บทที่ 7 ความลับที่ถูกเก็บซ่อน
เฟิ่งเปาเปาเดินกลับเรือนพักด้วยความโล่งใจกลับไม่รู้เลยว่า แผนการอยู่ให้ห่างจากโกวเฉิงหยางของนาง กำลังเริ่มต้นด้วยความล้มเหลวตั้งแต่วินาทีแรก
กว่าที่นางและเจี๋ยเหล่ยจะกลับมาถึงเรือนพัก พระอาทิตย์ก็เริ่มสูงขึ้นแล้ว ทันทีที่เปาเปาก้าวผ่านประตูเข้าไป เสียงหนึ่งก็ดังลั่นขึ้น
“เฟิ่งเปาเปา!”
เจ้าของชื่อสะดุ้งสุดตัว เมื่อเห็นซูเลี่ยงเซียนพุ่งออกมาจากเรือนราวกับพายุ ใบหน้างดงาม เต็มไปด้วยความโกรธ และความเป็นห่วง
“เจ้าหายไปไหนมา! เจ้ารู้หรือไม่ว่าข้าตามหาเจ้าจนแทบพลิกทั้งเขาแล้ว เจ้าหายไปตั้งแต่เช้า เจี๋ยเหล่ยก็ตามหา ข้าก็ตามหา คนทั้งเรือนล้วนตามหาเจ้าจนไม่เป็นอันทำอะไรแล้ว!” นางตรงเข้ามาคว้าแขนเปาเปาเอาไว้ ยิ่งพูดเสียงก็ยิ่งดัง
เฟิ่งเปาเปาได้แต่ยืนกะพริบตาปริบๆ เพราะไม่เคยเห็นเพื่อนโมโหขนาดนี้มาก่อน
“เลี่ยงเซียน”
“อย่ามาเรียกชื่อข้า! ข้ากำลังโกรธ!”
เฟิ่งเปาเปารีบหุบปากอย่างรวดเร็ว ซูเลี่ยงเซียนเท้าเอวมองนางตั้งแต่หัวจรดเท้า แล้วก็ยิ่งโมโหกว่าเดิม
“เหตุใดเจ้าถึงตัวเปียกเช่นนี้ ไปทำอะไรมาอีก!”
เฟิ่งเปาเปาหดคอลงนิดหนึ่ง ก่อนจะยิ้มประจบ
“ข้าพลาดลื่นตกน้ำนิดหน่อย”
“นิดหน่อยหรือ!” ซูเลี่ยงเซียนชี้ไปที่ตัวเปียกปอนของนาง
“หากท่านพ่อ ท่านแม่ ท่านย่าของเจ้ารู้ ต่อไปคงไม่ได้มาเที่ยวด้วยกันแบบนี้อีกแล้ว”
เจี๋ยเหล่ยที่ยืนอยู่ข้างๆ รีบพยักหน้าอย่างเห็นด้วย เฟิ่งเปาเปาถึงกับจนคำพูด สุดท้ายจึงต้องยอมโดนบ่นอยู่พักใหญ่ กว่าจะปลอบอีกฝ่ายได้สำเร็จ แต่ถึงจะโดนบ่นจนหูชากลับมีเรื่องหนึ่งที่เฟิ่งเปาเปาแน่ใจมากขึ้นกว่าเดิม นางต้องกลับเมืองหลวงเดี๋ยวนี้ กลับให้เร็วที่สุด
หญิงสาวเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหันไปมองซูเลี่ยงเซียน
“เลี่ยงเซียน” น้ำเสียงของนางจริงจังขึ้นกะทันหันจนอีกฝ่ายชะงักไป
“ข้าคิดว่าพรุ่งนี้ข้าจะกลับเมืองหลวง”
“ห๊า! แต่เรายังเที่ยวไม่ครบเลยนะ” ซูเลี่ยงเซียนเบิกตากว้าง สีหน้าเต็มไปด้วยความงุนงงสับสน
เฟิ่งเปาเปาฝืนยิ้ม พร้อมความคิดที่ไม่ได้พูดออกมา
เที่ยวครบหรือไม่ ไม่สำคัญแล้ว สำคัญคือ หากยังอยู่ที่เขาหลิงชวนต่อไป นางอาจได้เจอโกวเฉิงหยางอีก และนั่นคือสิ่งที่นางไม่ต้องการที่สุดในตอนนี้
ขณะที่เฟิ่งเปาเปากำลังคิดเช่นนั้น นางไม่รู้เลยว่าบุรุษที่พยายามหลบเลี่ยงสุดชีวิต กลับกำลังวางแผนลงจากเขาหลิงชวน และเดินทางเข้าเมืองหลวงในอีกไม่กี่วันเช่นกัน
รถม้าของสกุลเฟิ่งเคลื่อนผ่านประตูเมืองหลวงในช่วงบ่ายแก่ๆ ผู้คนบนท้องถนนยังคงคึกคักเช่นเดิม ร้านค้าสองฝั่งทางส่งเสียงเรียกลูกค้าไม่ขาดสาย หากแต่ภายในรถม้ากลับเงียบผิดปกติ
ซูเลี่ยงเซียนนั่งอยู่ฝั่งหนึ่ง ส่วนเฟิ่งเปาเปานั่งอยู่ตรงข้าม ตลอดทางเพื่อนสาวพยายามชวนคุยอยู่หลายครั้ง แต่คำตอบที่ได้รับกลับมีเพียงแค่ ‘อืม’ ‘จริงด้วย’ หรือ ‘ข้าก็คิดเช่นนั้น’ จนสุดท้ายซูเลี่ยงเซียนก็ยอมแพ้เด็กสาวถอนหายใจเฮือกใหญ่แล้วเอนตัวพิงเบาะ
“ข้ายอมแล้ว ตั้งแต่กลับจากน้ำตก เจ้าก็แปลกไป” นางยกมือขึ้นอย่างคนหมดแรง
“ข้าแค่เหนื่อย” เฟิ่งเปาเปาสะดุ้งเล็กน้อย พลางรีบก้มหน้าลง
“โกหก ข้ารู้จักเจ้ามาสิบปีแล้ว” ซูเลี่ยงเซียนตอบ พลางหรี่ตาลงอย่างจับผิด
“ตอนเจ้าคิดจะก่อเรื่อง สีหน้าเป็นอย่างไร ตอนเจ้ากำลังโกหก สีหน้าเป็นอย่างไร ตอนเจ้ากำลังวางแผนอะไรลับๆ สีหน้าเป็นอย่างไร ข้ารู้หมด”
เฟิ่งเปาเปาหลุดหัวเราะออกมาอย่างอดไม่อยู่ หากเป็นเมื่อก่อน นางคงเถียงกลับไปแล้ว แต่ตอนนี้กลับไม่มีอารมณ์แม้แต่จะเถียง เพราะหัวใจยังคงหนักอึ้งจากสิ่งที่เห็น
ซูเลี่ยงเซียนมองเพื่อนอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนน้ำเสียงจะอ่อนลง
“เปาเปาบอกข้ามาว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่”
เฟิ่งเปาเปาชะงัก มือที่วางอยู่บนตักกำแน่นขึ้น เกิดอะไรขึ้นงั้นหรือ หากนางเล่าออกไปคงไม่มีผู้ใดเชื่ออยู่ดี แม้แต่ตัวนางเอง หากไม่ได้เห็นกับตาก็คงไม่เชื่อเช่นกัน สุดท้ายเฟิ่งเปาเปาจึงเพียงส่ายหน้า
“ไม่มีอะไรจริงๆ”
ซูเลี่ยงเซียนมองอีกฝ่ายอยู่ครู่หนึ่ง พลางถอนหายใจ ไม่ได้ถามต่อ เพราะคิดว่ายามนี้ เฟิ่งเปาเปาคงยังไม่พร้อมที่จะเล่าให้นางฟัง
หลังจากแวะส่งซูเลี่ยงเซียนที่จวนสกุลซู ไม่นานหลังจากนั้น รถม้าจอดหน้าจวนสกุลเฟิ่ง คนแรกที่วิ่งออกมาต้อนรับกลับไม่ใช่บ่าวรับใช้ แต่เป็นเหลียงเม่ยเซียนฮูหยินใหญ่แห่งสกุลเฟิ่งเดินออกมาด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
ทันทีที่เห็นเปาเปาก้าวลงจากรถ นางก็รีบเดินเข้ามา
“ย่าได้ยินว่าเจ้าตกน้ำ!” เสียงของเหลียงเม่ยเซียนดังขึ้น แม้จะพยายามวางท่าเข้มงวด แต่ความเป็นห่วงกลับปิดไม่มิด
“เจ็บตรงไหนหรือไม่ หมอดูแล้วหรือยัง เหตุใดถึงปล่อยให้ตัวเองตกน้ำได้”
เฟิ่งเปาเปามองท่านย่าที่กำลังรัวคำถามใส่ตน หัวใจก็พลันอุ่นวาบขึ้นมา เพราะในนิยาย ท่านย่าจากไปแล้ว แต่ตอนนี้ ท่านย่ายังยืนอยู่ตรงหน้า ยังดุนาง ยังเป็นห่วงนางเหมือนเดิม
กู้เตี้ยนเถียนซึ่งยืนอยู่บนระเบียงเรือนหลักและกำลังจะก้าวไปหาบุตรสาวด้วยความดีใจกลับชะงักฝีเท้าลงโดยไม่รู้ตัว นางมองบุตรสาวที่เพิ่งก้าวลงจากรถม้า
เฟิ่งเปาเปายังคงเป็นเฟิ่งเปาเปาคนเดิม แต่งกายเรียบร้อย ใบหน้ายังคงงดงามสดใส ทว่ากลับมีบางอย่างที่เปลี่ยนไป
กู้เตี้ยนเถียนรู้จักบุตรสาวของตนดี เวลาถูกท่านย่าดุ นางมักทำหน้ามุ่ย เวลาทำผิดแล้วคิดจะอ้อน สีหน้าจะดูประจบประแจงอย่างเห็นได้ชัด เวลาวางแผนก่อเรื่อง ดวงตาจะเป็นประกายสดใส
แต่วันนี้ เฟิ่งเปาเปาเพียงยืนเงียบๆ มองเหลียงเม่ยเซียนที่กำลังบ่นด้วยสายตาแดงระเรื่อ ราวกับกำลังมองคนที่หายไปนานแล้ว
ปลายนิ้วของกู้เตี้ยนเถียนค่อยๆ กำชายแขนเสื้อแน่นขึ้น ก่อนจะนึกถึงเด็กหญิงวัยสี่ขวบในความทรงจำ
เด็กคนนั้นเคยกอดนางแน่นหลังจากตื่นจากฝันร้าย ร้องไห้สะอึกสะอื้นพลางบอกว่า
‘ท่านแม่ อย่าหายไปไหนนะเจ้าคะ’
กู้เตี้ยนเถียนจึงไม่อาจละสายตาจากบุตรสาวได้ เพราะรอยยิ้มของอีกฝ่ายยังเหมือนเดิม แต่สายตากลับแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง ราวกับเพิ่งผ่านการสูญเสียครั้งใหญ่ที่ไม่มีผู้ใดล่วงรู้
แต่ในขณะเดียวกันนั้นเอง
“ท่านย่า” ดวงตาคู่งามของเฟิ่งเปาเปาร้อนขึ้น เสียงของนางเบากว่าปกติ จนเหลียงเม่ยเซียนชะงัก แต่ยังไม่ทันได้ถามอะไร เจ้าของร่างบางก็พุ่งเข้าไปกอดอีกฝ่ายทันที
“เปาเปาเป็นอะไรไป” ฮูหยินใหญ่ของจวนสกุลเฟิ่งถึงกับแข็งค้าง แม้แต่บ่าวรับใช้รอบๆ ยังตกใจเพราะคุณหนูของจวนโตจนไม่ค่อยออดอ้อนผู้ใหญ่แล้ว แต่ตอนนี้กลับกอดท่านย่าแน่นราวกับเด็กเล็ก
เหลียงเม่ยเซียนนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะยกมือขึ้นลูบศีรษะหลานสาวเบาๆ
“ตกใจมากหรือ” น้ำเสียงที่เคยดุค่อยๆ อ่อนลง
เฟิ่งเปาเปาไม่ได้ตอบ เพียงพยักหน้าช้าๆ เหลียงเม่ยเซียนจึงถอนหายใจ
“กลับมาแล้วก็ดี เข้าจวนกันก่อนเถิด”
เฟิ่งเปาเปามองผู้เป็นมารดา หัวใจพลันเต้นแรงขึ้นมา ในความทรงจำจากนิยาย ท่านแม่จากไปตั้งแต่ที่นางอายุสี่ขวบ แต่ตอนนี้ ท่านแม่กู้เตี้ยนเถียนยังอยู่ตรงนี้ ยังคงส่งยิ้มให้นาง ที่สำคัญคือยังมีชีวิตอยู่
แต่ยังไม่ทันได้พูดอะไรต่อ เฟิ่งเหมาก็เดินเข้ามาเสียก่อน และเมื่อเห็นบุตรสาว ฝีเท้าของเขาก็เร็วขึ้นพร้อมเข้ามาใกล้ทันที
“เปาเปาตอนตกน้ำศีรษะกระแทกหรือไม่ สำลักน้ำหรือไม่ หมอได้ตรวจอาการแล้วหรือยัง”
“ท่านพ่อใจเย็นๆก่อนเจ้าค่ะ ข้าไม่เป็นอะไร” เฟิ่งเปาเปาเห็นท่าทางห่วงใยของบิดา นางก็หลุดเสียงหัวเราะออกมาเบาๆ
เฟิ่งเหมายังคงขมวดคิ้ว สีหน้าจริงจังราวกับกำลังพิจารณาคดีสำคัญในราชสำนัก
“ต่อไปห้ามไปยังสถานที่อันตรายอีก”
เฟิ่งเปาเปาชะงัก เพราะในความทรงจำที่เพิ่งได้รับมา บุรุษผู้นี้นั่งอยู่กลางลานประหารด้วยแผ่นหลังเหยียดตรง ยอมรับชะตากรรมอย่างสงบ
แต่บัดนี้ เขากำลังยืนอยู่ตรงหน้านาง กำลังดุนางเพราะพลัดตกน้ำ น้ำตาร้อนผ่าวค่อยๆ เอ่อขึ้นมาที่ขอบตา
“ท่านพ่อ”
“เปาเปาเป็นอะไรไปลูก” เฟิ่งเหมาชะงักเล็กน้อย
เฟิ่งเปาเปาก้มหน้าลง มองปลายรองเท้าของตนเอง ก่อนเอ่ยเสียงเบาราวกับกลัวว่าอีกฝ่ายจะไม่ได้ยิน
“ท่านต้องอยู่กับข้าไปนานๆ นะเจ้าคะ”
เฟิ่งเหมาตกใจไปชั่วครู่ แม้แต่เหลียงเม่ยเซียนกับกู้เตี้ยนเถียนก็ยังหันมามองพร้อมกัน
เฟิ่งเหมายกมือขึ้นไอเบาๆ กลบเกลื่อนความกระดากใจ ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงเข้มเช่นเดิม
“เด็กโง่ พ่อจะไปไหนได้”
เฟิ่งเปาเปาเงยหน้าขึ้นมองเขา ก่อนจะค่อยๆ ยิ้มออกมา ทั้งที่น้ำตายังคงคลออยู่ในดวงตา
กู้เตี้ยนเถียนมองภาพนั้นเงียบๆ ความรู้สึกประหลาดค่อยๆ แผ่ซ่านขึ้นมาในหัวใจ
เฟิ่งเปาเปาไม่ใช่เด็กที่จะแสดงความรู้สึกออกมาตรงๆ เช่นนี้ อย่างน้อยก็ไม่ใช่ตั้งแต่เติบโตขึ้นมา
แต่วันนี้ นางกอดท่านย่า พูดกับบิดาราวกับกำลังหวาดกลัวว่าจะไม่ได้พบกันอีก และหลายครั้งที่กู้เตี้ยนเถียนเห็นบุตรสาวทอดสายตามองคนในครอบครัวอย่างเหม่อลอย ราวกับกำลังยืนยันกับตนเองว่า ทุกคนยังอยู่ตรงนี้จริงๆ
กู้เตี้ยนเถียนหลุบตาลงเล็กน้อย ก่อนจะยกมือขึ้นลูบศีรษะบุตรสาวเบาๆ แม้จะไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่สิ่งหนึ่งที่นางมั่นใจคือ เปาเปาของนางกำลังหวาดกลัวบางสิ่งอยู่ และในฐานะแม่ นางจะไม่ปล่อยให้ลูกต้องเผชิญกับความกลัวนั้นเพียงลำพังอีกเป็นครั้งที่สอง
คืนนี้จวนสกุลเฟิ่งเงียบสงบกว่าปกติ หลังรับประทานอาหารเย็นเสร็จ เหลียงเม่ยเซียนก็ถูกเฟิ่งเหมากับกู้เตี้ยนเถียนช่วยกันเกลี้ยกล่อมให้กลับไปพักผ่อน เพราะตลอดบ่ายท่านเอาแต่ถามอาการของเปาเปาซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่สุดท้ายฮูหยินใหญ่จึงยอมกลับเรือนจิ้นซื่อไปด้วยสีหน้าไม่เต็มใจนัก
ส่วนเฟิ่งเหมาเองก็ถูกเรียกตัวไปจัดการเอกสารราชการที่นำกลับมาจากกรมพิธีการ
ดังนั้นเมื่อค่ำลง ภายในเรือนบุปผาจึงเหลือเพียงกู้เตี้ยนเถียนกับบุตรสาว
แสงจากโคมไฟส่องสลัวอยู่บนโต๊ะกลมริมหน้าต่าง กู้เตี้ยนเถียนกำลังรินชาร้อนลงในถ้วยสองใบสีหน้าของนางสงบนิ่ง แต่ดวงตากลับครุ่นคิดอยู่ตลอดเวลา
“เปาเปามานั่งข้างแม่สิ” กู้เตี้ยนเถียนวางกาน้ำชาลง
เฟิ่งเปาเปาซึ่งยืนอยู่ตรงระเบียงชะงักเล็กน้อย ก่อนเดินเข้ามาแล้วนั่งลงฝั่งตรงข้ามตามที่แม่เรียก
“วันนี้ท่านพ่อของเจ้าถามแม่ตั้งสามรอบว่าเจ้าตกน้ำได้อย่างไร พอแม่บอกว่าไม่รู้ เขาก็เดินไปถามเจี๋ยเหล่ย” กู้เตี้ยนเถียนหลุดเสียงหัวเราะออกมาด้วยความขบขันในความกังวลเกินเหตุของสามี
เฟิ่งเปาเปาหลุดยิ้มตาม ภาพท่านพ่อเดินตามถามคนทั้งจวนนั้นชัดเจนเหลือเกิน
กู้เตี้ยนเถียนมองท่าทางนั้นแล้วส่ายหน้าอย่างเอ็นดู
“เปาเปา เจ้ามีเรื่องจะบอกแม่หรือไม่” น้ำเสียงของนางนุ่มนวลเหมือนเดิม แต่ครั้งนี้กลับทำให้เฟิ่งเปาเปาชะงัก มือที่ถือถ้วยชาค่อยๆ กำแน่นขึ้น
กู้เตี้ยนเถียนมองบุตรสาวนิ่ง ก่อนเอ่ยขึ้นช้าๆอีกครั้ง ทว่าครั้งนี้น้ำเสียงของนางจริงจังกว่าเดิม
“เปาเปา เจ้ากำลังกลัวว่าจะสูญเสียพวกเราใช่หรือไม่”
