ตอนที่1 - 2
หรูเยว่กัดฟันข่มความเจ็บปวด นางไม่เปล่งเสียงร้องออกมาแม้แต่ครึ่งคำ ปล่อยให้ตัวเองถูกลากไปตามโถงทางเดินชื้นแฉะที่คละคลุ้งไปด้วยกลิ่นสุราและควันยาสูบ
เมื่อก้าวพ้นม่านผ้าใบผืนหนา แสงสว่างจ้าจากคบเพลิงนับร้อยก็สาดกระทบดวงตาจนต้องหรี่ลง เสียงโห่ร้องตะโกนดังกึกก้องไปทั่วลานประมูลใต้ดิน บริเวณนี้เต็มไปด้วยบุรุษมากหน้าหลายตา ทั้งพ่อค้าต่างแคว้น ขุนนางท้องถิ่นที่สวมเสื้อผ้าอำพรางตัว และพวกโจรป่า ทุกคนล้วนมีสายตาหื่นกระหายและหิวโซราวกับแร้งที่กำลังรุมทึ้งซากศพ
ฟางหรูเยว่ถูกผลักให้ก้าวขึ้นไปยืนบนแท่นไม้กระดานที่ทำหน้าที่เป็นเวทีประมูล นางยืนโดดเด่นอยู่ท่ามกลางทาสหญิงคนอื่นๆ แม้ร่างกายจะเปรอะเปื้อนและสวมใส่เพียงผ้าป่านเนื้อหยาบ ทว่าท่วงท่าการยืนที่ยืดหลังตรง ลำคอระหง และโครงหน้าที่งดงามแม้จะถูกบดบังด้วยคราบดิน ก็ไม่อาจปิดบังสายเลือดแห่งชนชั้นสูงที่ไหลเวียนอยู่ในกายได้
"ดูสินค้าชิ้นนี้ให้ดีนายท่านทั้งหลาย!"
ผู้คุมเวทีประมูลเดินเข้ามาใกล้ ใช้ปลายไม้เท้าเชยคางนางขึ้น แต่หรูเยว่สะบัดหน้าหนีอย่างรังเกียจ เรียกเสียงหัวเราะชอบใจจากเหล่าบุรุษเบื้องล่าง
"แม้จะมอมแมมไปบ้าง แต่ผิวพรรณซ่อนรูปนี้ขาวเนียนราวกับหยกมันแพะ กิริยาพยศเช่นนี้ หากได้นำไปปราบพยศบนเตียงคงจะสร้างความสำราญให้พวกท่านไม่น้อย! เริ่มต้นที่ยี่สิบตำลึงเงิน!"
เสียงเสนอราคาดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง สายตาโลมเลียหลายสิบคู่กวาดมองไปทั่วเรือนร่างของนางราวกับกำลังลอกคราบ หรูเยว่กวาดตามองบุรุษเหล่านั้นด้วยความสมเพช นางไม่ได้ใส่ใจกับตัวเลขที่เพิ่มสูงขึ้น นางกำลังประเมินสถานการณ์ หญิงสาวลอบสังเกตผู้คุมที่ยืนอยู่ขอบเวที มีดสั้นที่เหน็บอยู่ข้างเอวของเขาอยู่ห่างจากนางเพียงสามก้าว หากนางแสร้งทำเป็นล้มลงและฉวยโอกาสดึงมีดเล่มนั้นออกมา นางอาจจะจับผู้คุมเวทีเป็นตัวประกันได้... แม้โอกาสรอดชีวิตจะมีไม่ถึงหนึ่งในสิบ แต่นางยอมตายด้วยคมดาบดีกว่ายอมตกเป็นเครื่องระบายความใคร่ของเศษสวะเหล่านี้
"ห้าสิบตำลึงเงิน! ข้าให้ห้าสิบตำลึง!"
ขุนนางเฒ่าร่างอ้วนท้วนผู้หนึ่งที่สวมหมวกคลุมหน้าตะโกนขึ้นด้วยน้ำเสียงแหบพร่า ดวงตาที่เต็มไปด้วยตัณหาจับจ้องมาที่หรูเยว่อย่างไม่วางตา ราคาห้าสิบตำลึงถือว่าสูงมากสำหรับทาสหญิงไร้ชื่อในตลาดมืดแห่งนี้ บรรยากาศรอบเวทีเริ่มเงียบลงเพราะไม่มีใครกล้าสู้ราคา ผู้คุมเวทีฉีกยิ้มกว้าง เตรียมจะเคาะไม้พิจารณาขาย
ทว่าในวินาทีที่ความสิ้นหวังกำลังจะกลืนกินทุกสิ่ง บรรยากาศภายในโรงประมูลกลับแปรเปลี่ยนไปอย่างกะทันหัน
อากาศที่เคยร้อนอบอ้าวและคละคลุ้งไปด้วยกลิ่นสุรา พลันเย็นเยียบลงจนแทบจับขั้วหัวใจ เสียงโห่ร้องตะโกนเงียบหายไปราวกับที่แห่งนี้ไม่มีคนอยู่ ทุกชีวิตในลานประมูลใต้ดินหยุดชะงัก สายตาทุกคู่ค่อยๆ หันไปมองยังทิศทางเดียวกันที่ทางเข้าหลักของโถงประมูล
เสียงฝีเท้าหนักแน่นและสม่ำเสมอดังสะท้อนก้อง ก้าวทีละก้าว... ทรงพลังและกดดันจนทำให้ผู้ที่ได้ยินรู้สึกหายใจไม่ออก
บุรุษผู้หนึ่งก้าวผ่านม่านผ้าใบเข้ามา เรือนร่างสูงใหญ่สง่างามสวมอาภรณ์สีดำขลับปักลายพยัคฆ์ด้วยดิ้นเงิน ตัดกับเสื้อคลุมตัวนอกสีแดงเลือดนกที่ปลิวไสวไปตามจังหวะการก้าวเดิน ใบหน้าของเขาหล่อเหลาไร้ที่ติ คิ้วเข้มพาดเฉียงดุจกระบี่ จมูกโด่งเป็นสัน และริมฝีปากหยักลึกที่เหยียดตรงเย็นชา ทว่าสิ่งที่ทำให้ทุกคนแทบจะทรุดเข่าลงกับพื้น ไม่ใช่ความงดงามราวกับเทพเซียนของเขา แต่เป็น กลิ่นอายสังหาร ที่แผ่ซ่านออกมาจากทุกอณู
ดวงตาคมกริบราวกับพญาเหยี่ยวสีนิลคู่นั้นกวาดมองไปรอบโรงประมูล เพียงแค่ถูกสายตานั้นตวัดผ่าน เหล่าพ่อค้าและโจรป่าต่างก็ก้มหน้าหลบตา ตัวสั่นงันงก บารมีที่กดข่มลงมาทำให้บรรยากาศอึดอัดจนแทบกระอักเลือด เขาก้าวเดินแหวกฝูงชนที่รีบถอยร่นเปิดทางให้อย่างลนลาน ไปหยุดยืนอยู่เบื้องหน้าเวทีประมูล
