บทที่ 3 เกิดเหตุที่ริมน้ำตก
“เป้านี้เอียง” เฟิ่งเปาเปากล่าวพลางย่อตัวลงมองฐานไม้
“หากยืนจากตำแหน่งปกติ ทุกคนจะคิดว่าตนเล็งตรงกลาง แต่แท้จริงแล้ววงแดงถูกเลื่อนไปด้านซ้ายเล็กน้อย ต่อให้เล็งแม่นเพียงใด ก็พลาดได้ง่าย” นางเงยหน้าขึ้น ดวงตาคู่งามสบเข้ากับพ่อค้าโดยตรง
“ข้า…ข้าไม่ได้ตั้งใจ” พ่อค้าเริ่มเหงื่อแตก เฟิ่งเปาเปาไม่ได้เถียง นางเพียงเดินไปจับเชือกที่ยึดเป้า แล้วดึงออกมาให้คนรอบข้างดู
“เชือกสองข้างยาวไม่เท่ากัน ฐานก็ถูกเสริมไม้ด้านเดียว หากเป็นความบังเอิญ ก็คงบังเอิญหลายครั้งเกินไปกระมัง” นางยิ้มหวาน แต่สิ้นคำนั้น ผู้คนรอบข้างก็เริ่มวิจารณ์กันเซ็งแซ่
ซูเลี่ยงเซียนมองเพื่อนอย่างทึ่งๆ เพราะแม้แต่นางเองยังไม่ทันสังเกตเห็น
เฟิ่งเปาเปาวางลูกดอกลงบนโต๊ะ ไม่ได้เอะอะโวยวาย ไม่ได้เรียกร้องเงินคืน เพราะเงินเท่านั้น ไม่ได้เป็นปัญหาสำหรับนางแต่อย่างใด เพียงกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“ท่านลุงทำมาค้าขายสุจริตเถิด ทำการค้าอย่างซื่อสัตย์ดีกว่า แม้จะได้เงินน้อยหน่อย แต่หลับสบายกว่า เพราะถ้าหากวันหน้าเจอคนใจร้อนกว่านี้ ท่านอาจไม่ได้จบง่ายเช่นนี้”
พ่อค้าหน้าแดงก่ำจนพูดไม่ออก ขณะที่เฟิ่งเปาเปาพูดจบก็เดินออกมาจากร้าน
หลังเดินออกจากร้านปาเป้า ซูเลี่ยงเซียนก็ยังไม่หยุดหัวเราะ
“สีหน้าของพ่อค้าผู้นั้นน่าดูยิ่งนัก” นางกล่าวพลางยกเกาลัดขึ้นเคี้ยว “ข้าเห็นแล้วแทบกลั้นหัวเราะไม่อยู่”
เฟิ่งเปาเปายิ้มกว้างก่อนรับเกาลัดมาอีกเม็ด “ข้าก็ไม่ได้ตั้งใจให้เขาขายหน้าเสียหน่อย”
“เช่นนั้นเจ้าตั้งใจอะไร”
“ตั้งใจจะเอากระต่ายไม้”
สิ้นเสียงนั้น ทั้งสองก็หัวเราะออกมาพร้อมกัน
บรรยากาศของตลาดหลิงชวนยังคงคึกคัก ผู้คนเดินสวนกันขวักไขว่ เสียงพ่อค้าแม่ค้าดังสลับกันไปมา กลิ่นขนมหวานและเนื้อย่างลอยคลุ้งอยู่ในอากาศ
เฟิ่งเปาเปาหันกลับไปมองร้านปาเป้าอีกครั้ง ก่อนจะชะงัก ไม่รู้เพราะเหตุใด จู่ๆ หัวใจของนางจึงเต้นแรงขึ้นมาอย่างไร้สาเหตุ
ดวงตากลมโตมองผ่านฝูงชนไปยังปลายถนน สายลมเย็นพัดผ่านแผ่วเบา ชั่วขณะหนึ่ง นางกลับรู้สึกราวกับมีใครบางคนกำลังมองอยู่
เฟิ่งเปาเปาขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนกวาดสายตามองรอบด้าน แต่สิ่งที่เห็นมีเพียงผู้คนที่เดินขวักไขว่
“เปาเปา” เสียงเรียกของซูเลี่ยงเซียนดึงสติกลับมา
“เจ้ามองอะไรอยู่หรือ”
เฟิ่งเปาเปากะพริบตาช้าๆ ก่อนส่ายหน้า
“ไม่มีอะไร” นางตอบพลางยิ้มบาง อาจเป็นเพราะเดินเที่ยวทั้งวันจนเหนื่อยเกินไปกระมัง
ซูเลี่ยงเซียนไม่ได้คิดอะไรมาก นางรีบดึงแขนสหายอีกครั้ง
“เร็วเข้า ร้านขนมงาอยู่ทางนี้”
เฟิ่งเปาเปาหัวเราะออกมาเบาๆ ก่อนปล่อยให้สหายลากเดินต่อไป แต่ไม่รู้เพราะเหตุใด ความรู้สึกแปลกประหลาดนั้นกลับไม่หายไป ราวกับว่าหลังจากวันนี้ ชีวิตของนางจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
แสงอาทิตย์ค่อยๆ อ่อนลงทีละน้อย หลังจากเดินเที่ยวจนพอใจ เด็กสาวทั้งสองก็กลับไปยังเรือนพักบนเขา ระหว่างทางยังคงคุยเล่น หัวเราะ และเถียงกันเรื่องขนมร้านใดอร่อยที่สุดไม่หยุด
จนกระทั่งถึงเรือนพัก อาหารเย็นถูกจัดเตรียมไว้เรียบร้อย หลังรับประทานอาหารและอาบน้ำเสร็จ ความเหนื่อยจากการเดินเที่ยวทั้งวันก็เริ่มเล่นงาน
เฟิ่งเปาเปาทิ้งตัวลงบนเตียงนุ่ม พลางถอนหายใจอย่างสบายใจ
“เที่ยวทั้งวันเหนื่อยกว่าที่คิด”
“แต่ตอนอยู่ที่ตลาดเจ้าวิ่งเหมือนม้าเพิ่งหลุดจากคอก” ซูเลี่ยงเซียนหัวเราะ
“เจ้าก็พูดเกินไปแล้ว” เฟิ่งเปาเปาหยิบหมอนปาใส่เพื่อน เสียงหัวเราะดังอยู่ในห้องอีกพักใหญ่ ก่อนจะค่อยๆ เงียบลง
เมื่อแสงตะเกียงถูกหรี่ลงทีละดวง ภายนอกหน้าต่าง สายลมเย็นจากภูเขาพัดผ่านอย่างแผ่วเบา เฟิ่งเปาเปาหลับตาลงช้าๆ โดยไม่รู้เลยว่า รุ่งเช้าของวันพรุ่งนี้ จะเป็นวันที่เปลี่ยนชีวิตของนางไปตลอดกาล
แสงอรุณแรกของวันค่อยๆ สาดผ่านม่านหมอกบางเหนือเขาหลิงชวน ทั่วทั้งเรือนพักยังคงเงียบสงบ มีเพียงเสียงนกร้องรับรุ่งสางดังแว่วมาจากป่าไผ่ด้านหลัง
เฟิ่งเปาเปาลืมตาตื่นขึ้นช้าๆ นางนอนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง พลางมองเพดานไม้เหนือศีรษะ เมื่อคืนเดินเที่ยวตลาดจนเหนื่อยแทบหมดแรง แต่ไม่รู้เพราะเหตุใด วันนี้กลับตื่นเร็วกว่าปกติ
เฟิ่งเปาเปาค่อยๆ พลิกตัว สายตามองไปยังเตียงอีกฝั่งของห้องแลเห็นซูเลี่ยงเซียนยังคงหลับสนิทผ้าห่มถูกเตะกองอยู่ปลายเตียงตามนิสัยเดิม เด็กสาวถึงกับหลุดหัวเราะออกมาเบาๆ ก่อนเอื้อมมือไปดึงผ้าห่มกลับขึ้นไปคลุมให้เพื่อน จากนั้นจึงลุกจากเตียง พื้นไม้เย็นเล็กน้อยเพราะอากาศบนภูเขา
หญิงสาวสวมเสื้อคลุมบางๆ ทับชุดนอน ก่อนเดินไปเปิดหน้าต่าง สายลมยามเช้าพัดเข้ามาทันที กลิ่นหญ้าเปียกน้ำค้างลอยเข้ามาพร้อมหมอกจางๆ ดวงตาคู่งามค่อยๆ สว่างขึ้น
“อากาศดีจัง” นางพึมพำกับตัวเองเบาๆ เมื่อหันกลับมาก็พบว่าเจี๋ยเหล่ยยังหลับอยู่บนตั่งเล็กข้างประตูสาวใช้คนสนิทนอนขดตัวอยู่ใต้ผ้าห่ม เห็นได้ชัดว่าเมื่อคืนคงเหนื่อยไม่ต่างกัน
เฟิ่งเปาเปามองอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะนึกบางอย่างขึ้นได้ เมื่อวานระหว่างเดินกลับเรือนพัก นางได้ยินเจ้าของเรือนบอกว่า ด้านหลังเขาหลิงชวนมีลานชมหมอกที่สวยที่สุดแห่งหนึ่ง หากขึ้นไปก่อนพระอาทิตย์ขึ้นจะมองเห็นทะเลหมอกปกคลุมทั่วทั้งหุบเขา ตอนนั้นนางตั้งใจไว้ว่าวันนี้จะไปดูให้ได้
เฟิ่งเปาเปาหันมองเจี๋ยเหล่ยอีกครั้งคิดว่าหากปลุกตอนนี้ อีกฝ่ายคงต้องรีบลุกมาแต่งตัว แล้วกว่าจะเตรียมตัวเสร็จ หมอกก็คงหายไปพอดี
เด็กสาวลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเดินไปหยิบพู่กันและเขียนข้อความสั้นๆ ลงบนกระดาษ
‘ข้าไปเดินเล่นแถวเรือนพัก อีกเดี๋ยวก็กลับ ไม่ต้องเป็นห่วง’
เฟิ่งเปาเปาวางพู่กันลง ก่อนเงยหน้ามองเจี๋ยเหล่ยที่กำลังหลับอยู่บนตั่งเล็กข้างประตู
สาวใช้คนสนิทขดตัวอยู่ใต้ผ้าห่ม ใบหน้ายังคงหลงเหลือความเหน็ดเหนื่อยจากการเดินเที่ยวตลอดทั้งวัน
เฟิ่งเปาเปายิ้มออกมาเบาๆ ก่อนจะยกผ้าห่มขึ้นคลุมไหล่ของอีกฝ่ายให้ดีขึ้น จากนั้นนางจึงเดินไปหยุดอยู่หน้าประตูห้อง ปลายนิ้วเรียวจับอยู่บนบานประตูไม้
ไม่รู้เพราะเหตุใด จู่ๆ ความรู้สึกไม่สบายใจก็แผ่ซ่านขึ้นมาในหัวใจ ราวกับว่าหากก้าวออกไป ทุกอย่างจะเปลี่ยนไปตลอดกาล
เฟิ่งเปาเปานิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนหัวเราะให้กับตัวเอง
“ข้าคงคิดมากเกินไป” นางพึมพำเบาๆ เพียงแค่ออกไปชมทะเลหมอกเท่านั้น จะเกิดเรื่องอะไรได้กัน คิดดังนั้นแล้ว หญิงสาวจึงผลักประตูออกไป
โดยไม่รู้เลยว่า รุ่งอรุณของวันนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของโชคชะตาที่เปลี่ยนแปลงทุกสิ่ง
ภายนอกเรือนพัก หมอกสีขาวลอยคลอเคลียไปทั่วทางเดิน เฟิ่งเปาเปาเดินทอดน่องไปอย่างอารมณ์ดีสองมือไพล่หลัง บางครั้งก็หยุดดูดอกไม้ริมทาง บางครั้งก็ย่อตัวลงมองผีเสื้อที่เกาะอยู่บนใบไม้ บรรยากาศเงียบสงบจนต่างจากเมืองหลวงโดยสิ้นเชิง นางสูดลมหายใจลึก รู้สึกสบายใจอย่างบอกไม่ถูก
ร่างบางเดินไปตามทางหินเล็กๆ ที่ทอดลัดเลาะผ่านแนวป่า ยิ่งเดินลึกเข้าไป เสียงน้ำก็ยิ่งชัดขึ้นเรื่อยๆ
สายหมอกยามเช้ายังคงปกคลุมทั่วบริเวณ หยดน้ำค้างเกาะพราวอยู่ตามปลายใบหญ้า บรรยากาศเงียบสงบจนได้ยินแม้กระทั่งเสียงนกตัวเล็กกระพือปีกอยู่บนยอดไม้
เฟิ่งเปาเปาเดินตามเสียงน้ำไปอย่างไม่รีบร้อนพลางชื่นชมทิวทัศน์รอบตัวไปด้วย จนกระทั่งแนวต้นไม้เบื้องหน้าค่อยๆ โปร่งลง ภาพของน้ำตกสายหนึ่งปรากฏขึ้นตรงหน้า
สายน้ำสีขาวไหลตกลงมาจากหน้าผาสูง ละอองน้ำฟุ้งกระจายอยู่กลางอากาศ แอ่งน้ำเบื้องล่างใสราวกับกระจก งดงามจนนางถึงกับหยุดยืนมอง
“งดงามมากจริงๆ ด้วย” นางพึมพำกับตัวเองก่อนจะก้าวเข้าไปใกล้อีกเล็กน้อย แต่แล้วสายตาของนางกลับสะดุดเข้ากับบางสิ่ง
เมื่อบนโขดหินใหญ่ริมแอ่งน้ำมีเสื้อคลุมสีดำตัวหนึ่งพาดเอาไว้ ข้างกันนั้นยังมีกระบี่เล่มยาววางอยู่
เฟิ่งเปาเปาชะงัก คิ้วเรียวขมวดเข้าหากันด้วยความสงสัย ดูเหมือนบริเวณนี้จะมีคนอยู่ก่อนแล้ว นางกำลังคิดจะหันกลับ แต่ในจังหวะนั้นเอง สายตากลับเหลือบไปเห็นเงาร่างหนึ่งกลางม่านละอองน้ำ
เฟิ่งเปาเปาชะงักทันที หัวใจคล้ายหยุดเต้นไปชั่วขณะ เพราะกลางแอ่งน้ำใต้สายน้ำตก มีชายหนุ่มผู้หนึ่งยืนอยู่ เรือนผมสีดำยาวเปียกชื้นแนบอยู่ด้านหลัง สันกรามคมชัด จมูกโด่งตรง คิ้วเข้มดุจวาดด้วยหมึก แม้จะมองเห็นเพียงด้านข้าง แต่ก็ยังงดงามจนยากจะละสายตา
ละอองน้ำสีขาวลอยคลอเคลียรอบกายของเขาจนภาพตรงหน้าดูคล้ายบุรุษในภาพวาดมากกว่ามนุษย์จริงๆ
เฟิ่งเปาเปาเบิกตากว้าง นางรีบเบือนสายตาออก แต่กลับเผลอมองอีกครั้ง ครานี้ นางถึงกับลืมหายใจไปชั่วขณะ ไม่ใช่เพราะนางไม่เคยเห็นบุรุษรูปงาม แต่เพราะนางไม่เคยเห็นผู้ใดมีรูปลักษณ์เช่นนี้มาก่อน ราวกับเทพเซียนที่หลุดออกมาจากนิทาน และในตอนนั้นเอง ความทรงจำบางอย่างก็ผุดขึ้นมาในหัว
ก่อนเดินทางมาเขาหลิงชวน ซูเลี่ยงเซียนเคยส่งจดหมายมาหานาง ในจดหมายนั้นมีข้อความอยู่ช่วงหนึ่งว่า
‘ช่วงนี้มีบุรุษลึกลับผู้หนึ่งอาศัยอยู่บนเขาหลิงชวน ไม่มีผู้ใดรู้ฐานะที่แท้จริง แต่ชาวบ้านต่างพากันเล่าลือว่า รูปโฉมของเขางดงามราวกับเทพเซียนลงมาจุติ’
ตอนที่อ่านจดหมาย เฟิ่งเปาเปายังหัวเราะ คิดว่าเป็นเพียงคำพูดเกินจริงของชาวบ้าน บนโลกนี้จะมีคนหน้าตาดีถึงเพียงนั้นได้อย่างไร แต่บัดนี้เมื่อเห็นกับตาตัวเอง นางกลับเริ่มรู้สึกว่า บางทีชาวบ้านอาจไม่ได้พูดเกินจริงเลยแม้แต่น้อย
หญิงสาวยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น สายตาจับจ้องไปยังชายหนุ่มโดยไม่รู้ตัว จนลืมไปเสียสนิทว่าตนไม่ควรอยู่ที่นี่ และยิ่งไม่ควรจ้องบุรุษแปลกหน้าเช่นนี้ แต่ในขณะที่นางกำลังตกตะลึง ปลายเท้ากลับเหยียบลงบนตะไคร่น้ำที่เกาะอยู่บนโขดหินโดยไม่ทันระวัง
“อ๊ะ!” ร่างเล็กเสียหลักทันที มือบางรีบเอื้อมไปคว้ากิ่งไม้ข้างตัวเอาไว้ แต่กลับคว้าอากาศ หัวใจของนางหล่นวูบลงไปอยู่ที่ตาตุ่ม ก่อนที่ร่างทั้งร่างจะลื่นตกลงไปด้านล่างอย่างรวดเร็ว!
