บท
ตั้งค่า

1

เปลวเพลิงสีส้มแดงโหมกระหน่ำขึ้นสู่ท้องฟ้ายามราตรี แสงไฟสะท้อนผ่านกลุ่มควันดำหนาทึบ กลิ่นไม้เก่าที่ถูกเผาไหม้ผสมกับกลิ่นผ้าและสิ่งของภายในเรือนจนฉุนแสบจมูก

ท่ามกลางเสียงไม้ลั่นและหลังคาที่กำลังพังถล่ม หญิงสาวผู้หนึ่งดิ้นรนอยู่บนพื้นอย่างสุดกำลัง

หลี่หว่านชิงลืมตาขึ้นพร้อมอาการปวดศีรษะราวกับถูกของแข็งทุบเข้าอย่างจัง

สิ่งแรกที่นางรับรู้ไม่ใช่ความเจ็บปวดตามร่างกาย หากแต่เป็นความร้อนระอุที่กำลังแผดเผาผิวหนัง

นางพยายามขยับตัว แต่กลับพบว่าข้อมือและข้อเท้าถูกเชือกมัดไว้แน่น

“นี่มัน... ที่ไหน” เสียงที่หลุดออกจากริมฝีปากแหบพร่าจนนางแทบจำไม่ได้ว่าเป็นเสียงของตนเอง

หว่านชิงจำได้ชัดเจนว่าก่อนหน้านี้ตนยังเป็นแพทย์แผนจีนประยุกต์และนักวิจัยสมุนไพรอยู่ในโลกยุคปัจจุบัน ชีวิตของนางคลุกคลีอยู่กับตำรายา งานวิจัย และห้องทดลองมาตลอดหลายปี

แต่เมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้ง ทุกสิ่งกลับเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง

อาภรณ์โบราณ เรือนไม้ มือที่เล็กและบอบบางกว่ามือของนางเอง และที่สำคัญที่สุดคือเพลิงที่กำลังล้อมรอบเรือนหลังนี้จากทุกทิศทาง

ยังไม่ทันตั้งสติ ความเจ็บปวดก็แล่นขึ้นกลางศีรษะอีกระลอก

ภาพความทรงจำที่ไม่ใช่ของนางหลั่งไหลเข้ามาราวกับสายน้ำเชี่ยว

หลี่หว่านชิง บุตรสาวอนุของสกุลหลี่

มารดาแท้ ๆ เสียชีวิตตั้งแต่นางยังเด็ก หลังจากนั้นเด็กสาวจึงเติบโตอยู่ภายใต้การควบคุมของฮูหยินเอก ถูกกดขี่และดูหมิ่นมาตลอดหลายปี แม้มีฐานะเป็นคุณหนูของจวน แต่ความเป็นอยู่กลับแทบไม่ต่างจากบ่าวรับใช้

ภาพสุดท้ายในความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมคือการถูกคนกลุ่มหนึ่งลากมายังเรือนท้ายจวน

จากนั้นมีใครบางคนสั่งให้มัดนางไว้ ก่อนกลิ่นน้ำมันจะโชยเข้ามา แล้วเปลวไฟก็ลุกขึ้น ดวงตาของหว่านชิงเย็นลงทันที นี่ไม่ใช่อุบัติเหตุ มีคนต้องการให้นางตาย

และไม่ใช่เพียงฆ่าให้ตาย แต่ต้องการเผาทุกอย่างให้กลายเป็นเถ้าถ่าน ไม่เหลือแม้แต่หลักฐาน

“ดีจริง ๆ ข้ามภพมาทั้งที ยังไม่ทันได้หายใจเต็มปอด ก็ต้องหนีตายจากคนในครอบครัวเสียแล้ว”

หว่านชิงกัดฟันแน่น

เปลวเพลิงกำลังลามเข้ามาใกล้ทุกขณะ หากมัวแต่นั่งคิดว่าตนมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร อีกไม่นานคงได้ตายเป็นครั้งที่สองจริง ๆ

นางกวาดตามองรอบตัวอย่างรวดเร็ว

ใกล้กันมีเศษโลหะปลายแหลมตกอยู่ข้างชั้นไม้ที่พังลงมา หว่านชิงพลิกตัวไปด้านข้าง พยายามใช้ปลายเท้าเกี่ยวมันเข้ามา แม้ความร้อนจากพื้นไม้จะทำให้ฝ่าเท้าเจ็บแสบ แต่นางไม่หยุด

เมื่อคว้าเศษโลหะได้ นางรีบใช้มันเสียดสีกับเชือกที่ข้อมือ

ครั้งแล้วครั้งเล่า จนผิวหนังถูกบาด เลือดไหลซึมออกมา แต่หว่านชิงไม่สนใจ

แคว่ก!

เชือกขาดในที่สุด

นางรีบแก้มัดข้อเท้า ก่อนฉีกชายเสื้อออกมาชุบน้ำจากโอ่งใบเล็กที่ยังเหลืออยู่แล้วนำมาปิดจมูกและปาก ลดการสูดควันเข้าไปให้มากที่สุด จากนั้นก้มตัวต่ำและมองหาทางออกที่ยังไม่ถูกเพลิงปิดตาย

ประตูด้านหน้าถูกไฟล้อมไว้หมดแล้ว เหลือเพียงหน้าต่างทางด้านหลัง

หว่านชิงยกแขนขึ้นป้องกันใบหน้าแล้วพุ่งตัวเข้าใส่บานหน้าต่างเต็มแรง

โครม!

บานไม้แตกกระจาย ร่างบอบบางกระโจนผ่านช่องหน้าต่างออกมา ก่อนกลิ้งลงบนพื้นดินด้านนอกอย่างแรง

เพียงไม่กี่อึดใจหลังจากนั้น คานไม้ขนาดใหญ่ภายในเรือนก็ถล่มลงมาพร้อมเสียงสนั่น

หว่านชิงนอนหอบอยู่บนพื้น

ร่างกายเต็มไปด้วยรอยถลอก เสื้อผ้าขาดหลายแห่ง ใบหน้าเปื้อนเขม่าควัน แต่ดวงตาคู่นั้นกลับสว่างวาบอย่างคนที่เพิ่งช่วงชิงชีวิตของตนกลับคืนมาจากประตูผี

นางเงยหน้ามองเรือนที่กำลังถูกเพลิงกลืนกิน ในหัวกลับมีคำถามหนึ่งผุดขึ้นมา เจ้าของร่างเดิมไปรู้อะไรมา

เหตุใดคนเหล่านั้นจึงต้องฆ่านางอย่างเร่งรีบถึงเพียงนี้ ยังไม่ทันที่หว่านชิงจะค้นหาคำตอบ เสียงหนึ่งก็ดังก้องมาจากบริเวณหน้าจวน

“ราชโองการฮ่องเต้” เสียงประกาศนั้นทำให้ทั้งจวนสกุลหลี่ตกอยู่ในความโกลาหล

หว่านชิงชะงัก ราชโองการหรือ

นางอาศัยความมืดลอบเคลื่อนตัวไปตามแนวกำแพง จนมองเห็นบริเวณลานหน้าจวนได้จากระยะหนึ่ง

คบเพลิงหลายสิบดวงส่องสว่างไปทั่ว

ขันทีจากวังหลวงยืนถือราชโองการสีทองอยู่ตรงกลางลาน ด้านหน้าเขาคือหลี่เฉิง เจ้าบ้านสกุลหลี่ ฮูหยินเอก คุณหนูใหญ่ และคนในจวนที่กำลังคุกเข่าเรียงรายอยู่บนพื้น

หลี่เฉิงรีบก้มศีรษะอย่างนอบน้อม

“กระหม่อมหลี่เฉิงน้อมรับพระราชโองการ”

ขันทีคลี่ราชโองการออก ก่อนอ่านด้วยน้ำเสียงกังวาน

ใจความสำคัญทำให้สีหน้าของคนสกุลหลี่เปลี่ยนไปทันที

ฮ่องเต้มีพระราชประสงค์พระราชทานบุตรีสกุลหลี่หนึ่งคนให้สมรสกับอ๋องสาม เซียวจิ่งหยาน โดยกำหนดวันเข้าพิธีในอีกสามวันข้างหน้า

ทันทีที่ได้ยินพระนามของอ๋องสาม บรรยากาศโดยรอบก็เงียบลงอย่างเห็นได้ชัด

แม้หว่านชิงเพิ่งมาอยู่ในโลกนี้ แต่ความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมทำให้นางรู้จักบุรุษผู้นี้อยู่บ้าง

เซียวจิ่งหยาน…

องค์ชายสามผู้เคยมีชื่อเสียงโดดเด่นทั้งด้านการศึกและสติปัญญา ทว่าหลายปีที่ผ่านมาเขากลับถูกพิษเรื้อรังจนสุขภาพทรุดโทรม ขาทั้งสองมีปัญหาในการเคลื่อนไหว ต้องเก็บตัวอยู่ในจวนเป็นส่วนใหญ่

ยิ่งไปกว่านั้น เขายังเป็นองค์ชายที่ฮ่องเต้ทรงระแวง

บรรดาขุนนางจึงพากันหลีกเลี่ยง ไม่ต้องการเข้าไปเกี่ยวข้องกับเขา เพราะไม่มีผู้ใดรู้ว่าการเข้าใกล้อ๋องสามจะถูกมองว่าเป็นการเลือกข้างหรือไม่

ราชโองการครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงเรื่องสมรส มันคือการโยนหินลงไปกลางสระ เพื่อดูว่าผู้ใดจะขยับก่อน

หว่านชิงหรี่ตาลง

ฮ่องเต้ไม่ได้ระบุชื่อบุตรีคนใดของสกุลหลี่โดยเฉพาะ แต่กลับใช้ถ้อยคำเพียงว่า “บุตรีสกุลหลี่หนึ่งคน”

เท่ากับโยนสิทธิ์ในการเลือกให้หลี่เฉิง

และในขณะเดียวกัน ก็เป็นการทดสอบว่าตระกูลหลี่จะวางตัวเช่นไรต่ออ๋องสาม

หลี่เฉิงกับฮูหยินเอกสบตากันเพียงครู่เดียว

หว่านชิงก็รู้คำตอบแล้ว

ฮูหยินเอกมีบุตรสาวสายตรงเพียงคนเดียวซึ่งนางทะนุถนอมราวกับไข่มุกกลางฝ่ามือ จะยอมส่งคุณหนูใหญ่ไปแต่งกับอ๋องสามที่ถูกมองว่าใกล้หมดอนาคตได้อย่างไร

และในจวนแห่งนี้ยังมีบุตรสาวอีกคนหนึ่ง

คนที่เพิ่งถูกพวกเขาพยายามเผาให้ตายเมื่อครู่ มุมปากของหว่านชิงยกขึ้นเล็กน้อย ช่างเหมาะเจาะเสียจริง

ฮูหยินเอกเป็นฝ่ายเอ่ยขึ้นก่อน “ใต้เท้าเจ้าคะ ดูเหมือนสวรรค์จะเมตตาตระกูลหลี่ของเรายิ่งนัก”

หลี่เฉิงหันไปมองภรรยา

ฮูหยินเอกก้มหน้าลงเล็กน้อย แต่ดวงตากลับฉายแววเย็นชา

“หว่านชิงเป็นบุตรีสกุลหลี่เช่นเดียวกัน นางมีนิสัยเรียบร้อย รู้จักหน้าที่ และกตัญญูต่อบิดามาโดยตลอด หากได้ถวายตัวเป็นชายาอ๋องสาม ย่อมนับเป็นวาสนาของนาง”

คำพูดฟังดูงดงาม แต่หว่านชิงแทบหัวเราะออกมา

กตัญญูหรือ คนที่เพิ่งพยายามเผานางทั้งเป็น กลับสามารถพูดคำว่ากตัญญูออกมาได้อย่างหน้าตาเฉย

หลี่เฉิงเข้าใจความหมายของภรรยาในทันที

เขาลังเลเพียงชั่วครู่ก่อนพยักหน้า

“ถูกต้อง หว่านชิงเป็นบุตรีของข้า แม้เกิดจากอนุ แต่ก็นับเป็นสายเลือดสกุลหลี่ หากได้ปรนนิบัติอ๋องสาม ย่อมเป็นเกียรติของนาง”

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel