บทที่ 6 สตรีแซ่หลี่
เฟิ่งเปาเปารีบหมุนกายหันหลัง แต่เพิ่งก้าวออกไปได้ไม่กี่ก้าว ก็ได้ยินเสียงฝีเท้าดังตามมาด้านหลังหัวใจของนางกระตุกวูบ ไม่ต้องหันกลับไปดูก็รู้ว่าเป็นผู้ใด
หญิงสาวสูดหายใจลึก พยายามเตือนตัวเองซ้ำๆว่าอย่าตื่นเต้น อย่าพูดมาก อย่าเข้าใกล้ และที่สำคัญที่สุดคืออย่าให้เขาจำนางได้ แม้ในใจจะรู้ดีอยู่แล้วว่าความคิดนี้ช่างไร้สาระ เพราะอีกฝ่ายในอนาคตคือไท่จื่อ คนเช่นนั้นจะจำเรื่องเด็กหญิงคนหนึ่งในวัยเด็กได้อย่างไร
โกวเฉิงหยางหยุดยืนอยู่ห่างจากนางเพียงไม่กี่ก้าว เขาไม่ได้เข้าใกล้มากกว่านั้น ราวกับสังเกตเห็นว่านางกำลังระแวงอยู่
“คุณหนู ข้ายังไม่ทราบชื่อแซ่ของท่านเลย” น้ำเสียงเรียบนิ่งดังขึ้นอีกครั้ง
‘มาแล้ว คำถามที่ข้าไม่อยากได้ยินที่สุด’ เฟิ่งเปาเปาชะงัก แต่พอเห็นเจี๋ยเหล่ยอ้าปากจะตอบตามสัญชาตญาณ นางก็รีบเหยียบเท้าอีกฝ่ายเสียก่อน
สาวใช้ร้องอุ๊บ แล้วรีบปิดปากตัวเองแทบไม่ทัน โกวเฉิงหยางเหลือบมองภาพนั้น ก่อนแววขบขันจะวูบผ่านดวงตาอย่างรวดเร็ว
เฟิ่งเปาเปายิ้ม แต่เป็นรอยยิ้มที่ดูฝืนกว่าปกติเล็กน้อย
“ข้า…” นางหยุดคิดอย่างรวดเร็ว จะตอบว่าอะไรดี จะใช้แซ่อะไรดี แซ่ที่ไม่น่าสงสัย แซ่ที่ไม่เกี่ยวกับสกุลเฟิ่ง
“ข้าแซ่หลี่”
พูดจบ เฟิ่งเปาเปาก็รู้สึกอยากตบหน้าผากตัวเอง เหตุใดถึงเลือกแซ่นี้ ทั้งแคว้นมีคนแซ่หลี่อยู่ครึ่งแผ่นดิน ฟังดูไม่มีความน่าเชื่อถือเลยแม้แต่น้อย แต่คำพูดหลุดออกไปแล้ว จะแก้ก็ไม่ทัน
ซ่งข่ายที่ยืนอยู่ด้านหลังโกวเฉิงหยางถึงกับสำลักลมหายใจ เขารีบก้มหน้าลง ไม่กล้ามองผู้เป็นนายเพราะกลัวจะหลุดหัวเราะออกมา
แซ่หลี่…
คุณหนูเฟิ่งเปาเปาผู้โด่งดังแห่งเมืองหลวง บุตรสาวคนเดียวของเฟิ่งเหมาไท่ฝูกับกู้ฮูหยินกำลังบอกว่าตนเองแซ่หลี่
โกวเฉิงหยางนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะแกล้งทำเป็นพยักหน้าอย่างจริงจัง ราวกับเชื่อคำพูดนั้นสนิทใจ
“คุณหนูหลี่”
เฟิ่งเปาเปาได้ยินเช่นนั้นก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก ดูเหมือนเขาจะเชื่อ ดีมาก ดีมากจริงๆ เช่นนั้นอีกไม่นานนางก็จะได้กลับเรือนพัก แล้วจากกันตลอดไป แต่ความโล่งใจนั้นอยู่ได้เพียงชั่วครู่ เมื่อโกวเฉิงหยางถามต่อ
“แล้วชื่อเล่า คุณหนูชื่อว่าอะไร”
เฟิ่งเปาเปาแทบสำลักลมหายใจ เหตุใดถึงถามเยอะนัก! คนแปลกหน้าจำเป็นต้องรู้ชื่อกันด้วยหรือ!
หญิงสาวส่งยิ้มแข็งๆให้เขา ก่อนเริ่มคิดอีกรอบ
“ชื่อ… ข้าชื่อ…”
สมองของนางว่างเปล่า จนสายตาเหลือบไปเห็นต้นหลิวริมลำธาร
“ข้าชื่อว่าหลิวเอ๋อร์”
พูดจบ เจี๋ยเหล่ยถึงกับหันมามอง สีหน้าราวกับกำลังถามว่า คุณหนูจริงจังหรือเจ้าคะ แต่เฟิ่งเปาเปาแกล้งทำเป็นไม่เห็น ส่วนซ่งข่ายรีบก้มหน้าต่ำกว่าเดิม ไหล่สั่นเล็กน้อยอย่างควบคุมไม่อยู่
ขณะที่สีหน้าของโกวเฉิงหยางยังคงสงบนิ่ง จนเดาไม่ออกว่าเชื่อหรือไม่เชื่อ
“หลิวเอ๋อร์เช่นนั้นหรือ” เขาทวนคำอย่างช้าๆ
“ใช่ ข้าชื่อหลิวเอ๋อร์” เฟิ่งเปาเปารีบพยักหน้า
โกวเฉิงหยางมองนางอยู่ครู่หนึ่ง สายตาลึกจนเฟิ่งเปาเปาเริ่มรู้สึกผิดเอง แต่สุดท้ายเขากลับพยักหน้า
“ชื่อเพราะดี”
เฟิ่งเปาเปาแทบไม่อยากเชื่อหูตัวเองว่าเขาเชื่อจริงอย่างง่ายๆเช่นนี้เลยหรือ
หญิงสาวรู้สึกว่าลมบนเขาหลิงชวนเริ่มหนาวขึ้นมาอย่างกะทันหัน นางฝืนยิ้ม ไม่รู้ว่าเหตุใด แต่ยิ่งเขาทำตัวปกติ นางกลับยิ่งรู้สึกเหมือนตนกำลังถูกล้ออยู่เงียบๆ นางเริ่มสงสัยขึ้นมาเล็กน้อยว่า บุรุษผู้นี้เชื่อคำพูดของนางจริงหรือไม่กันแน่
เฟิ่งเปาเปาเริ่มรู้สึกว่าหากยังยืนอยู่ตรงนี้ต่อไป นางคงเผลอพูดอะไรแปลกๆ ออกมาอีกแน่ ดังนั้นทางที่ดีที่สุดคือรีบกลับให้เร็วที่สุด
หญิงสาวสูดหายใจลึก รวบรวมสีหน้าให้ดูเป็นธรรมชาติที่สุด
“ในเมื่อข้าฟื้นแล้ว ก็ไม่รบกวนคุณชายต่อแล้ว เรื่องช่วยชีวิตในวันนี้ ข้าจะจดจำเอาไว้” นางยอบกายคำนับเขา พยายามรักษามารยาทอย่างไร้ที่ติ แต่พอพูดจบ นางก็รีบหมุนตัวกลับทันใด ราวกับกลัวว่าอีกฝ่ายจะถามอะไรเพิ่ม
เจี๋ยเหล่ยรีบตามหลังไปติดๆ แม้จะยังงุนงงกับเหตุการณ์ทั้งหมด แต่ก็พอสัมผัสได้ว่าคุณหนูของตนกำลังแปลกไป ผิดปกติอย่างเห็นได้ชัด
“คุณหนู ท่านรู้จักคุณชายผู้นั้นหรือเจ้าคะ” เจี๋ยเหล่ยกระซิบถามเสียงเบา ขณะเดินลงจากแอ่งน้ำ
“ไม่รู้จัก”
คำถามนั้นทำให้เฟิ่งเปาเปาสะดุ้งเล็กน้อย ตอบเร็วเสียจนเจี๋ยเหล่ยกะพริบตาปริบๆ สีหน้าชัดเจนมากว่าไม่เชื่อ แต่ก็ฉลาดพอจะไม่ถามต่อ
เฟิ่งเปาเปาลอบถอนหายใจ แล้วเร่งฝีเท้าขึ้นอีก นางคิดว่าขอเพียงกลับถึงเรือนพัก ทุกอย่างก็จบ จากนั้นนางจะกลับเมืองหลวง ใช้ชีวิตอยู่กับท่านพ่อ ท่านแม่ ท่านย่าอย่างสงบสุข
ส่วนโกวเฉิงหยางจะเป็นใครก็ช่างเถิด คราวนี้นางจะไม่เดินเข้าสู่เส้นทางนั้นอีก ไม่มีวัน!
ขณะเดียวกัน หลังจากที่เฟิ่งเปาเปากับเจี๋ยเหล่ยจากไป บริเวณแอ่งน้ำกลับเงียบลงอีกครั้ง โกวเฉิงหยางยังคงยืนอยู่ที่เดิม สายตามองตามร่างเล็กที่กำลังเดินห่างออกไปจนลับแนวต้นไม้ แม้จะถูกแนวต้นไม้บดบังจนแทบมองไม่เห็นแล้ว แต่สายตาของเขายังคงทอดตามอยู่เช่นนั้น
สายลมยามเช้าพัดผ่านมาอย่างแผ่วๆ ปิ่นหยกรูปหงส์ที่ห้อยอยู่ข้างเอวกระทบกับหัวเข็มขัดเกิดเสียงแผ่วเบา
โกวเฉิงหยางก้มมองมัน ปลายนิ้วลูบผ่านเนื้อหยกสีขาวที่คุ้นเคยมานานหลายปี ก่อนความทรงจำเมื่อสิบปีก่อนจะย้อนกลับมาอีกครั้ง
ปีนั้นเมืองรั่วหานประสบอุทกภัยครั้งใหญ่ บ้านเรือนถูกน้ำพัดเสียหายเป็นจำนวนมาก ผู้คนไร้ที่อยู่อาศัย ขาดแคลนทั้งอาหารและยา
ในเวลานั้น โกวเฉิงหยางเพิ่งมีอายุสิบขวบ แม้จะเป็นไท่จื่อ แต่โกวหยางเฝิงฮ่องเต้กลับไม่เคยเลี้ยงโอรสให้อยู่แต่ภายในวังหลวง ผู้เป็นบิดาเชื่อเสมอว่า ผู้ที่จะปกครองใต้หล้าในวันข้างหน้า ต้องมองเห็นความทุกข์ของราษฎรด้วยตาของตนเอง ไม่ใช่รับรู้ผ่านรายงานจากขุนนางเท่านั้น
ดังนั้นเมื่อเกิดอุทกภัยที่รั่วหาน พระองค์จึงให้ไท่จื่อปลอมตัวออกจากวังเพื่อลงมาดูชีวิตของประชาชนจริงๆ และเพื่อไม่ให้เป็นที่สังเกต เด็กชายผู้เป็นรัชทายาทแห่งแคว้นเฝิงจึงถูกแต่งกายเสียเหมือนเด็กยากไร้ทั่วไป มีเพียงซ่งข่ายและองครักษ์ลับไม่กี่คนที่ติดตามอยู่ห่างๆ
วันนั้น เขายืนอยู่ท้ายลานแจกของ มองผู้คนต่อแถวรับอาหาร มองเด็กๆ ที่แย่งกันรับขนม มองชาวบ้านที่โค้งคำนับขอบคุณสกุลเฟิ่งไม่หยุด แล้วเขาก็เห็นเด็กหญิงคนหนึ่ง เด็กหญิงตัวเล็กในชุดสีชมพูอ่อนกำลังวิ่งวุ่นไปทั่วลาน บางครั้งช่วยยกขนม บางครั้งช่วยแจกน้ำบางครั้งก็วิ่งไปคุยกับชาวบ้านราวกับเป็นผู้ใหญ่ตัวน้อย
ตอนแรกโกวเฉิงหยางไม่ได้สนใจ จนกระทั่งเด็กหญิงคนนั้นวิ่งตรงมาหาเขาพร้อมขนมห่อหนึ่งในมือ
ภาพเหตุการณ์หลังจากนั้นยังคงชัดเจนในความทรงจำ ชัดเจนเสียจนราวกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน เขายังจำได้ว่าเด็กหญิงคนนั้นชี้หน้าเขา จำได้ว่านางดุเขา จำได้ว่านางเรียกเขาว่าเด็กไม่รู้จักความ เพราะเขาปฏิเสธขนมของนาง และจำได้ดีที่สุดคือตอนที่นางเดินงอนจากไป พลางบ่นพึมพำตลอดทางว่า
‘คนอะไรประหลาดจริงๆ’
ตั้งแต่เกิดมาไม่มีผู้ใดเคยพูดกับเขาเช่นนั้น ไม่มีใครกล้าพูดด้วยซ้ำ ทุกคนล้วนเกรงกลัว เคารพ หรือประจบเอาใจ เพราะรู้ว่าเขาเป็นไท่จื่อ แต่เด็กหญิงคนนั้นไม่รู้ ดังนั้นนางจึงปฏิบัติกับเขาเหมือนเด็กธรรมดาๆ คนหนึ่ง และนั่นกลับเป็นสิ่งที่โกวเฉิงหยางไม่เคยได้รับมาก่อน
จากนั้นเขาก็เก็บปิ่นหยกที่นางทำหล่นเอาไว้ ในตอนแรกเขาเพียงคิดว่าสักวันหนึ่งคงได้พบกันอีก แล้วค่อยคืนให้เจ้าของ แต่ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไรที่ปิ่นหยกชิ้นนั้นกลับติดตัวเขามานานถึงสิบปี
โกวเฉิงหยางค่อยๆ กำปิ่นหยกในมือ ก่อนเงยหน้ามองทางที่เปาเปาจากไปอีกครั้ง เด็กหญิงตัวน้อยในวันนั้น บัดนี้เติบโตขึ้นมากแล้ว แต่ดูเหมือนว่า นางจะจำเขาไม่ได้เลยสักนิด
มุมปากของเขาค่อยๆ ยกขึ้นบางเบา เป็นรอยยิ้มที่แทบมองไม่เห็น
“ไม่เป็นไร ข้าจำนางได้ก็พอ” เขาพึมพำกับตัวเองเบาๆ
ซ่งข่ายยืนอยู่ด้านหลัง พยายามกลั้นสีหน้าอยู่พักใหญ่ สุดท้ายก็ทนไม่ไหว
“ไท่จื่อพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมมีเรื่องสงสัย” เขากระแอมเบาๆ
“ว่ามา” โกวเฉิงหยางไม่ได้หันกลับมา เพียงตอบเสียงเรียบ
ซ่งข่ายลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนตัดสินใจพูด
“เหตุใดพระองค์จึงไม่บอกนางว่าทรงรู้ว่านางคือผู้ใดเล่าพ่ะย่ะค่ะ”
สิ้นคำถามนั้น มุมปากของโกวเฉิงหยางยกขึ้นเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มจางๆ ที่หาได้ยากยิ่ง จนซ่งข่ายเองยังตกใจ เพราะตลอดหลายปีที่ผ่านมา เขาแทบไม่เคยเห็นผู้เป็นนายยิ้มเช่นนี้เลย
โกวเฉิงหยางหลุดเสียงหัวเราะออกมา ภาพเด็กหญิงตัวเล็กที่ยื่นขนมใส่มือเขาเมื่อหลายปีก่อนผุดขึ้นมาในหัวอีกครั้ง
เด็กคนนั้นเองก็เป็นเช่นนี้ เวลาคิดอะไรอยู่มักเก็บอาการไม่เก่ง ทุกอย่างแสดงออกทางสีหน้าหมด
“พระองค์จะไม่บอกนางจริงๆ หรือพ่ะย่ะค่ะ ว่าสิบกว่าปีมานี้ ข่าวของคุณหนูเฟิ่งผ่านหูพระองค์อยู่ไม่น้อย”
คำถามของซ่งข่ายทำให้โกวเฉิงหยางเงียบไป สายตาเหลือบมองไปยังเส้นทางที่เจ้าของร่างบางเดินจากไปอีกครั้ง ในใจนึกถึงปิ่นหยกรูปหงส์อันเล็กที่เขาเก็บรักษาเอาไว้นานหลายปี นึกถึงจดหมายรายงานข่าวคราวของนาง นึกถึงทุกครั้งที่ได้ยินว่าวันนี้นางทำอะไร เติบโตขึ้นเพียงใด ซุกซนเพียงใด เขารู้เรื่องของเฟิ่งเปาเปามากกว่าที่นางคิดเสียอีก มากกว่าที่เจ้าตัวจะคาดเดาได้ด้วยซ้ำ
ซ่งข่ายลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนถามต่อเสียงเบา “พระองค์จะไม่บอกนางจริงหรือพ่ะย่ะค่ะ ว่าทรงจำได้ตั้งแต่แรก”
โกวเฉิงหยางไม่ได้ตอบทันที เขาเพียงก้มมองปิ่นหยกรูปหงส์ในมือ ปลายนิ้วลูบผ่านรอยสลักเล็กๆ บนเนื้อหยกอย่างแผ่วเบา
สิบปีแล้ว
เด็กหญิงที่เคยยัดขนมใส่มือเขา เติบโตขึ้นมาเป็นสตรีที่พยายามโกหกเขาด้วยชื่อ ‘หลิวเอ๋อร์’ อย่างไม่แนบเนียนที่สุดในใต้หล้า
มุมปากของเขายกขึ้นเล็กน้อย “หากนางอยากเป็นหลิวเอ๋อร์ ก็ให้นางเป็นไปก่อน”
ซ่งข่ายชะงัก โกวเฉิงหยางเงยหน้ามองเส้นทางที่นางจากไปอีกครั้ง ดวงตาลึกสงบนิ่งมีร่องรอยขบขันจางๆ ปะปนอยู่กับความคิดถึงที่เก็บซ่อนไว้นานหลายปี
“อย่างไรเสีย ข้าก็รู้ว่านางคือผู้ใด”
