกินที่ไม่มีใครอยากเอ่ยถึง

“พี่หญิง ท่านไม่ชอบขนมที่ข้าเลือกให้หรือเจ้าคะ?”

เสียงหวานใสดังขึ้นข้างกาย

เย่วซินเงยหน้า หลินหว่านหนิงกำลังยืนอยู่ตรงหน้านาง ในมือถือตลับขนมลายดอกไม้ ใบหน้าแต่งแต้มด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน ทว่าสายตาคู่นั้นกลับแฝงความท้าทายบางอย่างที่คนอื่นมองไม่เห็น

“ข้าเพียงยังไม่หิว” เย่วซินตอบเรียบ ๆ

“เช่นนั้นหรือเจ้าคะ...” หว่านหนิงก้มหน้าลงเล็กน้อย “ข้าตั้งใจเลือกให้ท่านโดยเฉพาะ คิดว่าท่านคงชอบเสียอีก”

พูดจบ นางก็ยื่นตลับขนมมาตรงหน้า

เย่วซินยังไม่ทันเอื้อมมือรับ หว่านหนิงก็พลันสะดุ้ง ราวกับถูกผลักอย่างแรง ตลับขนมหลุดจากมือ กระแทกพื้นจนขนมกระจัดกระจายไปทั่ว

เสียงพูดคุยในงานเลี้ยงพลันเงียบลง

“อ๊ะ!”

หว่านหนิงถอยหลังสองก้าว น้ำตาเอ่อคลออย่างรวดเร็ว ก่อนจะทรุดตัวลงนั่งกับพื้น

“พี่หญิง... เหตุใดท่านจึงทำเช่นนี้กับข้า?”

เย่วซินนิ่งงัน

นางยังไม่ได้แตะต้องอีกฝ่ายด้วยซ้ำ

“ข้าเพียงอยากนำขนมมาให้ท่าน เหตุใดท่านจึงต้องโกรธข้าถึงเพียงนี้ด้วยเจ้าคะ?”

น้ำเสียงสั่นเครือของหว่านหนิงดึงดูดสายตาจากแขกทั้งงานได้อย่างสมบูรณ์แบบ

“ข้าไม่ได้...”

“หว่านหนิง!”

เสียงของหลินฮูหยินดังแทรกขึ้นอย่างร้อนรน

สตรีวัยกลางคนรีบก้าวเข้ามาประคองบุตรสาวแท้ ๆ ไว้ในอ้อมแขน มือหนึ่งลูบแผ่นหลัง อีกมือเช็ดน้ำตาบนแก้มให้อย่างทะนุถนอม

“เจ็บตรงไหนหรือไม่ลูก? ผู้ใดรังแกเจ้า บอกแม่มา!”

หว่านหนิงส่ายหน้า น้ำตาหยดหนึ่งไหลลงบนหลังมือของมารดา

“ท่านแม่ อย่าตำหนิพี่หญิงเลยเจ้าค่ะ ข้าอาจทำสิ่งใดไม่ถูกใจนางเอง ข้าไม่ควรกลับมาแย่งความรักจากนางเลย...”

เพียงประโยคเดียว บรรยากาศในงานก็เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง

สายตาหลายคู่หันมาจับจ้องเย่วซิน บางคนส่ายหน้า บางคนกระซิบกระซาบ ขณะที่หลินฮูหยินกอดหว่านหนิงแน่นขึ้น ราวกับกำลังปกป้องลูกนกที่บาดเจ็บจากพายุร้าย

“เย่วซิน!” หลินฮูหยินหันมาตวาด “เจ้าทำเกินไปแล้ว! หว่านหนิงเพิ่งกลับมา นางพยายามเข้าหาเจ้าด้วยความจริงใจ เหตุใดเจ้าจึงยังไม่ยอมปล่อยวางเสียที?”

เย่วซินมองสตรีที่นางเรียกว่ามารดามาสิบกว่าปี

ครั้งหนึ่ง นางเคยป่วยหนักจนแทบสิ้นสติ หลินฮูหยินเฝ้าไข้ตลอดคืน กุมมือนางแล้วร้องไห้ บอกว่าจะไม่มีวันยอมให้ผู้ใดทำร้ายนาง

ตอนนั้นนางเชื่อทุกถ้อยคำ

เชื่อจนกระทั่งวันนี้

“ท่านแม่...” เย่วซินเอ่ยเสียงเบา “ท่านเห็นหรือเจ้าคะว่าข้าผลักนาง?”

หลินฮูหยินชะงักไปชั่วขณะ ก่อนขมวดคิ้ว

“หว่านหนิงจะใส่ร้ายเจ้าไปเพื่ออะไร?”

คำถามนั้นเปรียบเสมือนมีดบาง ๆ ที่กรีดผ่านหัวใจของเย่วซินอย่างแม่นยำ

นั่นสินะ

หว่านหนิงจะใส่ร้ายนางไปเพื่ออะไร?

เพราะในสายตาของมารดา ต่อให้หว่านหนิงโกหก ก็ย่อมต้องมีเหตุผลที่น่าเห็นใจ ส่วนเย่วซิน ต่อให้พูดความจริง ก็อาจเป็นเพียงข้อแก้ตัวของคนริษยา

นางเม้มริมฝีปาก พยายามกลืนความขมขื่นลงไป

“ข้าเข้าใจแล้วเจ้าค่ะ”

“เข้าใจแล้วก็ขอโทษน้องเสีย!” หลินจื่อเฉินซึ่งยืนอยู่ข้างโต๊ะกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงเข้มงวด “เจ้าเป็นพี่สาว ควรรู้จักยับยั้งชั่งใจบ้าง หว่านหนิงเพิ่งกลับบ้าน เจ้ายังจะให้นางต้องอยู่อย่างหวาดระแวงอีกหรือ?”

เย่วซินหันไปมองพี่ชาย

ชายหนุ่มผู้นี้เคยเป็นคนที่รักนางมากที่สุด

ครั้งหนึ่ง เขาเคยสอนนางยิงธนู เคยแบกนางข้ามลำธาร และเคยยืนขวางหน้าบิดาเพื่อปกป้องนางจากคำตำหนิ

แต่บัดนี้ เขากลับยืนอยู่ข้างหว่านหนิงโดยไม่แม้แต่จะถามนางสักคำ

“พี่ใหญ่ ท่านก็คิดว่าข้าเป็นคนทำหรือเจ้าคะ?”

จื่อเฉินขมวดคิ้ว สีหน้าฉายความไม่พอใจ

“หากเจ้าไม่ได้ทำ เหตุใดจึงไม่ยอมขอโทษให้ง่าย ๆ? เรื่องเล็กน้อยเพียงเท่านี้ จำเป็นต้องทำให้ทุกคนลำบากใจด้วยหรือ?”

เรื่องเล็กน้อย?

เย่วซินแทบหัวเราะออกมา

ที่แท้ความเจ็บปวดของนางก็เป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยในสายตาของคนเหล่านี้

“พอเถอะจื่อเฉิน”

เสียงทุ้มต่ำที่คุ้นเคยดังมาจากด้านหลัง

เซียวจิ่งเหยียนเดินเข้ามาในวงสนทนา ชายหนุ่มสวมอาภรณ์สีดำปักลายเมฆ ใบหน้าหล่อเหลาสุขุมดังเช่นทุกครั้ง เขาเหลือบมองหว่านหนิงที่กำลังสะอื้น ก่อนหันมาทางเย่วซิน

สายตาของเขาเย็นชาลงเล็กน้อย

“เย่วซิน เจ้ากับหว่านหนิงต่างก็เป็นคนในครอบครัวเดียวกัน เหตุใดต้องทำให้เรื่องบานปลายเช่นนี้?”

เย่วซินมองเขาเงียบ ๆ

นางจำได้ว่าเมื่อหลายปีก่อน จิ่งเหยียนเคยจับมือนางใต้ต้นเหมย แล้วกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า หากวันหนึ่งทั่วทั้งใต้หล้าไม่มีผู้ใดเชื่อใจนาง อย่างน้อยเขาจะเป็นคนสุดท้ายที่ยืนอยู่ข้างนาง

คำสัญญานั้นเคยเป็นสิ่งที่นางยึดถือยิ่งกว่าชีวิต

“ท่านเองก็ไม่คิดจะถามข้าสักคำหรือ?”

จิ่งเหยียนขมวดคิ้ว

“หว่านหนิงร้องไห้ถึงเพียงนี้แล้ว เจ้ายังจะให้อธิบายอะไรอีก?”

“ข้าเข้าใจแล้ว”

นางกล่าวประโยคเดิมอีกครั้ง

ครั้งนี้น้ำเสียงสงบนิ่งเสียจนแม้แต่ตัวนางเองยังแปลกใจ

จิ่งเหยียนคล้ายไม่พอใจที่นางไม่โต้เถียง จึงเอ่ยต่อว่า “เจ้ามีอายุมากกว่าหว่านหนิง ทั้งยังได้รับการเลี้ยงดูจากจวนหลินมานานกว่า นางสูญเสียเวลาหลายปีที่ควรได้อยู่กับครอบครัว เจ้าไม่คิดจะเห็นใจนางบ้างหรือ?”

เย่วซินกำมือใต้แขนเสื้อ

แล้วใครจะเห็นใจนาง?

ใครจะคืนปีเวลาที่นางเฝ้ารอความรักจากคนเหล่านี้?

ใครจะชดเชยคืนวันที่นางนั่งรอพี่ชายกลับมาจากสำนักศึกษา วันที่นางปักถุงหอมให้คู่หมั้นจนปลายนิ้วเต็มไปด้วยรอยเข็ม และวันที่นางพยายามทำทุกอย่างเพื่อให้มารดายิ้มให้นางเหมือนก่อน?

ไม่มีใคร

ไม่เคยมีใครเลย

“จิ่งเหยียน...” หว่านหนิงเอ่ยเรียกอย่างอ่อนแรง พลางยกมือจับแขนเสื้อเขา “ข้าไม่เป็นไรเจ้าค่ะ อย่าทะเลาะกับพี่หญิงเพราะข้าเลย”

จิ่งเหยียนหันกลับไปมองนาง สีหน้าอ่อนลงในทันที

“เจ้าไม่จำเป็นต้องฝืนเข้มแข็งต่อหน้าผู้อื่น”

กล่าวจบ เขาก็ประคองหว่านหนิงให้ลุกขึ้น

“ข้าจะพาเจ้าออกไปพักก่อน”

ก่อนเดินผ่านเย่วซิน เขาหยุดเล็กน้อยแล้วกล่าวเสียงเรียบ

“เย่วซิน ข้าหวังว่าเจ้าจะสงบสติอารมณ์ได้ อย่าให้ความริษยาทำให้เจ้ากลายเป็นคนที่แม้แต่ตัวเจ้าเองก็ไม่รู้จัก”

จากนั้นเขาก็เดินจากไป

ไม่มีคำถาม

ไม่มีความลังเล

และไม่มีแม้แต่การหันกลับมามอง

เย่วซินยืนอยู่ท่ามกลางผู้คนมากมาย รู้สึกราวกับทั้งงานเลี้ยงเหลือเพียงนางคนเดียว

เสียงกระซิบกระซาบเริ่มดังขึ้นอีกครั้ง

“น่าสงสารคุณหนูหว่านหนิงจริง ๆ”

“ได้ยินว่าคุณหนูเย่วซินไม่พอใจที่บุตรสาวแท้ ๆ กลับมา จึงคอยกลั่นแกล้งอยู่เสมอ”

“ได้รับความรักมานานหลายปีแล้วยังไม่รู้จักพออีกหรือ?”

เย่วซินก้มมองมือของตน

ปลายนิ้วยังสั่นเล็กน้อย

นางอยากอธิบาย อยากบอกทุกคนว่านางไม่ได้ทำอะไรผิด อยากให้ใครสักคนยืนขึ้นแล้วพูดว่า พวกท่านควรฟังนางก่อน

แต่เมื่อเงยหน้าขึ้น สิ่งที่เห็นมีเพียงแววตาเคลือบแคลงและรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความเวทนา

นางพลันรู้สึกเหนื่อยล้าจนแทบยืนไม่ไหว

สิบแปดปีที่ผ่านมา นางใช้ชีวิตอย่างระมัดระวังเพียงใดกัน?

นางยอมให้น้องสาวได้ของที่ตนชอบ ยอมเลื่อนวันแต่งงานที่ตนเฝ้ารอ ยอมรับคำตำหนิแทนคนอื่น เพียงเพราะกลัวว่าความขัดแย้งจะทำให้คนในครอบครัวไม่รักนางอีก

แต่สุดท้าย สิ่งที่นางได้รับกลับเป็นเพียงคำกล่าวหาว่าเป็นคนริษยา

“ข้าขอตัวก่อนเจ้าค่ะ”

เย่วซินก้มศีรษะให้แขกเหรื่อ แล้วหมุนตัวเดินออกจากศาลา

ไม่มีใครรั้งนางไว้

แม้แต่หลินฮูหยินก็ยังคงปลอบหว่านหนิงอยู่ที่เดิม

ลมกลางคืนพัดผ่านระเบียงยาว ชายกระโปรงสีฟ้าอ่อนพลิ้วไหวไปตามฝีเท้าที่เร่งขึ้นเรื่อย ๆ เย่วซินไม่รู้ว่าตนเดินผ่านสวนไปไกลเพียงใด รู้เพียงว่าหากยังอยู่ตรงนั้นอีกแม้เพียงชั่วครู่ น้ำตาที่อดกลั้นไว้คงไหลออกมาอย่างน่าอับอาย

นางไม่อยากร้องไห้ต่อหน้าผู้ใดอีกแล้ว

ไม่อยากให้ใครเห็นว่าตนยังเจ็บปวด

และไม่อยากเป็นคนที่ต้องร้องขอความรักจากผู้อื่นอีกต่อไป

เมื่อเดินมาถึงสวนบัวด้านหลังจวน เย่วซินจึงหยุดฝีเท้า

ใต้แสงจันทร์ ดอกบัวสีขาวหลายดอกลอยนิ่งอยู่เหนือผิวน้ำ กลีบดอกสะท้อนแสงสีเงิน งดงามและสงบเงียบ ราวกับโลกภายนอกไม่เคยมีความทุกข์ใดเกิดขึ้น

ที่นี่เคยเป็นสถานที่โปรดของนาง

ตอนเด็ก ๆ จื่อเฉินเคยพานางมานั่งดูปลาที่ริมสระ ส่วนจิ่งเหยียนเคยเด็ดดอกบัวดอกหนึ่งมามอบให้ พร้อมกล่าวว่านางงดงามยิ่งกว่าดอกไม้ทั้งหมดในสวน

ความทรงจำเหล่านั้นเคยทำให้นางยิ้มได้เสมอ

แต่คืนนี้ ทุกอย่างกลับกลายเป็นมีดที่คอยทิ่มแทง

“หลินเย่วซิน...”

นางเรียกชื่อตนเองเบา ๆ

“เจ้ายังจะหลอกตัวเองไปถึงเมื่อใด?”

ไม่มีเสียงตอบกลับ นอกจากเสียงแมลงที่ร้องอยู่ไกล ๆ

นางหลับตาลง พยายามสูดลมหายใจให้ลึกที่สุด

ทว่าเมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้ง ภาพตรงหน้ากลับพร่าเลือน น้ำตาที่กลั้นไว้ไหลลงมาอย่างเงียบงัน

“ข้าก็แค่อยากให้พวกท่านรักข้า...”

เสียงนั้นเบาราวกับคำสารภาพที่ไม่ต้องการให้ใครได้ยิน

“ข้าผิดมากนักหรือ?”

นางก้าวถอยหลังอย่างไร้สติ ปลายรองเท้าสะดุดขอบหินที่เปียกชื้น ร่างทั้งร่างเสียหลักก่อนจะพลัดตกลงไปในสระบัว

ตูม!

น้ำเย็นจัดโอบล้อมร่างของนางในชั่วพริบตา

เย่วซินพยายามตะเกียกตะกายขึ้นสู่ผิวน้ำ แต่กระโปรงที่ชุ่มน้ำกลับถ่วงร่างให้จมลึกลงไป เสียงรอบกายค่อย ๆ ห่างออกไป เหลือเพียงเสียงน้ำที่กระเพื่อมอยู่เหนือศีรษะ

ในเสี้ยววินาทีนั้นเอง ความทรงจำบางอย่างพลันทะลักเข้ามาในจิตใจ

ภาพแรกปรากฏขึ้นราวกับฝันร้าย

นางเห็นตนเองในชุดเจ้าสาวสีแดง นั่งรออยู่ในห้องหอจนเทียนมอดดับ แต่ชายที่สัญญาว่าจะมารับกลับไม่เคยปรากฏตัว

ภาพที่สอง นางเห็นตนเองคุกเข่าอยู่หน้าห้องหนังสือของบิดา อ้อนวอนขอให้เขาเชื่อคำพูดของนาง ทว่าประตูบานนั้นปิดลงต่อหน้าต่อตา

ภาพที่สาม นางเห็นตนเองยืนอยู่ท่ามกลางหิมะ กอดจดหมายฉบับหนึ่งไว้แนบอก รอคนที่ไม่มีวันกลับมา

ภาพที่สี่...

ภาพที่ห้า...

ภาพแล้วภาพเล่าถาโถมเข้ามาไม่หยุด

ในชีวิตหนึ่ง นางยอมทำทุกอย่างเพื่อเป็นบุตรสาวที่สมบูรณ์แบบ

อีกชีวิตหนึ่ง นางพยายามเอาชนะหว่านหนิง หวังเพียงให้บิดามารดาหันกลับมามองตน

อีกชีวิตหนึ่ง นางเลือกหนีออกจากจวน แต่สุดท้ายก็หวนกลับไปเพราะทนความคิดถึงไม่ได้

และอีกหลายชีวิต นางพยายามรั้งเซียวจิ่งเหยียนไว้ แม้ต้องแลกด้วยศักดิ์ศรีและความสุขของตนเอง

ทุกครั้ง นางเชื่อว่าหากพยายามมากพอ ทุกอย่างจะเปลี่ยนไป

ทุกครั้ง นางเชื่อว่าความรักที่ทุ่มเทลงไปจะได้รับการตอบแทน

แต่ทุกครั้ง เรื่องราวกลับลงเอยด้วยการสูญเสีย

นางเคยตายเพราะความสิ้นหวัง เคยตายเพราะการตัดสินใจผิดพลาด และเคยสูญเสียทุกอย่างจากการยึดติดกับคนที่ไม่เคยเลือกนางอย่างแท้จริง

ชีวิตแล้วชีวิตเล่า

เก้าสิบเก้าครั้ง

เก้าสิบเก้าชะตากรรมที่แตกต่างกัน แต่กลับมีจุดจบเหมือนกันอย่างน่าขัน

หลินเย่วซิน ผู้ปรารถนาให้ทุกคนรัก กลับไม่เคยรู้จักวิธีรักตัวเองเลยสักครั้ง

แล้วในที่สุด ความทรงจำทั้งหมดก็หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว

เย่วซินเบิกตากว้างอยู่ใต้ผิวน้ำ

นางจำได้แล้ว

จำได้ทุกอย่าง

จำได้ว่าเคยร้องไห้เพราะใคร เคยเจ็บปวดเพราะคำพูดใด และเคยยอมสูญเสียอะไรไปเพื่อให้คนเหล่านั้นหันกลับมามองนาง

ที่สำคัญที่สุด...

นางจำได้ว่าไม่ว่าตนจะพยายามมากเพียงใด คนที่ไม่คิดจะเลือกนางก็ไม่มีวันเลือกนาง

ความเจ็บปวดที่เคยเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าไม่ได้หายไปไหน มันยังคงอยู่ในส่วนลึกของหัวใจ ราวกับบาดแผลเก่าที่ไม่เคยได้รับการรักษา

ทว่าครั้งนี้ เย่วซินกลับไม่รู้สึกอยากร้องไห้เพื่ออ้อนวอนใครอีก

นางเหนื่อยแล้ว

เหนื่อยกับการเป็นบุตรสาวที่ดี

เหนื่อยกับการเป็นพี่สาวที่ต้องเสียสละ

เหนื่อยกับการเป็นคู่หมั้นที่คอยรอคอยความรัก

และเหนื่อยกับการพยายามพิสูจน์ว่าตนเองมีค่าพอจะถูกรัก

หากสวรรค์มอบชีวิตให้นางอีกครั้งจริง ๆ เช่นนั้นนางก็ไม่ต้องการใช้มันเพื่อคนเหล่านี้อีกแล้ว

เย่วซินรวบรวมแรงเฮือกสุดท้าย ตะเกียกตะกายขึ้นสู่ผิวน้ำ ก่อนคว้าขอบสระไว้ได้อย่างหวุดหวิด

นางไออย่างรุนแรง สำลักน้ำจนร่างสั่นสะท้าน มือที่เกาะขอบหินสั่นระริก ทว่าดวงตากลับค่อย ๆ เปลี่ยนจากความสับสนเป็นความชัดเจน

ไม่มีใครอยู่ที่นี่

ไม่มีผู้ใดเห็นว่านางตกลงมา

และไม่มีผู้ใดรู้ว่าหญิงสาวที่เพิ่งคลานขึ้นจากสระบัวคนนี้ ได้กลายเป็นคนละคนกับเมื่อครู่แล้ว

เย่วซินนั่งนิ่งอยู่ริมสระ ปล่อยให้น้ำไหลจากปลายผมลงสู่พื้นหิน

ความทรงจำทั้งเก้าสิบเก้าชีวิตยังคงแจ่มชัด

นางจำได้ว่าในชีวิตที่สิบเจ็ด หว่านหนิงเคยใช้วิธีเดียวกันนี้กล่าวหานางต่อหน้าญาติผู้ใหญ่ และนางเสียเวลาหลายเดือนพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนเอง

ในชีวิตที่สามสิบสอง จื่อเฉินเคยตำหนินางด้วยถ้อยคำแทบไม่ต่างจากวันนี้

ส่วนในชีวิตที่หกสิบแปด จิ่งเหยียนเคยเดินจากไปพร้อมหว่านหนิง โดยทิ้งคำพูดว่าเขาไม่อาจรักสตรีที่มีจิตใจคับแคบเช่นนางได้

เหตุการณ์เหล่านั้นแตกต่างกันเพียงรายละเอียด

แต่สิ่งที่นางทำเหมือนเดิมเสมอ คือพยายามวิ่งตามคนที่หันหลังให้นาง

ครั้งนี้ นางจะไม่ทำเช่นนั้นอีก

“หว่านหนิง...”

เย่วซินเอ่ยชื่อหญิงสาวคนนั้นช้า ๆ

นางไม่ได้เกลียดหว่านหนิงเพียงเพราะอีกฝ่ายได้รับความรักมากกว่า ในบางชีวิต เย่วซินเองก็เคยริษยา เคยประชดประชัน และเคยทำสิ่งที่ไม่ควรทำเพียงเพื่อแย่งชิงความสนใจกลับคืนมา

นางไม่คิดว่าตนเป็นผู้บริสุทธิ์ไร้ความผิด

แต่การยอมรับความผิดของตัวเอง ไม่ได้หมายความว่านางต้องยอมรับความผิดที่ผู้อื่นโยนมาให้

หว่านหนิงต้องการเป็นผู้ชนะหรือ?

เช่นนั้นก็ให้นางชนะไป

ชนะในความรักของบิดามารดา ชนะในความเอ็นดูของพี่ชาย และชนะในหัวใจของเซียวจิ่งเหยียน

เย่วซินจะไม่แย่งชิงสิ่งเหล่านั้นอีก

เพราะนางเพิ่งเข้าใจว่า ต่อให้ได้ทุกอย่างมาครอบครอง หากต้องสูญเสียตัวเองไปเพื่อรักษามันไว้ ชัยชนะนั้นก็ไม่มีความหมาย

นางยันกายลุกขึ้นยืน แม้ร่างกายจะอ่อนแรง แต่แววตากลับนิ่งสงบอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

ตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป นางจะไม่ร้องขอความรักจากผู้ใด

ไม่อธิบายความจริงให้คนที่ไม่คิดจะฟัง

ไม่ยอมเสียสละชีวิตของตนเพื่อรักษาความสงบของผู้อื่น

และไม่ปล่อยให้ใครใช้ความผูกพันในอดีตมาบังคับให้นางยอมจำนนอีกต่อไป

ส่วนผู้ที่เคยทอดทิ้งนาง...

นางไม่จำเป็นต้องลงมือทำลายพวกเขาด้วยซ้ำ

เพียงแค่หยุดมอบทุกสิ่งให้เหมือนที่ผ่านมา พวกเขาก็จะได้เรียนรู้เองว่า สิ่งที่เคยได้รับจากนางนั้นมีค่ามากเพียงใด

เย่วซินก้มมองเงาของตนบนผิวน้ำ

หญิงสาวในเงาสะท้อนมีใบหน้าซีดขาว เส้นผมเปียกลู่แนบแก้ม และดวงตาแดงก่ำจากความเจ็บปวด

แต่เป็นครั้งแรกที่นางไม่รู้สึกเกลียดชังหญิงสาวผู้นี้

นางสงสารนาง

สงสารหญิงสาวที่พยายามอย่างหนักมาตลอดเก้าสิบเก้าชีวิต เพียงเพื่อให้ใครสักคนพูดว่า นางเองก็เป็นคนสำคัญ

“พอแล้ว...”

เย่วซินกระซิบกับเงาสะท้อน

“เจ้าพยายามมามากพอแล้ว”

ลมกลางคืนพัดผ่านสวนบัว กลีบดอกไม้สีขาวไหวเอนเหนือผิวน้ำ

หญิงสาวสูดลมหายใจเข้าลึก ก่อนหันหลังให้สระบัวและก้าวเดินกลับไปยังเรือนของตน

ในอดีต นางเคยคิดว่าการไม่เป็นที่รักคือความพ่ายแพ้ครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิต

แต่คืนนี้ นางเพิ่งค้นพบความจริงที่เรียบง่ายยิ่งกว่า

การทอดทิ้งตัวเองเพื่อให้ผู้อื่นรักต่างหาก คือความพ่ายแพ้ที่แท้จริง

เมื่อกลับถึงเรือน ชิงหลัว สาวใช้คนสนิท รีบวิ่งเข้ามาหานางด้วยสีหน้าตื่นตระหนก

“คุณหนู! เหตุใดเสื้อผ้าจึงเปียกชุ่มเช่นนี้เจ้าคะ? ท่านไปที่ใดมา? บ่าวจะไปตามหมอเดี๋ยวนี้!”

“ไม่ต้อง”

เย่วซินตอบ ก่อนถอดเสื้อคลุมเปียกออกจากบ่า

“เตรียมน้ำอุ่นให้ข้า แล้วนำกระดาษกับพู่กันมา”

ชิงหลัวชะงัก

“คุณหนูจะเขียนสิ่งใดหรือเจ้าคะ?”

เย่วซินมองเปลวเทียนที่ไหวระริก ก่อนยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย

“สิ่งที่ควรทำตั้งนานแล้ว”

ไม่นานนัก กระดาษขาวแผ่นหนึ่งก็ถูกวางลงบนโต๊ะ

นางจุ่มปลายพู่กันลงในหมึก แล้วเขียนถ้อยคำไม่กี่บรรทัดด้วยลายมือมั่นคง

หนังสือถอนหมั้น

นางวางพู่กันลงอย่างแผ่วเบา

ในอดีต นางเคยเขียนจดหมายถึงเซียวจิ่งเหยียนนับไม่ถ้วน เคยขอให้เขาอธิบาย เคยถามว่าเหตุใดเขาจึงไม่เชื่อใจนาง และเคยหวังว่าสักวันเขาจะมองเห็นความรักที่นางมีให้

แต่คืนนี้ นางไม่ต้องการคำตอบจากเขาอีกแล้ว

นางจะไม่รอให้เขาเป็นฝ่ายจากไป

ครั้งนี้ นางจะเป็นคนเดินออกมาเอง

เย่วซินมองลายมือของตนเองอยู่นาน ก่อนกล่าวเสียงเบา ทว่าชัดเจนทุกถ้อยคำ

“ชีวิตที่หนึ่งถึงเก้าสิบเก้า ข้าเคยรักพวกท่านมากกว่าตัวเอง”

นางพับหนังสือถอนหมั้นเก็บไว้ในซอง

“แต่ชีวิตที่หนึ่งร้อย...”

แววตาของนางสงบนิ่ง ราวกับผืนน้ำใต้แสงจันทร์ที่ไร้ระลอกคลื่น

“ข้าขอเลือกตัวเอง”

นอกหน้าต่าง ดอกบัวสีขาวดอกหนึ่งค่อย ๆ คลี่กลีบรับแสงจันทร์

และในคืนเดียวกันนั้น ที่ศาลารับรองของจวนหลิน งานเลี้ยงยังคงดำเนินต่อไป เสียงหัวเราะและเสียงดนตรีดังขึ้นอีกครั้ง ราวกับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น

ไม่มีใครรู้ว่าเย่วซินเกือบจมน้ำตาย

ไม่มีใครรู้ว่านางได้ความทรงจำทั้งหมดกลับคืนมา

และไม่มีใครรู้ว่า หญิงสาวผู้เคยยอมก้มศีรษะให้ทุกคน กำลังจะหยุดทำเช่นนั้นตลอดไป

ในวันพรุ่งนี้ หลินฮูหยินอาจเรียกนางไปตำหนิ

หลินจื่อเฉินอาจสั่งให้นางขอโทษหว่านหนิง

ส่วนเซียวจิ่งเหยียนอาจคิดว่านางกำลังรอให้เขามาปลอบโยนเหมือนทุกครั้ง

พวกเขาคงยังเชื่อว่า ไม่ว่านางจะเสียใจเพียงใด สุดท้ายนางก็จะกลับไปยืนอยู่ในที่เดิม

แต่ครั้งนี้...

พวกเขาคิดผิดแล้ว

เพราะหญิงสาวที่เคยรักพวกเขาจนหมดหัวใจ ได้ตายไปแล้วในสระบัวแห่งนั้น

และคนที่กลับขึ้นมาจากผืนน้ำ คือหลินเย่วซินผู้มีชีวิตมาแล้วหนึ่งร้อยครั้ง

ผู้หญิงที่ไม่ต้องการเอาชนะใครอีก

แต่ก็จะไม่ยอมให้ใครเอาชนะนางได้อีกเช่นกัน

จบตอนที่ 1

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel