บทที่ 1 หวนคืน 2
บทที่ 1 หวนคืน 2
จำได้ว่าตนเคยได้ยินลูกสะอื้นอยู่หลังผนัง แต่กลับนอนกัดฟันคิดถึงสตรีอีกคน จำได้ว่าเมื่อแม่นมพาเด็กมาให้ดู นางถามเพียงว่าเหตุใดจมูกไม่เหมือนบิดาแล้วหันหน้าหนี จำได้ว่าในชาติก่อน อ้อมแขนของตนว่างเปล่าตั้งแต่วันแรก ทั้งที่ลูกอยู่ห่างเพียงไม่กี่ก้าว
“ไปอุ้มมาเถิด” นางกล่าวช้าลง “ข้าจะรออยู่ตรงนี้”
ชิงหลัวก้มศีรษะรับคำ แล้วรีบออกไป
ซีเยวี่ยพิงหัวเตียง สูดลมหายใจลึกทีละครั้ง เสียงฝีเท้าด้านนอกห่างออกไปก่อนวกกลับมา ไม่นานม่านก็ถูกยกขึ้น สาวใช้ก้าวเข้ามาพร้อมห่อผ้าสีแดงในอ้อมแขน ด้านหลังมีแม่นมวัยกลางคนตามมาด้วย
“ฮูหยินน้อย คุณหนูน้อยมาแล้วเจ้าค่ะ”
เด็กน้อยยังร้อง ดวงตาปิดแน่น ใบหน้าแดงก่ำ ผมดำบางแนบหน้าผาก กำปั้นเล็กยกขึ้นข้างแก้ม ซีเยวี่ยมองภาพนั้นแล้วลมหายใจสะดุด
นางเคยเห็นใบหน้านี้ในวาระสุดท้าย
ไม่ใช่ภาพจริง หากเป็นความทรงจำซึ่งย้อนกลับมาทิ่มแทงหัวใจ ใบหน้าเล็กที่ร้องหามารดา ขณะที่มารดากลับใช้ทุกลมหายใจวิ่งไล่ตามบุรุษผู้หนึ่ง
“ส่งมาให้ข้า”
ชิงหลัวก้าวเข้าใกล้ แต่เมื่อจะวางเด็กลงในอ้อมแขน นางกลับหยุด “ฮูหยินน้อยต้องประคองศีรษะคุณหนูเช่นนี้เจ้าค่ะ แขนอีกข้างรองตัวไว้ อย่ากอดแน่นเกินไปนะเจ้าคะ”
ซีเยวี่ยยื่นมือออก มือของนางสั่นมากจนแม่นมขมวดคิ้ว เห็นได้ชัดว่าหญิงผู้นั้นไม่วางใจ ทว่าไม่มีผู้ใดกล้าขัดคำสั่งฮูหยินน้อย
น้ำหนักเบาอุ่นถูกวางลงบนแขน
เพียงเท่านั้น น้ำตาของซีเยวี่ยก็ไหลออกมา
เด็กตัวเล็กเหลือเกิน เล็กจนศีรษะวางพอดีในข้อพับแขน กลิ่นน้ำนมจาง ๆ ปะปนกับกลิ่นผ้าฝ้ายสะอาด ลมหายใจถี่กระทบผิวบริเวณข้อมือ ความอบอุ่นจากร่างน้อยซึมผ่านอาภรณ์เข้ามาแตะอกซึ่งเคยเย็นตายไปแล้วครั้งหนึ่ง
“อาหวาน...”
นางเรียกชื่อเล่นที่บิดาเป็นผู้ตั้ง เสียงเบาจนแทบไม่ได้ยิน
ทารกยังไม่หยุดร้อง ซีเยวี่ยจึงขยับแขนตามที่ชิงหลัวบอกอย่างเก้กัง นางกลัวทำลูกเจ็บ กลัวมือของตนหนักเกินไป กระทั่งไม่กล้าหายใจแรง
ปลายนิ้วเล็กปัดผ่านข้อมือของนางโดยบังเอิญ สัมผัสนั้นเบายิ่งกว่าปีกผีเสื้อ หากกลับทำให้ภาพหนึ่งผุดขึ้นมาแจ่มชัด ในชาติเดิม หลังอาหวานมีอายุครบหนึ่งเดือน ชิงหลัวเคยอุ้มเด็กมายืนหน้าประตู ขอให้นางมอบกำไลข้อเท้าเป็นของรับขวัญตามธรรมเนียม ซีเยวี่ยกำลังเฝ้ารอสามี จึงโยนกำไลออกไปโดยไม่แม้แต่จะมองว่ามันรัดข้อเท้าลูกพอดีหรือไม่
ต่อมาเมื่อได้ยินเสียงกระดิ่งเงินดังอยู่ในสวน นางกลับเข้าใจว่าอิงเหนียงจงใจอุ้มลูกมาเยาะเย้ย จึงสั่งให้คนถอดกำไลทิ้ง
เวลานั้นอาหวานคงมองมารดาด้วยดวงตาเช่นนี้
ซีเยวี่ยค่อย ๆ เปิดผ้าห่อตัวตรงมุมหนึ่ง เห็นข้อเท้าเล็กบอบบาง ผิวแดงเรื่อ และปานสีอ่อนรูปกลีบดอกไม้อยู่เหนือข้อเท้าซ้าย นางไม่เคยรู้ว่าลูกมีปานตรงนี้ ทั้งที่เป็นผู้ให้กำเนิดด้วยตนเอง
“ชื่อเต็มของนางคือไป๋หว่านหนิงใช่หรือไม่” นางถาม ทั้งที่จำได้ดี
ชิงหลัวพยักหน้า “เจ้าค่ะ นายท่านผู้เฒ่าเป็นผู้เลือกคำว่า 'หว่าน' ส่วนคุณชายใหญ่เลือกคำว่า 'หนิง' หวังให้คุณหนูน้อยอ่อนหวานและมีชีวิตสงบสุข ฮูหยินน้อยยังไม่ได้เลือกชื่อเล่น บ่าวจึงเรียกเพียงคุณหนูน้อยมาตลอด”
“อาหวาน” ซีเยวี่ยเอ่ยอีกครั้ง ครานี้เสียงมั่นคงขึ้น “ต่อไปเรียกนางว่าอาหวาน”
ชาติก่อนชื่อนี้ถูกตั้งขึ้นหลังนางตาย ไป๋เหิงจื้อเป็นผู้เรียกบุตรสาวเช่นนั้นในวันที่อุ้มเด็กไปกราบป้ายวิญญาณ นางไม่เคยได้ยินด้วยหูตนเอง หากกลับรู้สึกราวชื่อทั้งสองพยางค์ฝังอยู่ในส่วนลึกของวิญญาณมาตลอด
เด็กน้อยขยับใบหน้าเข้าหาอกมารดา เสียงร้องอ่อนลงชั่วขณะ ประหนึ่งรับรู้ว่าคำเรียกนั้นเป็นของตน
“เหตุใดนางจึงร้องไม่หยุด”
แม่นมรีบตอบ “คุณหนูน้อยหิวเจ้าค่ะ น้ำนมบ่าวออกน้อยตั้งแต่เมื่อคืน จึงตั้งใจจะขออนุญาตไปตามแม่นมอีกคน แต่ฮูหยินน้อยยังไม่ฟื้น”
“แล้วน้ำนมของข้าเล่า”
คนทั้งห้องเงียบลง
ชิงหลัวค่อย ๆ กล่าวว่า “หมอเหยาบอกว่าร่างกายท่านเสียเลือดมาก ควรพักให้เต็มที่ ฮูหยินน้อยจึง...จึงสั่งไม่ให้คุณหนูกินนมจากท่านเจ้าค่ะ”
ซีเยวี่ยจำได้ นางเคยกลัวรูปร่างเปลี่ยน กลัวพักผ่อนไม่พอแล้วไป๋เหิงจื้อจะยิ่งไม่อยากเข้าหา บัดนี้เมื่อคิดย้อนกลับ เหตุผลเหล่านั้นน่าขันเสียจนหัวใจแทบแตกเป็นเสี่ยง
นางก้มมองริมฝีปากเล็กซึ่งกำลังไล่หา กลางอกพลันปวดตึงตามเสียงร้อง
“ให้ทุกคนออกไป เหลือชิงหลัวอยู่ช่วยข้า”
แม่นมเบิกตา “ฮูหยินน้อยหมายจะ”
“ข้าจะให้นมลูก”
ถ้อยคำนี้เพิ่งหลุดจากริมฝีปาก เสียงฝีเท้าหลายคู่ก็ดังมาจากหน้าประตู หญิงวัยกลางคนในอาภรณ์สีฟ้าหม่นก้าวผ่านม่านเข้ามา นางถือหีบไม้ยาไว้ในมือ ใบหน้ารูปไข่แต่งแต้มด้วยรอยยิ้มสุภาพ
เหยาซูเหลียน
ซีเยวี่ยเงยหน้ามอง ในหัวพลันมีเสียงฝนกระหน่ำศาลา มือซึ่งอุ้มอาหวานเย็นลงโดยไม่รู้ตัว
หมอเหยาไม่ได้สังเกตความผิดปกติ นางก้าวมาถึงข้างเตียงแล้วถอนหายใจอย่างโล่งอก “ฮูหยินน้อยฟื้นแล้วหรือเจ้าคะ เมื่อคืนท่านมีไข้ บ่าวกังวลจนแทบไม่ได้นอน ขอจับชีพจรสักหน่อยเถิด”
ซีเยวี่ยไม่ยื่นมือ
สายตาของนางหยุดอยู่ที่หีบยา ใต้ฝากล่องมีมุมกระดาษสีน้ำตาลโผล่ออกมา กลิ่นหวานไหม้จาง ๆ ลอยมาถึงปลายจมูก เหมือนกับถ้วยยาก่อนความตายทุกประการ
หมอเหยาหันสั่งบ่าวที่ตามมา “ยกยาเข้ามาเถิด ยังอุ่นอยู่พอดี”
สาวใช้ตัวเล็กยกถาดเข้ามา ถ้วยกระเบื้องสีขาววางอยู่ตรงกลาง น้ำยาด้านในดำข้น ไอร้อนลอยเป็นสาย
ทันทีที่ถ้วยเข้าใกล้ ความเย็นจากสระในชาติเดิมก็รัดรอบลำคอซีเยวี่ย นางได้ยินเสียงเดิมกระซิบข้างหูว่า ดื่มเสีย คืนนี้จะได้นอนหลับ เห็นเงาร่างบนศาลา เห็นมือข้างนั้นปล่อยต้นแขน
โดยไม่ทันคิด นางตวัดมือออก
ถ้วยยากระเด็นจากถาด กระแทกพื้นดังเพล้ง
น้ำยาร้อนสาดเปื้อนชายกระโปรงหมอเหยา ตะกอนสีคล้ำแผ่เป็นวงบนอิฐ ทุกคนในห้องตกตะลึง แม้แต่อาหวานยังหยุดร้องไปชั่วขณะ
หมอเหยาก้มมองคราบยา แล้วเงยหน้าขึ้นช้า ๆ
ซีเยวี่ยกอดลูกแนบอก สายตาจับอยู่บนใบหน้าที่สุภาพที่สุดในจวน
ครั้งก่อนนางดื่มทุกถ้วยโดยไม่เคยถาม
ชาตินี้ ยาหยดแรกจะไม่ผ่านริมฝีปากนางอีก
