บทที่ 2 ก่อนชีวิตจะเปลี่ยน
“คุณหนูเจ้าคะ มีจดหมายจากคุณหนูซูเจ้าค่ะ”
ทันทีที่ได้ยินชื่อซูเลี่ยงเซียน เฟิ่งเปาเปาก็รีบลุกขึ้น นางรับจดหมายมาเปิดอ่านอย่างรวดเร็ว ยิ่งอ่าน ดวงตาก็ยิ่งเป็นประกาย
“ท่านแม่! ซูเลี่ยงเซียนชวนข้าไปเขาหลิงชวนเจ้าค่ะ”
กู้เตี้ยนเถียนเริ่มรู้สึกปวดหัวขึ้นมาไม่น้อย เพราะนางรู้ดีว่าสีหน้าเช่นนี้ของลูก มักตามมาด้วยเรื่องวุ่นวายเสมอ
เฟิ่งเปาเปาอ่านต่อไปอีกสองสามบรรทัด ก่อนชะงัก สายตาหยุดอยู่ตรงท้ายจดหมาย รอยยิ้มค่อยๆ กว้างขึ้น
“มีอะไรหรือ” เหลียงเม่ยเซียนถาม
“ซูเลี่ยงเซียนบอกว่า ช่วงนี้มีบุรุษลึกลับคนหนึ่งอาศัยอยู่บนเขาหลิงชวน ชาวบ้านต่างลือกันว่า…” เฟิ่งเปาเปาเงยหน้าขึ้นตอบผู้เป็นย่า นางเว้นช่วงอย่างจงใจก่อนอ่านต่อ
“รูปโฉมงดงามราวกับเทพเซียนลงมาจุติ”
เหลียงเม่ยเซียนหัวเราะ กู้เตี้ยนเถียนอมยิ้มแม้แต่หานอี้ยังแอบกระแอมเบาๆ
“บุรุษหล่อแล้วอย่างไร ข้าไม่สนใจเสียหน่อย” เฟิ่งเปาเปาเบ้ปาก นางพับจดหมายเก็บอย่างไม่ใส่ใจกล่าวจบ นางก็กลับไปนั่งกินขนมต่ออย่างสบายใจ
ทว่าไม่มีผู้ใดรู้เลยว่า อีกไม่กี่วันต่อจากนี้ คำพูดประโยคนั้น จะย้อนกลับมาตบหน้าเจ้าของอย่างเจ็บแสบที่สุดในชีวิตและการเดินทางไปเขาหลิงชวนครั้งนั้น จะกลายเป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราวทั้งหมดที่กำลังจะเกิดขึ้น
สามวันหลังจากนั้น
เรือนบุปผาของคุณหนูใหญ่สกุลเฟิ่งเต็มไปด้วยความวุ่นวายตั้งแต่เช้าตรู่
“เจี๋ยเหล่ย เจ้าว่าชุดนี้ดีหรือไม่”
เฟิ่งเปาเปายกชุดสีเขียวอ่อนขึ้นมาทาบกับตัวพลางหมุนไปมาอยู่หน้าคันฉ่องทองเหลือง ดวงตากลมโตเป็นประกายด้วยความตื่นเต้นจนแทบปิดไม่มิด
เจี๋ยเหล่ยมองคุณหนูของตนที่เปลี่ยนชุดมาแล้วสามรอบตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่าง ก่อนจะถอนหายใจอย่างจนปัญญา
“คุณหนูเจ้าคะ ท่านถามบ่าวมาเป็นรอบที่เจ็ดแล้ว”
“จริงหรือ” เฟิ่งเปาเปาชะงักไปเล็กน้อย เพิ่งนึกขึ้นมาได้ว่า นางตื่นเต้นมากเกินไปหน่อย
“จริงเจ้าค่ะ” เจี๋ยเหล่ยพยักหน้าหนักแน่น
“หากถามอีกสองรอบ บ่าวคงตอบไม่ต่างจากเดิม”
เฟิ่งเปาเปาหัวเราะคิก ก่อนจะหันกลับไปมองชุดในมืออีกครั้ง
“แต่ข้ารู้สึกว่าครั้งนี้ไม่เหมือนครั้งก่อน ครั้งนี้ข้าคิดจริงจังมาก”
เจี๋ยเหล่ยแทบอยากเอาหน้าผากโขกเสาเรือนเพราะคุณหนูของนางพูดประโยคนี้มาสามครั้งแล้ว
ในเวลานั้นเอง กู้เตี้ยนเถียนเดินเข้ามาภายในห้อง ทันทีที่เห็นผู้เป็นมารดา เปาเปาก็รีบถือชุดวิ่งเข้าไปหา
“ท่านแม่! ช่วยข้าเลือกชุดหน่อยสิเจ้าคะ”
“เจ้าจะไปเที่ยวเพียงไม่กี่วัน เหตุใดต้องลำบากใจถึงเพียงนี้” กู้เตี้ยนเถียนหัวเราะเบาๆ ก่อนรับชุดทั้งสองมาดู
“ก็เพราะข้าอยากให้ท่านแม่เลือกให้”
คำตอบนั้นทำให้กู้เตี้ยนเถียนชะงักไปเล็กน้อยก่อนจะยกมือขึ้นลูบศีรษะลูกสาวอย่างอ่อนโยน บางครั้ง เฟิ่งเปาเปาก็ยังเป็นเด็กน้อยคนเดิมในสายตาของนางเสมอ แม้วันนี้จะอายุสิบหกปีแล้วก็ตาม
หลังจากเปาเปากับเจี๋ยเหล่ยพากันออกไปเตรียมสัมภาระ ห้องก็กลับมาเงียบสงบอีกครั้ง กู้เตี้ยนเถียนนั่งลงข้างหน้าต่าง สายตาทอดมองสวนด้านนอกลมเช้าพัดกลีบดอกเหมยปลิวผ่านไปช้าๆ รอยยิ้มบางบนใบหน้าค่อยๆ จางลง ความทรงจำในอดีตผุดขึ้นมาอย่างไม่ทันตั้งตัว
แม้เวลาจะผ่านมาสิบกว่าปีแล้ว นางก็ยังรู้สึกเหมือนเหตุการณ์วันนั้นเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน วันที่นางลืมตาขึ้นมาในร่างของกู้เตี้ยนเถียน สตรีนางร้ายในนิยายที่นางเคยอ่าน
ตอนนั้นเจ้าของร่างเดิมเพิ่งตกน้ำ ร่างกายอ่อนแอใกล้ตาย และตามเนื้อเรื่องเดิม กู้เตี้ยนเถียนควรจากโลกนี้ไปในเวลาไม่นาน หลังจากนั้นเฟิ่งเปาเปาจะเติบโตขึ้นโดยไร้มารดา เฟิ่งเหมาจะจมอยู่กับงานราชการ เหลียงเม่ยเซียนจะใช้ชีวิตอยู่กับความเสียใจ
ส่วนเฟิ่งเปาเปา สุดท้ายก็ต้องเผชิญชะตากรรมอันโหดร้ายเพียงลำพัง แต่ทุกอย่างเปลี่ยนไป เพราะหลี่ซินเข้ามาอยู่ในร่างนี้ นางไม่ตาย นางได้มีครอบครัว ได้มีสามี ได้มีลูกสาว ได้มีชีวิตที่ไม่เคยคิดฝันว่าจะได้รับ
กู้เตี้ยนเถียนยิ้มบางๆ ก่อนจะมองออกไปยังลานด้านนอก เห็นเฟิ่งเปาเปากำลังวิ่งไปวิ่งมาอย่างวุ่นวายเสียงหัวเราะสดใสดังลอดเข้ามาเป็นระยะ อย่างน้อยชาตินี้ นางจะไม่ยอมให้ตอนจบเดิมของนิยายเกิดขึ้นอีกเด็ดขาด
ตอนนี้เป็นเวลาต้นยามอู่ (11.00 - 12.59 น.)
รถม้าของสกุลเฟิ่งแล่นออกจากประตูจวน เฟิ่งเปาเปาเปิดม่านหน้าต่างหันกลับไปมองจวนสกุลเฟิ่ง จู่ๆพลันมีความรู้สึกไม่สบายใจแวบผ่านหัวใจโดยไม่ทราบสาเหตุ
“คงไม่มีอะไรหรอก ข้าไปเพียงไม่กี่วันเอง” นางพึมพำเบาๆ จากนั้นจึงหันไปมองวิวสองข้างทางอย่างตื่นเต้น ดวงตากลมโตแทบจะมองทุกสิ่งทุกอย่างพร้อมกัน
“เจี๋ยเหล่ย เจ้าดูนั่นสิ ดอกไม้เต็มทุ่งเลย” พูดยังไม่ทันจบ นางก็หันไปอีกทาง
“โอ๊ะ! นั่นใช่ฝูงนกป่าหรือไม่”
“คุณหนูเจ้าคะ เราเพิ่งออกจากเมืองมาไม่ถึงครึ่งชั่วยามเลยนะเจ้าคะ” เจี๋ยเหล่ยหัวเราะออกมา
เฟิ่งเปาเปาหัวเราะคิกคัก ก่อนจะกลับไปนั่งที่เดิม แต่ก็อยู่ได้เพียงครู่เดียว ไม่นานก็เปิดม่านออกดูอีกตลอดเส้นทาง เสียงพูดเจื้อยแจ้วของนางแทบไม่ขาดหาย
จนกระทั่งยามบ่ายคล้อย แนวภูเขาสูงทอดยาวก็ปรากฏขึ้นตรงหน้า เขาหลิงชวนคือสถานที่พักตากอากาศชื่อดังนอกเมืองหลวง ยอดเขาสูงตระหง่านสลับซับซ้อน หมอกสีขาวบางลอยอ้อยอิ่งอยู่ตามแนวเขาลำธารใสไหลคดเคี้ยวผ่านป่าไม้เขียวชอุ่ม งดงามราวภาพวาด
เฟิ่งเปาเปาเปิดม่านกว้างขึ้นกว่าเดิม ก่อนสูดลมหายใจลึก
“งดงามยิ่งนัก” ดวงตาของนางเป็นประกายขึ้นอย่างสดใส
ขณะนั้นเอง รถม้าก็ค่อยๆ แล่นเข้าสู่ลานกว้างบริเวณเชิงเขา และทันทีที่จอดสนิท เสียงคุ้นเคยก็ดังขึ้นจากด้านนอก
“เฟิ่งเปาเปา!”
เฟิ่งเปาเปารีบชะโงกหน้าออกไปดู ก่อนจะเห็นสตรีวัยเดียวกันในชุดสีแดงสดกำลังโบกมือแรงๆ อยู่ไม่ไกล นางคือซูเลี่ยงเซียนสหายคนสนิทของเฟิ่งเปาเปา บุตรสาวของเสนาบดีกรมโยธานั่นเอง
“เลี่ยงเซียน!” เฟิ่งเปาเปายิ้มกว้างทันที ก่อนรีบกระโดดลงจากรถม้า
เด็กสาวทั้งสองวิ่งเข้าหากัน เสียงหัวเราะสดใสดังขึ้นท่ามกลางสายลมภูเขา ราวกับไม่ได้เจอกันมานานหลายปี ทั้งที่จริงเพิ่งแยกกันไปไม่กี่เดือน
หลังจากพบซูเลี่ยงเซียนที่เชิงเขาหลิงชวนแล้ว เด็กสาวทั้งสองก็แทบไม่ได้ยืนคุยกันให้ครบสิบประโยคเพราะถูกตลาดที่ครึกครื้นตรงหน้าแย่งความสนใจไปเสียก่อน
“เร็วเข้า!” ซูเลี่ยงเซียนคว้าข้อมือเพื่อนแล้วลากเข้าไปท่ามกลางฝูงชนทันที
“หากช้า ขนมเกาลัดร้านโปรดของข้าจะหมดเสียก่อน”
“เจ้ามาที่นี่เพื่อกินหรือมาเที่ยวกันแน่” เฟิ่งเปาเปาหัวเราะพลางถูกดึงให้เดินตาม แต่ถึงแม้จะปากบ่น แต่ดวงตากลับเป็นประกายไม่ต่างกัน
ตลาดหลิงชวนในยามบ่ายคึกคักกว่าตลาดในเมืองหลวงอยู่หลายส่วน พ่อค้าแม่ค้าส่งเสียงเรียกลูกค้าสลับกันไปมา กลิ่นเกาลัดคั่ว ขนมงา และเนื้อย่างลอยปะปนกันอยู่ในอากาศ ผู้คนจากหมู่บ้านใกล้เคียงต่างพากันนำสินค้ามาวางขายจนแน่นสองข้างทาง
จากนั้นทั้งสองคนก็หยุดดูร้านนี้ที แวะร้านนั้นที จนเจี๋ยเหล่ยที่เดินตามอยู่ด้านหลังเริ่มรู้สึกว่าการตามคุณหนูของตนนั้นเหนื่อยยิ่งกว่าฝึกวรยุทธ์เสียอีก
“อันนี้น่ากิน”
“อันนั้นก็น่ากิน”
“โอ๊ะ! เลี่ยงเซียน ดูนี่สิ” เฟิ่งเปาเปาชี้ไปทางร้านขายหน้ากากไม้แกะสลักด้วยความตื่นเต้น
ซูเลี่ยงเซียนมองตาม ก่อนส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ
“หากข้าไม่รู้จักเจ้า ข้าคงคิดว่าเจ้าเพิ่งเคยออกจากจวนเป็นครั้งแรก”
“ข้าออกจากจวนบ่อยจะตาย” เฟิ่งเปาเปาเถียง
“แต่กู้ฮูหยินบอกว่า เจ้าอยู่แต่จวน” ซูเลี่ยงเซียนเอียงคอถาม เฟิ่งเปาเปาจึงหยุดเดิน พลางหันมาส่งยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ให้สหาย
“นั่นก็เพราะว่าท่านแม่ไม่รู้ว่าข้าแอบหนีออกมาอย่างไรเล่า”
คำตอบนั้นทำให้ซูเลี่ยงเซียนหลุดหัวเราะออกมา เดินไปได้อีกไม่ไกล สายตาของเฟิ่งเปาเปาก็สะดุดเข้ากับร้านปาเป้าร้านหนึ่ง
หน้าร้านวางตุ๊กตาไม้กระต่ายสีขาวตัวใหญ่เอาไว้ หูยาวตกลงมาสองข้าง หน้าตาของมันน่ารักมากจนคนมองอดหยุดสายตาไม่ได้
“ข้าจะเอาตัวนั้น” เฟิ่งเปาเปาหยุดเดิน ทอดสายตามองไปยังตุ๊กตาไม้กระต่ายด้วยความสนใจ
ซูเลี่ยงเซียนมองตาม ก่อนจะหัวเราะออกมาเบาๆ
“ข้าเดาแล้ว”
“คุณหนูสายตาดีนัก ของรางวัลชิ้นนั้นเป็นที่นิยมที่สุด” พ่อค้าร่างอ้วนที่ยืนอยู่หน้าร้านรีบยิ้มกว้าง เขาพูดพลางหยิบลูกดอกขึ้นมา
“เพียงจ่ายแค่สามอีแปะ แล้วปาโดนวงแดงตรงกลางสามครั้ง ก็รับไปได้เลย”
เฟิ่งเปาเปามองเป้า จากนั้นมองตุ๊กตากระต่ายก่อนพยักหน้าอย่างพึงพอใจ
“ตกลง”
พ่อค้ารับเงินอย่างรวดเร็ว พร้อมส่งลูกดอกสามดอกมาให้นาง ผู้คนรอบข้างเริ่มหันมามอง เพราะเห็นคุณหนูแต่งกายดีจากเมืองหลวงมาลองเล่น แต่แทนที่เปาเปาจะยกลูกดอกขึ้นปาทันที นางกลับยืนนิ่ง สายตามองเป้าอยู่ครู่ใหญ่
“คุณหนูเหตุใดไม่ปาเล่า” พ่อค้าเริ่มยิ้มเก้อ
หากแต่ว่าเฟิ่งเปาเปาไม่ได้ตอบ นางเดินเข้าไปใกล้เป้าอีกสองก้าว จากนั้นก็ถอยกลับมา แล้วเดินอ้อมไปอีกด้าน ราวกับกำลังสำรวจอะไรบางอย่าง
“เปาเปา เจ้าดูอะไรอยู่หรือ” ซูเลี่ยงเซียนเริ่มขมวดคิ้ว
เฟิ่งเปาเปายังคงไม่ตอบ จนกระทั่งนางหยุดยืนตรงหน้าพ่อค้า รอยยิ้มบางๆ ค่อยๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้า
“ท่านลุง ท่านเปิดร้านนี้มานานหรือยัง” น้ำเสียงของนางยังคงสุภาพ แต่แววตากลับเป็นประกายจนพ่อค้าเริ่มใจไม่ดี
“หลายปีแล้ว” พ่อค้าหัวเราะฝืดๆ
“กิจการไปได้ดีหรือไม่”
“ก็ดี…ดีมาก” พ่อค้าตอบ
เฟิ่งเปาเปาพยักหน้าเบาๆ ก่อนชี้ไปยังเป้าด้านหลัง
“เช่นนั้นคงไม่แปลก เพราะท่านโกงเก่งนี่เอง”
บรรยากาศรอบด้านเงียบลงทันใด พ่อค้าหน้าเปลี่ยนสี แต่ยังแสร้งทำเป็นไม่รู้เรื่อง
“คุณหนูพูดอะไร ข้าไม่เข้าใจ”
เฟิ่งเปาเปาหัวเราะ ไม่ได้มีท่าทางก้าวร้าวแม้แต่น้อย นางเดินไปจับฐานไม้ของเป้า แล้วใช้นิ้วดันเบาๆ ฐานเป้ากลับขยับอย่างเห็นได้ชัด เสียงฮือฮาดังขึ้นจากรอบด้าน
