บทที่ 4 ชะตากรรมของสกุลเฟิ่ง
ความเย็นเยียบของสายน้ำโอบล้อมร่างกายเอาไว้ทุกทิศทาง เฟิ่งเปาเปารู้สึกราวกับกำลังจมดิ่งลึกลงไปเรื่อยๆ จนไม่อาจได้ยินแม้กระทั่งเสียงน้ำตก
ทุกสิ่งรอบตัวค่อยๆ กลายเป็นความมืด เงียบงันและว่างเปล่า ก่อนที่แสงสว่างสายหนึ่งจะปรากฏขึ้นเบื้องหน้า
ในตอนแรกมันเป็นเพียงจุดเล็กๆ แต่ไม่นานก็ขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นภาพที่คุ้นเคยอย่างประหลาด
เฟิ่งเปาเปาจึงค่อยๆ กะพริบตา แล้วพบว่าตนเองกำลังยืนอยู่ในจวนหลังหนึ่ง จวนที่คุ้นตาเหลือเกิน ที่นี่คือเรือนบุปผาซึ่งเป็นเรือนของท่านแม่กู้เตี้ยนเถียนของนางนั่นเอง
“นี่มันเรื่องอะไรกัน” นางพึมพำด้วยความงุนงง เพราะเมื่อครู่นางเพิ่งลื่นตกลงไปในน้ำตก แต่ตอนนี้กลับมาโผล่ที่จวนสกุลเฟิ่งเสียได้
หญิงสาวหันไปมองรอบด้าน ทุกอย่างดูเหมือนจริงเสียจนไม่น่าเชื่อ แต่แล้วนางกลับได้กลิ่นยาสมุนไพรจางๆ ลอยอยู่ในอากาศ เสียงสาวใช้พูดคุยกันดังมาจากด้านนอก แม้แต่แสงแดดที่ลอดผ่านหน้าต่างก็ยังดูสมจริง และในตอนนั้นเอง เฟิ่งเปาเปาก็เห็นสตรีผู้หนึ่งกำลังนอนอยู่บนเตียง ใบหน้าซีดเซียว ดวงตาปิดสนิท
เฟิ่งเปาเปาจำได้ทันทีว่านั่นคือกู้เตี้ยนเถียนผู้เป็นมารดาของนาง แต่ดูอ่อนเยาว์กว่าที่นางคุ้นเคยมาก
“ท่านแม่!”
ยังไม่ทันที่นางจะเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น ภาพตรงหน้าก็เปลี่ยนไปอีกครั้งรวดเร็วราวกับสายลม คราวนี้เปาเปาเห็นกู้เตี้ยนเถียนลืมตาขึ้น สีหน้าของอีกฝ่ายเต็มไปด้วยความสับสน ตกใจและหวาดกลัว ราวกับไม่เข้าใจว่าตนเองมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร
เฟิ่งเปาเปาชะงัก เพราะแววตาคู่นั้น ไม่ใช่แววตาของท่านแม่ที่นางรู้จัก จากนั้นภาพต่างๆ ก็เริ่มไหลผ่านอย่างรวดเร็วราวกับมีใครบางคนกำลังเปิดหน้าหนังสือทีละหน้า
เฟิ่งเปาเปาเห็นกู้เตี้ยนเถียนพยายามปรับตัว เห็นนางเรียนรู้ชีวิตในจวนสกุลเฟิ่ง เห็นท่านแม่ดูแลปกป้องนาง ค่อยๆ เปลี่ยนแปลงทุกสิ่งทีละเล็กทีละน้อย
จนกระทั่ง เฟิ่งเปาเปาเห็นตัวเอง เด็กหญิงตัวเล็กในอาภรณ์สีชมพูกำลังวิ่งเตาะแตะอยู่ในสวน
‘ท่านแม่!’
เสียงเด็กน้อยดังขึ้นอย่างสดใส ร่างเล็กพุ่งเข้าไปกอดกู้เตี้ยนเถียน ส่วนกู้เตี้ยนเถียนก็ก้มลงอุ้มเด็กคนนั้นขึ้นมา แล้วหัวเราะอย่างมีความสุข
‘เปาเปา อย่าวิ่ง เดี๋ยวก็ล้มหรอกลูก’ เสียงของกู้เตี้ยนเถียนดังขึ้นพร้อมรอยยิ้มอ่อนโยน
เด็กหญิงตัวน้อยในชุดสีชมพูหัวเราะคิก ก่อนวิ่งตรงไปยังสระบัว ไม่หันกลับมามอง
หัวใจของเฟิ่งเปาเปาในปัจจุบันกระตุกวูบ เพราะนางจำได้ วันนั้นนางลื่นล้มจนเข่าถลอก ร้องไห้จนเสียงแหบ และกู้เตี้ยนเถียนก็เป็นคนอุ้มกลับเรือนด้วยตัวเอง
‘ไม่ร้องนะ เปาเปาของแม่’
เฟิ่งเปาเปามองภาพนั้นนิ่งงัน น้ำตาเริ่มเอ่อขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว นางจำได้ว่าตนเองเคยล้ม เคยร้องไห้เคยอ้อน เคยงอแง แต่ไม่เคยรู้เลยว่ามีใครบางคนพยายามปกป้องทุกอย่างเอาไว้เพื่อให้นางเติบโตมาอย่างมีความสุขเช่นนี้
ก่อนที่ภาพตรงหน้าเปลี่ยนไปอีกครั้ง เฟิ่งเปาเปาเห็นท่านพ่อ เห็นเฟิ่งเหมายืนอยู่ใต้ต้นเหมย มองกู้เตี้ยนเถียนด้วยสายตาที่อ่อนโยน เห็นท่านย่าเหลียงเม่ยเซียนกำลังสอนนางทำขนม เห็นครอบครัวของตน เห็นเสียงหัวเราะ เห็นมื้ออาหาร เห็นความสุขเล็กๆ ที่เกิดขึ้นทุกวัน ภาพเหล่านั้นอบอุ่นเสียจนหัวใจของนางรู้สึกปวดหนึบ
แต่แล้วในที่สุดภาพทั้งหมดก็ค่อยๆ หยุดลง รอบด้านเงียบสงัดอีกครั้ง สายลมเย็นพัดผ่านใบหน้า เมื่อเปาเปาเงยหน้าขึ้น ก็พบว่าเบื้องหน้าของตนมีหนังสือเล่มหนึ่งลอยอยู่กลางอากาศ
มันเป็นหนังสือปกสีดำเก่าแก่ และมันกำลังเปิดออกเอง หน้ากระดาษพลิกไปทีละหน้าๆ จนกระทั่งหยุดลงบนหน้ากระดาษแผ่นหนึ่ง และในตอนนั้นเอง เฟิ่งเปาเปาก็เห็นชื่อของตน
‘เฟิ่งเปาเปา นางเอกของเรื่อง’
หัวใจของนางกระตุกวูบ ก่อนที่ตัวอักษรบนหน้ากระดาษจะเริ่มเปลี่ยนไปทีละบรรทัด และโชคชะตาที่แท้จริงของสกุลเฟิ่งก็กำลังจะปรากฏขึ้นตรงหน้านาง
ตัวอักษรบนหน้ากระดาษปรากฏขึ้นทีละบรรทัด ราวกับมีมือที่มองไม่เห็นกำลังเขียนเรื่องราวลงไปต่อหน้าต่อตา
เฟิ่งเปาเปาจ้องมองอย่างไม่กะพริบตา หัวใจเต้นแรงขึ้นเรื่อยๆ แล้วประโยคแรกก็ปรากฏขึ้น
กู้เตี้ยนเถียนถึงแก่กรรมในปีที่เฟิ่งเปาเปาอายุสี่ขวบ
เฟิ่งเปาเปาชะงัก ร่างทั้งร่างแข็งค้าง ในชั่วพริบตา ภาพเบื้องหน้าก็เปลี่ยนไป นางเห็นเรือนบุปผา เห็นสาวใช้ในจวนเดินกันอย่างวุ่นวาย ได้ยินเสียงร่ำไห้ดังมาจากทุกทิศทาง และบนเตียงหลังใหญ่กลางห้องปรากฏกู้เตี้ยนเถียนกำลังนอนหลับตาอยู่
ใบหน้าซีดขาวไร้สีเลือด ไม่มีลมหายใจอีกต่อไปข้างเตียงมีเด็กหญิงตัวเล็กคนหนึ่งกำลังร้องไห้จนตัวสั่น
‘ท่านแม่ ท่านแม่ตื่นสิ’
เสียงเล็กๆ นั้นดังขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนคนฟังแทบใจสลาย เฟิ่งเปาเปาจำตัวเองในวัยเด็กได้ และรู้ว่านั่นคือนางตอนอายุสี่ขวบ
เด็กหญิงตัวเล็กที่ยังไม่เข้าใจแม้กระทั่งความหมายของคำว่าความตาย
‘ท่านแม่ เปาเปาจะเชื่อฟังแล้ว ท่านแม่อย่าหลับ’
น้ำตาของเปาเปาในปัจจุบันไหลลงมาอย่างห้ามไม่อยู่ แม้จะรู้ว่านี่เป็นเพียงอดีตที่ไม่เคยเกิดขึ้น แต่ภาพตรงหน้ากลับสมจริงเสียจนหัวใจแทบแตกสลาย
ไม่นานภาพก็เปลี่ยนอีกครั้ง เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว ปีแล้วปีเล่า เฟิ่งเปาเปาในนิยายเติบโตขึ้น แต่ใบหน้าของเด็กหญิงกลับไม่เคยมีรอยยิ้มสดใสอย่างที่นางมีในปัจจุบัน เพราะตั้งแต่วันนั้น นางไม่มีแม่อีกแล้ว
เฟิ่งเหมาทุ่มเทชีวิตให้กับราชการ ออกจากบ้านตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่าง กลับถึงจวนก็ดึกดื่น เหลียงเม่ยเซียนพยายามดูแลหลานสาวอย่างดีที่สุด แต่ความว่างเปล่าในบ้านหลังนี้กลับไม่เคยจางหาย
จนกระทั่งหลายปีต่อมา ภาพตรงหน้ากลับเปลี่ยนเป็นตำหนักว่าราชการ ขุนนางจำนวนมากกำลังคุกเข่าอยู่กลางท้องพระโรง บรรยากาศหนักอึ้งจนน่าอึดอัด
‘เฟิ่งเหมา ไท่ฝูแห่งราชสำนัก ร่วมมือกับขุนนางกบฏ ฉ้อโกงเงินหลวง และคิดคดต่อแผ่นดิน!’ เสียงประกาศโทษดังก้องไปทั่ว
‘ไม่จริง!’ เฟิ่งเปาเปาเบิกตากว้าง นางส่ายหน้าแต่ไม่มีผู้ใดได้ยินเสียงของนาง
ภาพตรงหน้ายังคงดำเนินต่อไป เฟิ่งเหมาถูกคุมตัวเข้ามาในท้องพระโรง เขาสวมชุดนักโทษ สองมือถูกล่ามโซ่ แต่แผ่นหลังยังคงเหยียดตรง ดวงตายังคงสงบนิ่ง ไม่ต่างจากที่นางคุ้นเคย
หัวใจของเฟิ่งเปาเปาบีบรัดจนแทบหายใจไม่ออก เพราะนางรู้ดีว่าท่านพ่อไม่มีวันทำเรื่องเช่นนั้น
‘กระหม่อมบริสุทธิ์ หากฝ่าบาททรงประสงค์จะลงโทษ กระหม่อมก็พร้อมรับ แต่ขอให้ทรงตรวจสอบความจริงก่อน’ เฟิ่งเหมาคุกเข่าลง เอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
แต่คำพูดนั้นไม่ช่วยอะไรเลย เพราะทุกอย่างถูกเตรียมเอาไว้หมดแล้ว ทั้งพยาน หลักฐานและคำให้การทุกอย่างชี้มาที่เฟิ่งเหมา
เฟิ่งเปาเปามองภาพนั้นด้วยความสิ้นหวัง แล้วในที่สุด เสียงตัดสินโทษก็ดังขึ้น
‘เฟิ่งเหมามีความผิดฐานกบฏ พิพากษาประหารชีวิต’
“ไม่!’
โลกทั้งใบของเปาเปาราวกับพังทลายลงในทันทีนางกรีดร้องพร้อมวิ่งเข้าไปหาบิดา แต่ร่างของนางกลับทะลุผ่านภาพเหล่านั้นไป ไม่สามารถสัมผัสสิ่งใดได้ และไม่สามารถช่วยใครได้เลย
ภาพเปลี่ยนอีกครั้ง ในลานประหาร ท้องฟ้าหม่นครึ้ม ผู้คนแน่นขนัด เฟิ่งเหมายังคงนั่งคุกเข่าอยู่กลางลานด้วยสีหน้าสงบนิ่ง ราวกับยอมรับชะตากรรมทุกอย่างแล้ว
ท่ามกลางฝูงชน เฟิ่งเปาเปาในนิยายกำลังร้องไห้จนแทบขาดใจ
‘ท่านพ่อ! ท่านพ่อ!’
เสียงนั้นดังจนหัวใจของเฟิ่งเปาเปาในปัจจุบันแทบแหลกสลาย เฟิ่งเหมาหันไปมองบุตรสาวเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะส่งยิ้มให้อย่างอ่อนโยน เป็นรอยยิ้มเดียวกับที่เขามักยิ้มให้นางมาตลอดชีวิต
‘เปาเปาจงมีชีวิตอยู่ต่อไป ดูแลตัวเองด้วยนะลูก’
เสียงของเฟิ่งเหมายังคงมั่นคงเช่นทุกครั้ง ราวกับไม่ได้กำลังเดินไปสู่ความตาย
เฟิ่งเปาเปาในนิยายร้องไห้จนแทบขาดใจ
‘ท่านพ่อ! ข้ากลัว! ท่านอย่าทิ้งข้าไว้คนเดียว!’
ฝีเท้าของเฟิ่งเหมาชะงักไปเพียงชั่วขณะ ก่อนจะหันกลับมามองบุตรสาวเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนดาบจะฟันลงมา เฟิ่งเปาเปาปิดตาลงทันที นางไม่กล้ามองภาพตรงหน้า ขณะที่น้ำตาไหลอาบแก้ม ทั้งร่างสั่นเทาไม่กล้ามองต่อ
แต่ภาพเหล่านั้นกลับยังไม่จบ เพราะหลังจากนั้นเหลียงเม่ยเซียนก็ล้มป่วยด้วยอาการตรอมใจ และจากไปในเวลาไม่นาน จึงทำให้เฟิ่งเปาเปาเหลือตัวคนเดียวบนโลก
เฟิ่งเปาเปายืนอยู่ท่ามกลางความมืด น้ำตาไหลไม่หยุด หัวใจเจ็บปวดจนแทบหายใจไม่ออก นางเข้าใจทุกอย่างแล้วว่าเหตุใดท่านแม่จึงพยายามปกป้องครอบครัว เหตุใดท่านแม่จึงเปลี่ยนทุกอย่าง เพราะตอนจบเช่นนี้มันโหดร้ายเกินไป จนไม่มีผู้ใดควรต้องพบเจอ
ภาพตรงหน้าของเปาเปายังไม่สลายหายไป กลับกัน หน้ากระดาษในหนังสือเล่มนั้นยังคงพลิกต่อไปทีละหน้า ราวกับบังคับให้นางมองดูโชคชะตาทั้งหมดจนจบ
สายลมเย็นพัดผ่าน แต่เฟิ่งเปาเปากลับรู้สึกหนาวจับหัวใจ นางเห็นตัวเอง เห็นเฟิ่งเปาเปาในนิยายหลังงานศพของเหลียงเม่ยเซียน เรือนจิ้นซื่อที่เคยเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะเงียบงัน เรือนบุปผาที่เคยมีมารดานั่งปักผ้าอยู่ริมหน้าต่างว่างเปล่า จวนสกุลเฟิ่งทั้งหลังดูใหญ่โต แต่กลับไม่มีบ้านเหลืออยู่อีกแล้ว
เด็กสาวในชุดไว้ทุกข์ยืนอยู่เพียงลำพังกลางลานไม่มีพ่อ ไม่มีแม่ ไม่มีย่า ไม่มีใครเหลืออยู่เลย
เฟิ่งเปาเปาในปัจจุบันรู้สึกเหมือนมีมือมาบีบรัดหัวใจ นางอยากวิ่งเข้าไปกอดเด็กสาวคนนั้น อยากบอกว่าไม่เป็นไร แต่ก็ทำไม่ได้ เพราะเด็กสาวคนนั้นก็คือตัวนางเอง
หลังจากนั้น ภาพต่างๆ เริ่มไหลผ่านอย่างรวดเร็ว เฟิ่งเปาเปาเห็นตนเองออกจากจวนสกุลเฟิ่ง เห็นคนที่เคยประจบสอพลอบิดาหันหลังให้ เห็นญาติห่างๆ ที่เคยยิ้มแย้มเปลี่ยนสีหน้า เห็นผู้คนซุบซิบลับหลัง
‘บุตรสาวคนทรยศ’
‘สกุลเฟิ่งจบสิ้นแล้ว’
‘น่าเวทนาจริงๆ’
ทุกคำพูดเหมือนมีดคมกริบที่ค่อยๆ กรีดลงบนหัวใจของเด็กสาวที่เพิ่งสูญเสียทุกอย่าง แต่เฟิ่งเปาเปาในนิยายไม่ได้ร้องไห้ ไม่ได้ล้มลง ทว่านางลุกขึ้น และเริ่มสืบหาความจริงด้วยตนเอง
“โง่จริง”
น้ำตาไหลอาบแก้มของเฟิ่งเปาเปา นางมองเด็กสาวในภาพที่ต้องเดินอยู่เพียงลำพัง ทั้งที่สูญเสียทุกสิ่งไปแล้ว
“เหตุใดถึงไม่ยอมแพ้เสียที” เสียงของนางสั่นเครือ แต่ลึกลงไปในหัวใจกลับรู้คำตอบดี เพราะเด็กสาวคนนั้นก็คือตัวนางเอง
หากวันหนึ่งต้องสูญเสียทุกอย่างจริงๆ ต่อให้หวาดกลัวเพียงใด นางก็คงเลือกจะลุกขึ้นเช่นเดียวกัน
