ตอนที่ 7 ฝึกฝนร่างกาย
เว่ยซินเหยียนฟังจบก็คิดว่าเรื่องนี้มีบางอย่างไม่ชอบมาพากลตามคาด นางถามแม่นมอีกว่า “เสิ่นอี๋เหนียงมีนิสัยใจคอเช่นไร” ตอนอยู่ในจวนเจ้าของร่างนี้ยังเป็นเด็กไร้เดียงสาที่ไม่ค่อยสนใจใคร ห่วงแต่เล่นอย่างเดียว นางรู้เพียงว่าเสิ่นอี๋เหนียงพร้อมทั้งบุตรสาวบุตรชายไม่ชอบนาง และอาจเป็นเพราะตอนนั้นนางเป็นบุตรสาวของฮูหยินใหญ่พวกเขาจึงไม่กล้ากลั่นแกล้งนาง
แม่นมเตียวเอ่ยว่า “ปากหวานก้นเปรี้ยวเจ้าค่ะ ชอบประจบสอพลอและเอาใจบุรุษเก่งเป็นที่สุด มักใหญ่ใฝ่สูงอยากเป็นฮูหยินใหญ่ใจจะขาด”
“เรื่องนี้ท่านแม่รู้หรือไม่”
“รู้เจ้าค่ะ แต่นายหญิงไม่ได้ใส่ใจ เพราะไม่คิดว่าจะเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นกับตนเจ้าค่ะ”
ดวงตาของเว่ยซินเหยียนมีแววครุ่นคิดแต่ไม่ได้พูดอะไรออกมา แต่นางคิดว่าเรื่องนี้ต้องเกี่ยวข้องกับเสิ่นอี๋เหนียงอย่างแน่นอน แต่ตอนนี้นางยังเด็กเกินกว่าที่จะไปต่อกรกับสตรีผู้นั้น
เมื่อได้ข้อมูลทั้งหมดแล้วเว่ยซินเหยียนจึงเปลี่ยนไปคุยเรื่องอื่น “แล้วข้ากับท่านแม่ป่วยเป็นอะไร”
แม่นมเตียวจึงตอบว่า “นายหญิงคลอดคุณหนูก่อนกำหนด ร่างกายคุณหนูจึงไม่แข็งแรงเจ้าค่ะ นายท่านจึงให้หมอมาตรวจและเขียนเทียบยาบำรุงให้เจ้าค่ะ”
“แล้วอาการของข้าดีขึ้นบ้างหรือไม่”
แม่นมเตียวส่ายหน้าพร้อมเอ่ยขึ้นว่า “ไม่ดีขึ้นเลยเจ้าค่ะ ร่างกายคุณหนูก็ยังเจ็บป่วยบ่อยเหมือนเดิม และสมองก็เรียนรู้ได้ช้ากว่าบุตรสาวบุตรชายของเสิ่นอี๋เหนียงเจ้าค่ะ”
“แล้วอาการป่วยของท่านแม่ล่ะ”
“ตอนคลอดคุณหนูนายหญิงเสียเลือดมากแต่ก็ยังรักษาชีวิตไว้ได้ นายท่านให้หมอมาตรวจจึงพบว่าหยางพร่องทำให้ร่างกายเย็น หนาวง่าย มือเท้าเย็น และยังรู้สึกอ่อนเพลียได้ง่ายเจ้าค่ะ”
“เช่นนั้นจึงทำให้ท่านพ่อโปรดปรานเสิ่นอี๋เหนียงมากกว่า” เว่ยซินเหยียนสรุปให้ บุรุษคนใดเล่าจะชื่นชอบสตรีที่ร่างกายอ่อนแอ แม้ในโลกเดิมเว่ยซินเหยียนจะเป็นหญิงโสด ชีวิตอุทิศให้กับงานและคนไข้ทั้งหมด แต่นางก็ไม่ได้ไร้เดียงสาเรื่องชายหญิงปานนั้น
แม่นมเตียวพยักหน้าตอบว่า “เจ้าค่ะ”
“แล้ววิธีรักษาท่านแม่เล่า”
“หมอบอกว่าต้องกินยาที่ช่วยเพิ่มพลังหยางเจ้าค่ะ”
“กินมานานแค่ไหนแล้ว”
“ก็… เก้าปีเท่ากับอายุของคุณหนูเจ้าค่ะ”
“แต่อาการท่านแม่ก็ยังไม่ดีขึ้นเลย แถมยังเหมือนว่าจะแย่ลงกว่าเดิมด้วยซ้ำ” จากที่เว่ยซินเหยียนสังเกตอาการของมารดามาตลอดก็คิดว่าน่าจะเป็นเช่นนั้น
“เจ้าค่ะ” แม่นมเตียวพูดต่อว่า “แล้วคุณหนูจะให้ทำอย่างไรเจ้าคะ” ด้วยท่วงท่าน่าเกรงขามของเว่ยซินเหยียนที่ดูเปลี่ยนไปจากคนเดิมมาก เตียวจินจึงรู้สึกไว้เนื้อเชื่อใจคุณหนูมากขึ้น
“ให้ท่านแม่เลิกดื่มสมุนไพรพวกนั้นก่อน ทำร่างกายให้อบอุ่นอยู่เสมอโดยเฉพาะศีรษะ หลัง และเท้า ดื่มน้ำอุ่นบ่อย ๆ กินอาหารที่มีฤทธิ์ร้อน เลี่ยงอาหารฤทธิ์เย็น ส่วนเรื่องการออกกำลังกายข้าจะเป็นคนสอนท่านแม่เอง” ที่นางให้มารดางดดื่มสมุนไพรก็เพราะไม่รู้ว่าที่ผ่านมาร่างกายนางสะสมอะไรไว้บ้างแล้ว เก้าปีกับการดื่มสมุนไพรไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยเลยสักนิด
สาวใช้ทั้งสองยืนตะลึงอ้าปากค้างมองเจ้านายตัวน้อยด้วยความทึ่งระคนนับถือ ไม่คิดว่านางจะมีความรู้ด้านการแพทย์เช่นนี้ หลายอึดใจกว่าจะตอบออกไปว่า “เจ้าค่ะ”
เว่ยซินเหยียนแอบคิดในใจว่าหากนางจับชีพจรแล้วบอกโรคได้เหมือนในนิยายก็คงจะดี จะได้รู้ว่าท่านแม่และนางป่วยเป็นอะไรกันแน่
หลังจากวันนั้นทุกเช้าเว่ยซินเหยียนจะตื่นขึ้นมาฝึกฝนร่างกายอย่างสม่ำเสมอ วิชาที่นางถนัดมากที่สุดที่เคยฝึกอยู่ในโลกเดิมก็คือเทควันโด และอีกอย่างที่นางเก่งไม่แพ้กันก็คือขี้ม้ากับยิงธนู แต่ตอนนี้ที่บ้านไม่มีม้า นางจึงขอร้องมารดาว่าขอยิงธนูอย่างเดียว
ทุกคนเห็นความเปลี่ยนแปลงของเว่ยซินเหยียนทุกอย่าง แต่ก็ไม่มีใครขัดใจนางสักคน เหตุผลที่เว่ยซินเหยียนลุกขึ้นมาฝึกฝนร่างกายก็เพราะในใจของนางยังมีหวังที่จะแก้แค้นแทนมารดาและเจ้าของร่างนี้ เพราะภายในใจของนางมันร่ำร้องอยู่ทุกวันว่าต้องสืบหาคนบงการมาลงโทษให้ได้ เช่นนั้นทุกคืนนางจะอ่านตำราแพทย์และฝึกลมปราณ ส่วนตอนเช้าจะฝึกเทควันโดและยิงธนู
จ้าวฟางหรูมองดูบุตรสาวใช้หมัดกับเท้าน้อย ๆ แต่ทรงพลังเตะต่อยกระสอบทรายที่แขวนอยู่บนกิ่งของต้นอวี้หลันฮวาขนาดใหญ่ด้วยสายตาที่ยากจะอ่าน
แม่นมเตียวเดินยกน้ำอุ่นเข้ามาใกล้ พลางกล่าวว่า “คุณหนูช่างเป็นเด็กที่มีพรสวรรค์ยิ่งนัก”
จ้าวฟางหรูก็อธิบายไม่ถูกเหมือนกันว่าต้องรู้สึกอย่างไรกันแน่ที่บุตรสาวของนางเปลี่ยนไปมากขนาดนี้ บางครั้งก็รู้สึกว่านางไม่ใช่บุตรสาวของตน แต่ถึงจะเป็นเช่นนั้นนางก็ยังรักบุตรสาวสุดหัวใจเช่นเดิม
“อืม ต่อไปจะได้ไม่มีใครมารังแกและว่านางได้อีก” ต่อไปนี้บุตรสาวของนางจะได้มีชีวิตที่ปกติเหมือนคนอื่นเสียที
เว่ยซินเหยียนหยุดเตะกระสอบทราย สายตาเหลือบเห็นมารดาจึงพูดขึ้นว่า “ท่านแม่มาออกกำลังกายกับข้าสิ ข้าจะสอนท่านรำกระบอง”
สองนายบ่าวลอบสบตากันแวบหนึ่ง จ้าวฟางหรูมีสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก เกิดมานางยังไม่เคยตื่นมาออกกำลังกายสักครั้ง นางจึงบอกบุตรสาวว่า “เจ้าฝึกต่อเถอะ แม่จะไปทำอาหารช่วยแม่นมสักหน่อย” แค่พูดคำว่าออกกำลังกายนางก็ขยาดแล้ว
“ไม่ได้เจ้าค่ะ ไหน ๆ ท่านแม่ก็มาแล้ว ลองสักหน่อยนะเจ้าคะ” ว่าพลางเดินไปหยิบลำไม้ไผ่ที่มีความยาวประมาณหกฉื่อที่ตนเตรียมไว้เมื่อหลายวันก่อน จากนั้นเดินไปจูงมือมารดามาที่ลานฝึกของตน
จ้าวฟางหรูลอบสบตากับแม่นมเตียวพลางทำหน้าเหยเก เตียวจินเพียงพยักหน้าเพื่อเป็นการให้กำลังใจ และรีบถอยออกไปจากตรงนั้น
ก่อนเริ่มรำกระบองเว่ยซินเหยียนสอนให้มารดาอบอุ่นร่างกายเสียก่อน ราวหนึ่งถ้วยชาจึงเริ่มรำกระบอง พอได้ยืดเหยียดร่างกายจ้าวฟางหรูก็รู้สึกสบายตัวขึ้น กระทั่งเวลาผ่านไปประมาณหนึ่งก้านธูปเว่ยซินเหยียนจึงให้มารดาหยุดพัก
“รู้สึกอย่างไรบ้างเจ้าคะ”
“รู้สึกโล่งอย่างบอกไม่ถูก” แผ่นหลังและกรอบหน้าของนางมีเหงื่อซึมออกมาเล็กน้อย ในกายรู้สึกว่าเลือดกำลังสูบฉีดดียิ่งนัก
“ท่านแม่ลองฝึกทุกวันดูเจ้าค่ะ เผื่อร่างกายท่านจะแข็งแรงขึ้น”
จ้าวฟางหรูยิ้มจาง ๆ กล่าวว่า “ได้ แม่จะทำตามที่เจ้าบอก” นางเพิ่งรู้ว่าการออกกำลังกายทำให้รู้สึกดีเช่นนี้