3
ชายหนุ่มในชุดสีดำยืนอยู่เบื้องหน้า รูปร่างสูงใหญ่ ใบหน้าเรียบเฉย ดวงตาคมกริบมองนางอย่างพินิจพิเคราะห์ ไม่มีร่องรอยของความยินดีที่ควรมีต่อเจ้าสาวของผู้เป็นนาย
“กระหม่อมเฟิงอวี้ ถวายพระชายา” แม้คำพูดสุภาพ แต่ท่าทีของเขากลับเต็มไปด้วยความระวัง
หว่านชิงมองอีกฝ่ายเพียงครู่เดียวก็เข้าใจ คนผู้นี้ไม่ไว้ใจนาง ก็ไม่แปลก นางเป็นบุตรีสกุลหลี่ และสกุลหลี่เพิ่งแสดงท่าทีอย่างชัดเจนว่าไม่คิดยืนอยู่ข้างอ๋องสาม
ในสายตาของคนจวนนี้ การที่จู่ ๆ บุตรีสกุลหลี่ถูกส่งเข้ามาเป็นพระชายา อาจไม่ต่างจากการส่งสายลับเข้ามาถึงข้างหมอนของเจ้านาย
หว่านชิงก้าวลงจากเกี้ยวอย่างสงบ
“ไม่ต้องมากพิธี”
เฟิงอวี้ชะงักเล็กน้อย ก่อนถอยออกหนึ่งก้าว
หว่านชิงเงยหน้ามองจวนอ๋องสามเป็นครั้งแรก
สิ่งที่เห็นทำให้นางเข้าใจทันทีว่าเหตุใดคนเมืองหลวงจึงเรียกสถานที่แห่งนี้ว่า “จวนร้างของอ๋องตกอับ”
ประตูใหญ่ยังคงโอ่อ่า แต่สีแดงบนบานประตูซีดจางตามกาลเวลา โคมมงคลมีเพียงไม่กี่ดวง ไม่มีเสียงดนตรี ไม่มีเสียงประทัด ไม่มีแขกเหรื่อหรือขุนนางมาร่วมแสดงความยินดี
เงียบเสียจนแทบไม่เหมือนวันสมรส หว่านชิงกลับไม่รู้สึกผิดหวัง ตรงกันข้าม นางกลับรู้สึกโล่งใจอย่างประหลาด
หลังประตูบานนี้ อย่างน้อยก็ไม่มีฮูหยินเอกคอยจับผิด ไม่มีคุณหนูใหญ่คอยหาเรื่อง และไม่มีหลี่เฉิงคอยกำหนดว่านางควรมีชีวิตอย่างไร
สำหรับคนอื่น ที่นี่อาจเป็นจวนของอ๋องที่กำลังหมดอำนาจ แต่สำหรับนาง มันคือทางออกจากกรงขัง
เฟิงอวี้เดินนำเข้าไปด้านใน
“ท่านอ๋องมีพระอาการไม่สู้ดี วันนี้จึงไม่อาจออกมาต้อนรับพระชายาได้”
หว่านชิงเหลือบมองเขา
“ข้าเข้าใจ”
เฟิงอวี้ดูประหลาดใจเล็กน้อย เขาคงคิดว่านางจะโกรธที่เจ้าบ่าวไม่ออกมารับกระมัง
“พระชายาไม่ทรงถามหรือพ่ะย่ะค่ะว่าท่านอ๋องประชวรด้วยโรคใด”
“ถามเจ้าแล้วเจ้าจะบอกหรือ”
เฟิงอวี้เงียบ หว่านชิงหัวเราะเบา ๆ
“เห็นหรือไม่ เพราะฉะนั้นข้าจึงไม่ถาม” ดวงตาของเฟิงอวี้ไหววูบ ก่อนกลับมาเย็นชาเช่นเดิม หญิงผู้นี้ไม่เหมือนข่าวที่เขาได้รับมา
ข้อมูลจากสกุลหลี่บอกว่าคุณหนูรองหลี่หว่านชิงเป็นหญิงขลาดเขลา ไม่กล้าสบตาผู้ใด ถูกฮูหยินเอกกดขี่มาหลายปีโดยไม่เคยต่อต้าน แต่หญิงสาวตรงหน้าเขากลับไม่มีส่วนใดคล้ายคำบรรยายนั้นเลย
ทั้งสองเดินผ่านลานกว้างเข้าสู่เรือนชั้นใน ระหว่างทาง หว่านชิงสังเกตทุกอย่างอย่างเงียบ ๆ
บ่าวรับใช้มีน้อยกว่าจวนขุนนางทั่วไปอย่างเห็นได้ชัด แต่ทุกคนเดินอย่างมีระเบียบ ไม่มีใครส่งเสียงพูดคุยโดยไม่จำเป็น
ต้นไม้หลายต้นไม่ได้รับการตัดแต่งมานาน บางเรือนปิดประตูสนิท อากาศทั่วทั้งจวนมีกลิ่นสมุนไพรจาง ๆ ลอยปะปนอยู่
หว่านชิงชะลอฝีเท้า
กลิ่นนี้... มีหวงฉี ตังกุย และสมุนไพรบำรุงชี่อีกหลายชนิด แต่มีบางอย่างปะปนอยู่ด้วย
นางพยายามสูดกลิ่นอีกครั้ง ทว่าเฟิงอวี้หันกลับมาพอดี
“พระชายา มีสิ่งใดหรือพ่ะย่ะค่ะ”
หว่านชิงส่ายหน้า
“ไม่มีอะไร” ยังเร็วเกินไปที่จะพูด นางเพิ่งเข้าจวนวันแรก หากรีบแสดงว่าตนรู้เรื่องยามากเกินไป คนเหล่านี้คงยิ่งระแวง
ไม่นาน เฟิงอวี้ก็พานางมาถึงเรือนพักซึ่งถูกจัดเตรียมไว้
เรือนแห่งนี้ไม่ได้หรูหรา แต่สะอาดกว่าส่วนอื่นของจวนมาก เครื่องเรือนมีเพียงของจำเป็น ไม่มีสิ่งของฟุ่มเฟือย
หว่านชิงกำลังจะก้าวเข้าไป เสียงหญิงวัยกลางคนก็ดังขึ้น
“ช้าก่อน”
หญิงผู้หนึ่งเดินออกมาจากด้านข้าง นางแต่งกายด้วยชุดบ่าวชั้นสูง ท่าทางหยิ่งทะนง แม้จะย่อตัวคำนับตามธรรมเนียม แต่สีหน้ากลับไม่มีความเคารพ
“บ่าวคารวะพระชายา”
หว่านชิงหยุดมองนาง
หญิงผู้นั้นกล่าวต่อ “บ่าวแซ่เฉิน เดิมรับใช้อยู่ในวัง ก่อนถูกส่งมาช่วยดูแลระเบียบในจวนอ๋องสาม”
เพียงประโยคเดียว หว่านชิงก็เข้าใจแล้ว คนจากวัง
คำว่า “ช่วยดูแลระเบียบ” ฟังดูดี แต่ในจวนขององค์ชายที่ฮ่องเต้ทรงระแวง การส่งคนจากวังมาอยู่ด้วยย่อมมีความหมายมากกว่านั้น
หว่านชิงยังไม่ทันเอ่ยอะไร แม่นมเฉินก็พูดต่อ
“พระชายาเพิ่งเสด็จเข้าจวน อาจยังไม่ทราบว่าที่นี่ไม่เหมือนจวนสกุลหลี่ ท่านอ๋องประชวรมานาน ค่าใช้จ่ายในจวนจึงต้องประหยัด พระชายาไม่ควรเรียกร้องสิ่งฟุ่มเฟือย และไม่ควรเดินไปยังสถานที่ที่ไม่ได้รับอนุญาต”
น้ำเสียงนั้นฟังดูเหมือนชี้แจงกฎ แต่แววตากลับเต็มไปด้วยการดูแคลน
“อีกอย่าง” นางปรายตามองอาภรณ์เจ้าสาวของหว่านชิง
“พระชายาเพิ่งเข้ามา เรื่องภายในจวนมีคนจัดการอยู่แล้ว ทรงอยู่ในเรือนของพระองค์อย่างสงบจะเหมาะสมกว่า อย่าได้เข้าไปก้าวก่ายเรื่องของท่านอ๋องโดยไม่จำเป็น”
เฟิงอวี้ขมวดคิ้วเล็กน้อย แต่ไม่ได้เอ่ยอะไร
เขาเองก็ดูเหมือนต้องการรู้ว่าพระชายาคนใหม่จะรับมืออย่างไร
หว่านชิงมองหญิงตรงหน้าอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นถามเรียบ ๆ
“พูดจบแล้วหรือ”
แม่นมเฉินชะงัก
“เพคะ”
“เช่นนั้นถึงตาข้าพูดบ้าง”
หว่านชิงก้าวเข้าไปใกล้
“ข้อแรก ข้าแต่งเข้าจวนนี้ตามราชโองการของฮ่องเต้ ฐานะของข้าคือพระชายาเอกของอ๋องสาม ไม่ใช่แขก ไม่ใช่นักโทษ และไม่ใช่บ่าวที่เจ้าจะออกคำสั่งได้”
สีหน้าของแม่นมเฉินเปลี่ยนไปเล็กน้อย
“ข้อสอง ข้าจะใช้ชีวิตอย่างประหยัดหรือไม่ ข้าย่อมพิจารณาตามฐานะของจวน ไม่จำเป็นต้องให้บ่าวมาสั่งสอน”
“พระชายา บ่าวเพียงหวังดี...”
“ข้อสาม”
หว่านชิงตัดบทโดยไม่เพิ่มน้ำเสียงแม้แต่น้อย
“เจ้าอ้างว่ามาจากวัง เช่นนั้นยิ่งควรรู้กฎมากกว่าผู้อื่น นายก็คือนาย บ่าวก็คือบ่าว ต่อให้ผู้ที่ส่งเจ้ามามีฐานะสูงเพียงใด เมื่อเข้ามาอยู่ในจวนอ๋องสาม เจ้าก็ต้องรักษากฎของจวนอ๋องสาม”
ใบหน้าของแม่นมเฉินซีดลง
“หรือเจ้าคิดว่า เพราะข้าเป็นบุตรสาวอนุของสกุลหลี่ จึงไม่คู่ควรให้เจ้าเคารพ”
“บ่าวมิกล้า”
“ปากบอกมิกล้า แต่ทุกคำที่พูดออกมากลับตรงกันข้าม”
หว่านชิงมองนางนิ่ง
“คุกเข่า”
แม่นมเฉินเบิกตากว้าง
“พระชายา”
“ข้าบอกให้คุกเข่า”
น้ำเสียงไม่ได้ดังขึ้นเลย แต่นั่นกลับทำให้บรรยากาศรอบตัวเย็นลงอย่างประหลาด
บ่าวที่อยู่ใกล้ ๆ ต่างพากันก้มหน้า แม่นมเฉินกัดฟันแน่น
“บ่าวเป็นคนที่ถูกส่งมาจากวัง พระชายาคงไม่คิดจะ...”
“เพราะเจ้ามาจากวัง ข้าจึงยิ่งต้องรักษาหน้าของวัง”
หว่านชิงตอบทันที
“หากปล่อยให้ผู้อื่นรู้ว่าคนจากวังไม่รู้จักธรรมเนียมนายบ่าว กล้าพูดจาข่มพระชายาที่ได้รับสมรสพระราชทาน ผู้เสียหน้าจะเป็นข้าหรือผู้ที่อบรมเจ้ามากันแน่”
แม่นมเฉินพูดไม่ออก เฟิงอวี้เหลือบมองหว่านชิงอีกครั้ง ครั้งนี้แววตาของเขาแตกต่างจากเดิมเล็กน้อย นางไม่ได้ใช้อารมณ์
