บทที่ 33 ข้าอยากได้คำสัญญา
“เจ้ารู้แล้วหรือ?แล้ว แล้วเขาโดนพิษได้ยังไง??”
ไท่จื่อเฟยตกใจสะดุ้งโหยง แล้วรีบถาม
เวลานี้ แม้แต่เซียวเย่หลันเองก็แสดงอาการประหลาดใจออกมา และใช้สายตาสำรวจไปที่เซ่เชียนฮวนอย่างถี่ถ้วน
เซ่เชียนฮวนยืนขึ้นมาแล้วเดินไปที่ริมหน้าต่าง เปิดหน้าต่างออก สายลมเย็นอ่อนๆผัดโชยเข้ามา พร้อมกับได้กลิ่นหอมสดชื่นของดอกไม้อย่างต่อเนื่อง
นางมองย้อนกลับไป “ตอนที่ข้ามาถึงก็พบว่าข้างนอกนั้นได้ปลูกต้นดอกถัวซัวไว้หลายต้น ตามจริงละอองเกสรของดอกนี้ก็ไม่ได้มีพิษอะไร แต่ถ้าหากได้ผสมเข้ากับอัลมอนด์แล้วก็จะเกิดเป็นพิษอ่อนๆ
ช่วงฤดูกาลนี้ลมมันแรงมาก น่าจะเป็นเพราะว่าทุกครั้งตอนที่นางกำนัลนำขนมอัลมอนด์ให้หลานชายองค์น้อยทาน ละอองเกสรบางส่วนอาจจะเปื้อนบนเค้กโดยบังเอิญ เวลาผ่านไปนาน สารพิษที่ได้ทานเข้าไปก็จะสะสมจากน้อยกลายเป็นมาก และเริ่มเป็นอันตรายถึงชีวิต
เมื่อฟังคำสันนิษฐานจากเซ่เชียนฮวนจนจบ ผู้คนก็กลัวจนตัวสั่น ภายในใจรู้สึกหวาดกลัวอยู่พักหนึ่ง
ไท่จื่อเฟยพูดพึมพำว่า “ต้นดอกถัวซัวเหล่านั้น องค์ชายสองเป็นคนมอบให้”
“หุบปาก” ไท่จื่อได้เตือนพระชายาของตัวเองด้วยสายตา ไม่ปล่อยให้นางพูดอะไรไปมากกว่านี้ “บางทีอาจเป็นเพียงแค่เรื่องบังเอิญ ไม่ได้มีใครวางยาพิษเลย เป็นเพราะพวกเราเองที่ประมาทกันมากเกินไป และไม่ได้ดูแลเห้าเอ๋อร์ให้ดี
เซ่เชียนฮวนปิดหน้าต่างอย่างเงียบๆ “ไม่ว่าอย่างไรก็ตามแค่ต้องย้ายต้นดอกถัวซัวเหล่านั้นออกไป หลังจากนี้ก็ไม่มีอะไรแล้ว”
บทสนทนาเพียงไม่กี่คำ ก็ทำให้เนางเข้าใจถึงความวุ่นวายภายในราชวงศ์
ภายใต้อำนาจของราชวงศ์ไม่มีคำว่าครอบครัว
เซ่เชียนฮวนสนใจแต่เพียงแค่เรื่องการรักษาและช่วยคน ส่วนเรื่องรบราชิงดีกันเองภายในของไท่จื่อกับองค์ชายองค์อื่นๆ นางไม่อยากเข้าไปมีส่วนร่วม
ตามประสบการณ์ เรื่องแบบนี้หากถูกดึงเข้าไปเกี่ยวข้อง ก็จะตกอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่มีทางจะฟื้นคืนชีพตลอดไปอย่างแน่นอน
“ไม่ว่าจะยังไงก็ตาม โชคดีที่วันนี้มีน้องสะใภ้อยู่ด้วย เจ้าไม่เพียงแต่ช่วยชีวิตของเห้าเอ๋อร์เท่านั้น แต่ยังพบสาเหตุแหล่งที่มาของพิษให้เราด้วย โปรดรับคำนับข้าด้วย”
หลังจากที่ไท่จื่อพูดจบก็คำนับเซ่เชียนฮวนอย่างสุดซึ้ง
เซ่เชียนฮวนรีบยื่นมือออกไปประคอง
แต่ทันทีที่นางขยับ แผ่นหลังก็ปวดขึ้นมาอย่างหนัก ก็เลยทำได้เพียงโบกโบกมือแล้วพูดว่า “ไท่จื่อไม่จำเป็นต้องทำเช่นนี้ ท่านอาจารย์เคยสอนข้าไว้ ในฐานะที่ เป็นหมอ การช่วยชีวิตคนใกล้ตายและรักษาคนบาดเจ็บมันเป็นภารกิจที่พระเจ้าได้มอบให้ ถ้าหากว่ามีคนใกล้ตายอยู่ต่อหน้า ไม่ว่าจะแลกด้วยอะไรตามก็ต้องยื่นมือเข้าไปให้ความช่วยเหลือ”
เมื่อได้ยินคำพูดเหล่านี้ ดวงตาของเซียวเย่หลันก็กระตุกโดยไม่รู้ตัว
ไม่ว่าจะแลกด้วยอะไรก็ตาม
ดังนั้น นี่จึงเป็นสาเหตุที่นางไม่สนใจเรื่องซุบซิบนินทาแล้วยังจะแอบไปรักษาเย่สิ้นตอนกลางดึก
หลังจากที่ไท่จื่อลุกยืนขึ้น ยิ้มเล็กน้อยแล้วถามว่า “อาจารย์ของเจ้าเป็นใครกัน”
เซ่เชียนฮวนตอบโดยไม่ได้คิดอะไร “อ้อ เป็นชายชราคนหนึ่งที่ข้าพบบนภูเขาเมื่อยังเด็ก เขาบอกว่าเขากับข้ามีวาสนาต่อกัน ก็เลยสอนวิชาหมอให้ข้าอยู่สองสามเดือน และยังบอกข้าด้วยว่าห้ามบอกใคร”
สิ่งที่นางพูดนั้นจริงครึ่งไม่จริงครึ่ง ถึงอย่างไรก็ไม่มีใครสามารถไปพิสูจน์ได้ ทำได้เพียงแค่เชื่อเท่านั้น
ไท่จื่อพยักหน้า แล้วพูดว่า “เรื่องที่เห้าเอ๋อร์โดนพิษนั้นพัวพันไปถึงคนอื่นในวงกว้างได้ ข้าไม่ต้องการให้เกิดการนองเลือด หากมีคนอื่นถาม โปรดน้องสะใภ้ อย่าได้พูดความจริง”
ดูเผินๆ เหมือนไท่จื่อกำลังคุยกับเซ่เชียนฮวน แต่ในความเป็นจริง เขากำลังเตื่อนทุกคนที่อยู่ที่นั่นด้วย
เซ่เชียนฮวนยิ้มแล้วพูดว่า “ไม่ต้องห่วย การปกป้องความเป็นส่วนตัวของผู้ป่วยก็ถือเป็นกฎที่เราต้องปฏิบัติตามเช่นกัน”
ไท่จื่อพยักหน้าด้วยความโล่งอก
คนอื่นๆค่อยแอบมองและการแสดงออกของสีหน้า ภายในใจต่างก็รู้สึก จ้างหวางเฟยคนนี้ในอนาคตข้างหน้าเกรงว่าคงจะรุ่งเรืองพรวดพราดขึ้นอย่างแน่นอน
ปัจจุบันนี่คือองค์รัชทายาท เป็นองค์จักรพรรดิในอนาคต
แม้แต่ท่านยังต้องคำนับขอบคุณเซ่เชียนฮวน
หลังจากนี้ ใครจะยังกล้าปฏิบัติต่อเซ่ชียนฮวนเหมือนคนโง่งี่เง่ากันอีก
“น้องสะใภ้ ยาจินชวงนี้เจ้านำไปใช้ก่อน หากเจ้าต้องการอะไรเพิ่มอีก ก็บอกมาได้เลย”
ไท่จื่อเฟยเห็นผ้าเช็ดหน้าที่รอบคอของเซ่เชียนฮวนส่วนใหญ่เป็นรอยเลือดหมดแล้ว ก็อดไม่ได้ที่จะสงสารรับขวดยามาจากนางกำนัล แล้วมอบให้เซ่เชียนฮวน
เซ่เชียนฮวนไม่ได้คิดอะไรมาก แล้วพูดอย่างตรงไปตรงมาว่า “มี ข้าอยากได้คำสัญญาจากไท่จื่อ
