บทที่ 5 คนที่ควรหนีให้ไกล
ภาพเปลี่ยนไปอีกครั้ง เฟิ่งเปาเปาเห็นตนเองปลอมตัวเป็นบุรุษเพื่อเดินทางข้ามเมือง ทั้งแอบเข้าไปในจวนขุนนาง ค้นเอกสาร ตามรอยพยาน หนีการลอบสังหารครั้งแล้วครั้งเล่า
ร่างกายเต็มไปด้วยบาดแผล หลายครั้งเกือบเอาชีวิตไม่รอด แต่ก็ยังไม่ยอมแพ้ เพราะนางต้องการพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของเฟิ่งเหมา ต้องการล้างมลทินให้บิดา
เฟิ่งเปาเปามองภาพเหล่านั้นด้วยหัวใจสั่นไหว นางไม่เคยรู้เลย ว่าตัวเองในนิยายจะต้องเดินทางลำบากถึงเพียงนี้ แล้วในที่สุดภาพของชายหนุ่มผู้หนึ่งก็ปรากฏขึ้น
‘โกวเฉิงหยาง’
เฟิ่งเปาเปาจำเขาได้ทันที แม้จะโตขึ้นจากเด็กชายที่เคยพบในเมืองรั่วหานมากแล้ว เขายังคงมีใบหน้าหล่อเหลางดงามเช่นเดิม แต่แววตากลับลึกซึ้งและสุขุมยิ่งกว่าเดิมหลายเท่า
หญิงสาวเห็นเขาคอยช่วยเหลือ เห็นเขาปกป้องนาง เห็นเขายืนอยู่ข้างนางในวันที่ทุกคนหันหลังให้ เห็นเขายืนขวางดาบให้นาง เห็นเขาเชื่อนาง ทั้งที่หลักฐานทุกอย่างดูจะชี้ว่านางกำลังเดินเข้าสู่ทางตัน
เฟิ่งเปาเปาเห็นความรักที่ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นระหว่างคนทั้งสอง เห็นวันที่นางได้ล้างมลทินให้เฟิ่งเหมา เห็นคนชั่วถูกเปิดโปง เห็นความจริงถูกเปิดเผยต่อแผ่นดิน และสุดท้ายก็เห็นพิธีแต่งตั้งไท่จื่อเฟย
เสียงสรรเสริญดังก้องไปทั่วพระราชวัง ผู้คนคุกเข่าถวายพระพร เครื่องทรงงดงาม เกียรติยศสูงส่งตำแหน่งที่สตรีทั้งใต้หล้าปรารถนา แต่เฟิ่งเปาเปากลับมองภาพนั้นด้วยหัวใจว่างเปล่า
เพราะด้านหลังบัลลังก์และเครื่องประดับอันงดงามเหล่านั้น ไม่มีเฟิ่งเหมา ไม่มีเหลียงเม่ยเซียน ไม่มีครอบครัวสกุลเฟิ่ง ไม่มีบ้านที่นางรัก ไม่มีเสียงหัวเราะบนโต๊ะอาหาร ไม่มีท่านแม่ที่คอยลูบผมให้นางก่อนนอน ไม่มีท่านพ่อที่คอยตามใจ ไม่มีท่านย่าที่คอยดุและคอยรักไม่มีใครเลย
เฟิ่งเปาเปาเห็นตนเองในชุดไท่จื่อเฟยยืนอยู่ท่ามกลางผู้คนมากมาย แต่กลับโดดเดี่ยวกว่าที่เคยเป็นมา และในวินาทีนั้นเอง นางก็เข้าใจทุกอย่าง เข้าใจว่าทำไมท่านแม่ถึงพยายามเปลี่ยนชะตา เข้าใจว่าทำไมครอบครัวถึงสำคัญนัก
“ไม่ ข้าไม่เอาแล้ว” นางส่ายหน้าอย่างช้าๆ น้ำตาไหลลงมาเงียบๆ เสียงของนางสั่นเครือ
“ต่อให้ต้องได้เป็นไท่จื่อเฟย ต่อให้ได้เป็นฮองเฮา ข้าก็ไม่เอา หากต้องแลกกับท่านพ่อ แลกกับท่านแม่ แลกกับท่านย่า ข้าไม่เอาอะไรทั้งนั้น!” นางเอ่ยออกมาทีละคำ พร้อมกำหมัดแน่น ขณะที่มองภาพของตนเองในชุดไท่จื่อเฟยตรงหน้า เสียงของนางดังก้องไปทั่วความมืด
“ข้าขอแค่ครอบครัวของข้าอยู่พร้อมหน้ากัน ขอเพียงทุกคนมีชีวิตอยู่ ต่อให้ไม่ได้พบโกวเฉิงหยาง ต่อให้ไม่ได้เป็นไท่จื่อเฟยก็ไม่เป็นไร แต่ข้าจะไม่ยอมให้ตอนจบนี้เกิดขึ้นเด็ดขาด!”
ทันทีที่สิ้นเสียง หน้ากระดาษทั้งหมดก็เริ่มปลิวกระจาย โลกทั้งใบสั่นสะเทือนรุนแรง ราวกับโชคชะตากำลังถูกท้าทาย และความมืดทั้งหมดก็ค่อยๆ แตกสลายออกจากกัน
ทันใดนั้นเอง เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากที่ไกลแสนไกล คล้ายมีใครบางคนกำลังเรียกนาง ในตอนแรกเสียงนั้นเบามากจนแทบไม่ได้ยิน แต่ไม่นานก็ค่อยๆชัดเจนขึ้น
“คุณหนู! คุณหนูเจ้าคะ!”
เฟิ่งเปาเปาชะงัก น้ำเสียงนั้นคุ้นหูเหลือเกิน
“คุณหนู! ได้ยินหรือไม่!”
เป็นเสียงของเจี๋ยเหล่ย โลกสีดำรอบด้านเริ่มแตกร้าว แสงสีขาวส่องผ่านเข้ามาจากรอยแตกทีละน้อยก่อนที่ทุกอย่างจะพังทลายลงในพริบตา
เฟิ่งเปาเปาลืมตาขึ้น สิ่งแรกที่สัมผัสได้คือความเจ็บจนมึนงงไปทั้งศีรษะ เสียงน้ำตกดังอยู่ไม่ไกล กลิ่นหญ้าเปียกน้ำและดินชื้นลอยเข้ามาแตะปลายจมูก
หญิงสาวกะพริบตาช้าๆ ภาพตรงหน้ายังพร่าเลือน แต่ก็พอมองออกว่าตนกำลังนอนอยู่บนพื้นหญ้าริมแอ่งน้ำ
“คุณหนูฟื้นแล้ว!”
เสียงร้องไห้ดังขึ้นข้างหู ก่อนที่เจี๋ยเหล่ยจะโผเข้ามากอดนาง ดวงตาของสาวใช้แดงก่ำ ใบหน้าเต็มไปด้วยคราบน้ำตา ราวกับร้องไห้มานานแล้ว
เฟิ่งเปาเปานิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อยๆ ยกมือขึ้นแตะแขนของอีกฝ่าย
“เจี๋ยเหล่ย ข้า…” น้ำเสียงของนางแหบพร่าจนตัวเองยังตกใจ แต่ยังพูดไม่ทันจบ ความทรงจำทั้งหมดก็ไหลกลับมา
เฟิ่งเหมา ลานประหาร เหลียงเม่ยเซียน จวนสกุลเฟิ่งที่ว่างเปล่า
หัวใจของเฟิ่งเปาเปากระตุกวูบ จนต้องรีบลุกขึ้นนั่งทันที
“ท่านพ่อ!” เสียงของนางดังขึ้นอย่างกะทันหัน น้ำตาไหลออกมาอีกครั้ง จนเจี๋ยเหล่ยตกใจและรีบประคองนางเอาไว้
“คุณหนู ท่านเป็นอะไรไปเจ้าคะ”
เฟิ่งเปาเปาหอบหายใจ พยายามบังคับตัวเองให้สงบ นี่ไม่ใช่นิยาย ไม่ใช่อนาคต ทุกอย่างยังไม่เกิดขึ้น ท่านพ่อยังมีชีวิตอยู่ ท่านแม่กับท่านย่าก็ยังอยู่
เมื่อนึกได้เช่นนั้น เฟิ่งเปาเปาจึงค่อยๆ หลับตาลง ก่อนปล่อยลมหายใจยาวเหยียด ราวกับคนที่เพิ่งรอดพ้นจากฝันร้าย
“บ่าวตื่นขึ้นมาไม่เห็นคุณหนูอยู่ในห้องก็ใจหายหมดแล้ว พอตามหาไม่เจอ ยิ่งแทบจะเป็นบ้า แล้วจู่ๆ ก็มีคนมาบอกว่าพบสตรีตกน้ำอยู่ที่แอ่งน้ำด้านหลังเขา” พูดมาถึงตรงนี้ น้ำเสียงของนางก็สั่นเครือขึ้นมาอีก
“หากท่านเป็นอะไรไปจริงๆ บ่าวจะตอบฮูหยินอย่างไร”
เฟิ่งเปาเปามองอีกฝ่ายนิ่งๆ หัวใจอุ่นวาบขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก ในความทรงจำเมื่อครู่ นางเพิ่งเห็นตัวเองสูญเสียทุกคนไปทีละคน ดังนั้นเพียงได้เห็นเจี๋ยเหล่ยนั่งบ่นนางอยู่ตรงนี้ก็กลับทำให้อยากร้องไห้ขึ้นมาเสียอย่างนั้น
เฟิ่งเปาเปาค่อยๆ ยกมือขึ้น ก่อนจะเอื้อมไปจับแขนอีกฝ่ายเบาๆ
“ข้าขอโทษ”
“ห๊า! คุณหนูบอกว่าอะไรนะเจ้าคะ” เจี๋ยเหล่ยชะงัก เหมือนได้ยินอะไรผิดไป
“ข้าบอกว่าข้าขอโทษ คราวหน้าจะไม่ทำให้เจ้าตกใจแล้ว” เฟิ่งเปาเปายิ้มบางๆ ขณะที่เจี๋ยเหล่ยมองนางตาค้าง อยู่ด้วยกันมาหลายปี คุณหนูของนางไม่ใช่คนเอ่ยคำว่าขอโทษง่ายๆ ไม่ใช่เพราะเอาแต่ใจ แต่เพราะเป็นคนมั่นใจในตัวเองมากต่างหาก
ดังนั้นคำพูดเมื่อครู่จึงทำให้สาวใช้ถึงกับพูดไม่ออก
“คุณหนู” สุดท้ายเจี๋ยเหล่ยก็ได้แต่ก้มหน้าลง ก่อนจะยกมือขึ้นเช็ดน้ำตาอีกครั้ง
“คุณหนูรู้หรือไม่ว่า ท่านทำบ่าวตกใจแทบตาย” เจี๋ยเหล่ยใช้หลังมือเช็ดน้ำตาลวกๆ “หากไม่ได้คุณชายท่านนี้ช่วยชีวิตไว้ บ่าวไม่รู้จะทำอย่างไรจริงๆ”
เฟิ่งเปาเปาชะงัก ก่อนค่อยๆ เงยหน้ามองไปตามสายตาของอีกฝ่าย
ชายหนุ่มที่ยืนอยู่ข้างกองไฟหันมาพอดี แสงอาทิตย์ยามเช้าสาดผ่านช่องใบไม้ลงมาเป็นลำ ตกกระทบบนชุดสีดำสนิทของเขา ใบหน้าหล่อเหลาคมคายจนแทบไม่เหมือนมนุษย์ธรรมดา
คิ้วเข้ม ดวงตาลึก สันจมูกโด่งตรง แม้เพียงยืนเฉยๆ ก็ยังให้ความรู้สึกโดดเด่นจนคนมองไม่อาจละสายตา
หากเป็นเฟิ่งเปาเปาเมื่อครึ่งวันก่อน นางคงแอบชื่นชมอยู่ในใจ แต่ตอนนี้ หัวใจของนางกลับกระตุกวูบเพราะรู้แล้วว่าคนผู้นี้คือใคร
‘โกวเฉิงหยาง’ ไท่จื่อแห่งแคว้นเฝิง และสามีของนาง เขาคือคนที่ช่วยนางไว้ในนิยายเดิม
และตอนนี้ก็ช่วยนางไว้อีกครั้ง
เฟิ่งเปาเปารีบเบนสายตาหนีแทบจะทันที ราวกับกลัวว่าเพียงมองเขานานเกินไป โชคชะตาจะย้อนกลับมาเดินตามรอยเดิมอีกครั้ง
ไม่ได้ ไม่ได้เด็ดขาด!
นางเพิ่งตัดสินใจไปแล้วว่าจะไม่เป็นไท่จื่อเฟย จะไม่เข้าวังหลวง และจะไม่เดินตามเนื้อเรื่องนั้นอีก ดังนั้นสิ่งที่ควรทำที่สุดในตอนนี้คืออยู่ให้ห่างจากเขา ยิ่งห่างเท่าไรยิ่งดี
“เจี๋ยเหล่ย เจ้าพยุงข้าหน่อย”
สาวใช้รีบลุกขึ้นมาช่วย แต่พอเฟิ่งเปาเปาหันหลังเตรียมเดินจากไป เสียงทุ้มเรียบก็ดังขึ้นเสียก่อน
“เจ็บศีรษะหรือไม่”
น้ำเสียงนั้นไม่ได้ดังนัก แต่กลับทำให้ร่างบางหยุดฝีเท้าโดยไม่รู้ตัว
นางสูดหายใจลึก ก่อนจะค่อยๆ หันกลับไป และได้เห็นว่าโกวเฉิงหยางกำลังมองนางอยู่ สีหน้าของเขาเรียบนิ่งจนเดาไม่ออกว่าคิดอะไร
เฟิ่งเปาเปาเห็นเช่นนั้นจึงรีบก้มหน้าลง รักษาระยะห่างอย่างสุภาพ
“ดีขึ้นแล้วเจ้าค่ะ ขอบคุณคุณชายที่ช่วยชีวิตข้า” น้ำเสียงของนางสุภาพเกินเหตุจนโกวเฉิงหยางหรี่ตาลง เพราะเด็กหญิงในความทรงจำของเขา ไม่เคยพูดกับเขาเช่นนี้
เด็กคนนั้นเคยชี้หน้าเขา เคยดุเขา เคยบอกว่าเขาเป็นเด็กนิสัยไม่ดี และยังสั่งสอนเขาเสียยืดยาว แต่ตอนนี้นางกลับทำเหมือนกำลังคุยกับคนแปลกหน้า
โกวเฉิงหยางนิ่งไปครู่หนึ่งด้วยความสับสน แต่ก็พอคิดได้ว่าอาจเป็นเพราะ เขาและนางไม่ได้พบกันนาน นางจึงจำเขาไม่ได้
“เมื่อครู่เจ้าตกน้ำ ควรพักผ่อนให้มากๆ”
“ข้าไม่เป็นไร” เฟิ่งเปาเปารีบตอบแทบจะทันทีเร็วเสียจนดูเหมือนกำลังรีบปฏิเสธ
โกวเฉิงหยางมองนางเงียบๆ ส่วนเฟิ่งเปาเปาก็เริ่มรู้ตัวว่าตนตอบเร็วเกินไปจึงรีบยิ้มกลบเกลื่อน
“ข้าหมายถึง ข้าดีขึ้นมากแล้ว คงไม่รบกวนคุณชายต่อ” นางพูดพลางถอยหลังไปครึ่งก้าว แต่การกระทำนั้นกลับไม่รอดสายตาของอีกฝ่าย
โกวเฉิงหยางมองการถอยหลังนั้น ก่อนความสงสัยจะก่อตัวขึ้นในใจ เขาแน่ใจว่าตนไม่เคยทำอะไรให้นางกลัว เช่นนั้นเหตุใด นางจึงทำเหมือนกำลังหลบเขาอยู่เล่า
ส่วนเฟิ่งเปาเปาในตอนนี้มีเพียงความคิดเดียวในหัว
‘ข้าต้องรีบกลับเรือนพักเดี๋ยวนี้ ก่อนที่จะคุยกับเขามากกว่านี้ ก่อนที่ทุกอย่างจะเริ่มต้น เพราะคราวนี้ข้าจะไม่ยอมให้เรื่องราวเดินไปสู่ตอนจบแบบเดิมอีกเด็ดขาด’
โกวเฉิงหยางมองแผ่นหลังของนางที่รีบร้อนจะจากไป ดวงตาลึกสงบนิ่งค่อยๆ มีร่องรอยสงสัยพาดผ่าน
เฟิ่งเปาเปาเปลี่ยนไป และที่แปลกกว่านั้นคือ นางดูเหมือนกำลังกลัวเขา
