2
หว่านชิงฟังแล้วแววตาเย็นเยียบลงเรื่อย ๆ
คนหนึ่งเพิ่งสั่งฆ่านาง อีกคนกำลังจะส่งนางเข้าไปอยู่กลางวังวนการเมือง และทั้งหมดถูกเรียกว่า “วาสนา”
ช่างเป็นครอบครัวที่น่าขันเสียจริง
ทว่าขันทีจากวังหลวงกลับขมวดคิ้ว
“แต่เมื่อครู่ข้าได้ยินว่าท้ายจวนเกิดเพลิงไหม้ คุณหนูรองปลอดภัยดีหรือ” คำถามเดียวทำให้สีหน้าของหลี่เฉิงและฮูหยินเอกแข็งค้าง
ฮูหยินเอกรีบตอบ “เป็นเพียงอุบัติเหตุเจ้าค่ะ หว่านชิงนาง...”
“ใครบอกว่าเป็นอุบัติเหตุหรือเจ้าคะ” เสียงหญิงสาวดังขึ้นจากด้านหลัง ทุกคนหันไปพร้อมกัน
ร่างเพรียวบางก้าวออกมาจากความมืดอย่างช้า ๆ
อาภรณ์ของนางมีรอยไหม้และขาดหลายแห่ง ใบหน้าเปื้อนเขม่า เส้นผมยุ่งเหยิงจากการหนีตาย แต่แผ่นหลังกลับตั้งตรงอย่างสง่างาม
โดยเฉพาะดวงตาคู่นั้น ไม่มีความหวาดกลัว ไม่มีความอ่อนแอ และไม่หลงเหลือเงาของคุณหนูรองผู้ขลาดเขลาที่คนในจวนเคยรู้จัก
“หว่านชิง”
หลี่เฉิงเผลอหลุดเสียงออกมา ฮูหยินเอกหน้าซีดลงทันที
นางรอดได้อย่างไร
หว่านชิงมองสีหน้าของคนทั้งสองแล้วเก็บทุกปฏิกิริยาไว้ในใจ ก่อนเดินเข้าไปคุกเข่ารับราชโองการอย่างสงบ
“บุตรีสกุลหลี่ หลี่หว่านชิง น้อมรับพระราชโองการ”
ขันทีมองสภาพของนางตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า แววตาฉายความประหลาดใจอยู่เล็กน้อย แต่ไม่ได้ซักถามต่อหน้าคนจำนวนมาก
หลังรับราชโองการเรียบร้อย หว่านชิงจึงลุกขึ้น
ฮูหยินเอกรีบเปลี่ยนสีหน้าเป็นรอยยิ้ม
“หว่านชิง เจ้ามาพอดี บิดาของเจ้ากำลังจะบอกว่าเจ้ามีวาสนา ฮ่องเต้ทรงพระราชทานสมรสให้เจ้าได้เป็นชายาของอ๋องสาม นับเป็นเกียรติสูงสุดของสกุลเรา”
หว่านชิงหันมองนาง จากนั้นจึงมองหลี่เฉิง
“เช่นนั้นหรือเจ้าคะ”
“แน่นอน”
“ข้านึกว่าฮูหยินอยากให้พี่หญิงได้รับวาสนานี้เสียอีก” ใบหน้าของคุณหนูใหญ่เปลี่ยนสีทันที
ฮูหยินเอกกัดฟัน “เจ้าเป็นบุตรีสกุลหลี่เช่นกัน จะเป็นผู้ใดก็เหมือนกัน”
“อย่างนั้นเอง”
หว่านชิงพยักหน้าช้า ๆ ก่อนรอยยิ้มบางจะปรากฏขึ้นตรงมุมปาก
“ในเมื่อท่านพ่อและฮูหยินมีเมตตา มอบโอกาสอันสูงส่งเช่นนี้ให้ข้า ข้าย่อมต้องรับไว้ด้วยความซาบซึ้ง”
คำว่า “เมตตา” ถูกเอ่ยอย่างเนิบช้า จนคนฟังรู้สึกได้ถึงความหมายที่ซ่อนอยู่ภายใน
หว่านชิงประสานมือคำนับบิดาอย่างงดงาม
“บุญคุณครั้งนี้ ข้าจะจดจำเอาไว้ไม่มีวันลืม”
หลี่เฉิงรู้สึกเย็นวาบไปตามแผ่นหลังอย่างประหลาด
เขาจ้องบุตรสาวตรงหน้า รูปลักษณ์ยังคงเป็นหลี่หว่านชิงคนเดิม แต่สายตานั้นไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว
หญิงสาวที่เคยก้มหน้าและไม่กล้าแม้แต่จะสบตาเขา บัดนี้กลับยืนอยู่ท่ามกลางผู้คนด้วยท่าทีสงบนิ่ง ราวกับเปลวเพลิงเมื่อครู่ไม่ได้เผานางให้ตาย แต่กลับเผาความอ่อนแอทั้งหมดออกไปจนหมดสิ้น
หว่านชิงกำราชโองการในมือแน่น จวนอ๋องสามหรือ
ทุกคนคิดว่าสถานที่แห่งนั้นคือหลุมศพ
คิดว่าอ๋องสามเป็นบุรุษพิการใกล้ตาย
คิดว่านางถูกส่งไปแล้วจะไม่มีวันได้กลับมา
แต่สำหรับนาง นั่นอาจเป็นประตูบานเดียวที่จะพานางออกจากกรงสกุลหลี่แห่งนี้
ยิ่งไปกว่านั้น นางยังเป็นแพทย์
หากอ๋องสามถูกพิษจริง นางก็อยากรู้เหลือเกินว่าเป็นพิษชนิดใด
และเหตุใดเพียงแค่คิดถึงเรื่องพิษของอ๋องสาม ความทรงจำส่วนหนึ่งของเจ้าของร่างเดิมจึงเกิดอาการปวดแปลบขึ้นมาอย่างรุนแรง
ราวกับมีบางสิ่งซ่อนอยู่หลังม่านหมอก
บางสิ่งที่เกี่ยวพันกับสกุลหลี่ หว่านชิงเหลือบมองเปลวเพลิงท้ายจวนซึ่งกำลังมอดลงช้า ๆ
คืนนี้มีคนต้องการเผานางเพื่อปิดปาก
อีกสามวัน พวกเขาจะส่งนางไปยังจวนของบุรุษที่กำลังถูกพิษกัดกิน
เรื่องทั้งหมดนี้จะเป็นเพียงความบังเอิญจริงหรือ
นางไม่เชื่อ หว่านชิงหลุบตาลงซ่อนประกายเย็นเยียบ ก่อนกำราชโองการในมือแน่นกว่าเดิม
ในเมื่อสวรรค์มอบชีวิตนี้ให้นางอีกครั้ง นางก็จะไม่ยอมเป็นหมากที่ใครหยิบไปวางตรงไหนก็ได้อีก
ส่วนคนที่ทำร้ายเจ้าของร่างเดิม คนที่จุดไฟเผาเรือน และความลับที่พวกมันพยายามฝังไปพร้อมกับกองเพลิงคืนนี้...
นางจะขุดมันขึ้นมาทีละเรื่อง
หากสกุลหลี่คิดว่าการส่งนางไปยังจวนอ๋องสามคือการผลักนางลงนรก เช่นนั้นพวกเขาคงต้องผิดหวังเสียแล้ว
เพราะต่อให้เบื้องหน้าเป็นวังวนที่เต็มไปด้วยคมดาบและการแย่งชิงอำนาจ นางก็จะเดินเข้าไปด้วยตัวเอง
และสักวันหนึ่ง นางจะกลับมาทวงทุกสิ่งที่คนเหล่านี้ติดค้างเจ้าของร่างเดิม
ทีละคน
ทีละบัญชี
ไม่มีตกหล่นแม้แต่รายเดียว
สามวันหลังจากราชโองการมาถึง เกี้ยวเจ้าสาวสีแดงชาดเคลื่อนผ่านถนนสายหลักของเมืองหลวงอย่างเงียบเชียบ
ไม่มีขบวนสินเดิมยิ่งใหญ่
ไม่มีญาติพี่น้องสกุลหลี่ตามมาส่งด้วยความอาลัย
แม้แต่พิธีส่งตัวเจ้าสาวก็ถูกจัดขึ้นอย่างเร่งรีบเสียจนแทบไม่ต่างจากการผลักคนผู้หนึ่งออกจากประตูจวน
หลี่หว่านชิงนั่งนิ่งอยู่ภายในเกี้ยว
ผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวสีแดงบดบังทัศนวิสัย แต่นางกลับไม่ได้รู้สึกหวาดหวั่นแม้แต่น้อย
ตลอดสามวันที่ผ่านมา นางใช้เวลาทบทวนความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมอย่างละเอียด รวมทั้งพยายามทำความเข้าใจสถานการณ์ของราชสำนักในเวลานี้ให้มากที่สุด
และยิ่งรู้มากเท่าไร นางก็ยิ่งแน่ใจว่า การสมรสครั้งนี้ไม่ธรรมดา
เซียวจิ่งหยาน อ๋องสามแห่งราชวงศ์ เป็นโอรสที่ครั้งหนึ่งเคยมีทั้งพระปรีชาสามารถและอำนาจทางทหารอยู่ในมือ เขาเคยสร้างผลงานในสนามรบหลายครั้งจนชื่อเสียงโดดเด่นเหนือองค์ชายหลายพระองค์
แต่หลังจากถูกพิษเมื่อหลายปีก่อน ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป
พิษเรื้อรังทำลายสุขภาพของเขาทีละน้อย ขาทั้งสองมีปัญหาจนการเคลื่อนไหวไม่สะดวก อำนาจในราชสำนักถูกลดทอนลงอย่างต่อเนื่อง ขุนนางที่เคยเข้าหาก็ทยอยตีตัวออกห่าง
ที่สำคัญที่สุดคือฮ่องเต้ทรงระแวงพระโอรสองค์นี้
ไม่มีผู้ใดรู้แน่ชัดว่าความหวาดระแวงเริ่มต้นจากสิ่งใด แต่สำหรับราชสำนักแล้ว เพียงฮ่องเต้ไม่ไว้วางพระทัยองค์ชายพระองค์หนึ่ง ก็เพียงพอให้คนทั้งเมืองหลวงพยายามหลีกหนีแล้ว
หว่านชิงยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย เพราะเหตุนี้เอง ฮ่องเต้จึงไม่ระบุชื่อบุตรีสกุลหลี่ในราชโองการ
พระองค์ต้องการดูว่า หลี่เฉิงจะเลือกอย่างไร
หากส่งคุณหนูใหญ่ซึ่งเป็นบุตรีภรรยาเอกมา ย่อมหมายความว่าสกุลหลี่ยังให้ความสำคัญกับอ๋องสาม
แต่หากส่งบุตรสาวอนุผู้ไม่มีความสำคัญมาแทน คำตอบก็ชัดเจนอยู่แล้ว
สกุลหลี่เลือกทอดทิ้งอ๋องสามอย่างเปิดเผย และพร้อมกันนั้นก็โยนนางมาเป็นเครื่องสังเวย
“ใช้ลูกสาวคนหนึ่งทดสอบใจขุนนาง ใช้ลูกสาวอีกคนรักษาผลประโยชน์ของตระกูล”
หว่านชิงพึมพำเบา ๆ
“คนบนกระดานนี้ช่างชอบใช้ชีวิตผู้อื่นเป็นหมากเสียจริง” แต่น่าเสียดาย หมากตัวนี้มีความคิดเป็นของตนเองแล้ว เสียงเกี้ยวกระทบพื้นดังขึ้นเบา ๆ
“ถึงจวนอ๋องสามแล้ว” เสียงชายผู้หนึ่งดังมาจากด้านนอก หว่านชิงเลิกผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวขึ้นเล็กน้อย
ม่านเกี้ยวถูกเปิดออก
