บท
ตั้งค่า

บทที่ 1 เฟิ่งเปาเปาหายตัวไป

แสงอรุณสีทองอ่อนทอดตัวผ่านแนวต้นไผ่ในสวนด้านตะวันออก ลมต้นสารทพัดกลิ่นดอกกุ้ยฮวาให้ลอยอ้อยอิ่งไปทั่วจวน เสียงนกร้องดังแว่วมาจากยอดไม้ ขณะที่เหล่าสาวใช้และบ่าวรับใช้ต่างเริ่มต้นวันใหม่ของตนอย่างเป็นระเบียบ

ยามเช้าของจวนสกุลเฟิ่งควรจะเป็นช่วงเวลาที่สงบที่สุดของวัน ทว่าความสงบเช่นนั้นกลับถูกทำลายลงอย่างรวดเร็ว

“คุณหนูหายไปแล้วเจ้าค่ะ!” เสียงร้องแตกตื่นดังขึ้นจากเรือนบุปผา สาวใช้ที่กำลังถือถาดน้ำชาสะดุ้งโหยงจนแทบทำถ้วยชาหล่นลงพื้น บ่าวที่กำลังกวาดลานถึงกับชะงักค้างกลางอากาศ

เจี๋ยเหล่ยวิ่งออกมาจากเรือนด้วยใบหน้าซีดเผือด

“เมื่อครู่ยังนั่งอ่านตำราอยู่เลยนะ บ่าวเพียงหันไปหยิบชาแค่ครู่เดียว พอกลับมาอีกทีคุณหนูก็หายไปแล้ว!” นางแทบจะร้องไห้ออกมา เหล่าสาวใช้รอบข้างพากันมองหน้ากัน ก่อนจะพร้อมใจก้มหน้าลง เพราะเหตุการณ์เช่นนี้ไม่ใช่ครั้งแรก และคงไม่ใช่ครั้งสุดท้าย

ในเวลานั้นเอง หลินลั่ว สาวใช้คนสนิทของกู้เตี้ยนเถียนซึ่งกำลังเดินผ่านมาพร้อมรายการของจากห้องครัวก็หยุดฝีเท้าลง เพียงได้ยินคำว่า ‘คุณหนูหายไป’ นางก็ถอนหายใจยาวราวกับคนที่เดาเหตุการณ์ล่วงหน้าได้อยู่แล้ว

“วันนี้ฮูหยินใหญ่ให้อาจารย์หญิงมาสอนอะไร”

“เรียนปักผ้าเจ้าค่ะ” เจี๋ยเหล่ยรีบตอบทันที

คำตอบนั้นทำให้หลินลั่วหลับตาลงช้าๆ เพราะนางเข้าใจทั้งหมดจนไม่ต้องถามอะไรต่อแล้ว

“ไปตามหาที่กำแพงด้านตะวันออก หากไม่อยู่ตรงนั้น ก็อยู่บนต้นไทร” นางกล่าวอย่างมั่นใจ

“ป้าหลินลั่วรู้ได้อย่างไรเจ้าคะ” เจี๋ยเหล่ยอ้าปากค้าง

“เพราะข้าเลี้ยงคุณหนูมาตั้งแต่ยังวิ่งไม่เป็น ไม่มีใครรู้จักนิสัยนางดีไปกว่าข้าแล้ว” หลินลั่วตอบอีกฝ่ายกล่าวจบ นางก็หมุนตัวเดินตรงไปทางกำแพงด้านตะวันออกทันที และแน่นอนเมื่อไปถึง ภาพที่เห็นก็ไม่ได้ทำให้นางผิดหวังแม้แต่น้อย

บนกิ่งไม้ใหญ่เหนือกำแพงจวน เด็กสาวในชุดกระโปรงสีเขียวอ่อนกำลังนั่งแกว่งขาอย่างอารมณ์ดีแขนเสื้อทั้งสองข้างพองตุงผิดปกติ หากมองดีๆ จะเห็นขนมงาโผล่ออกมาจากชายแขนเสื้อครึ่งชิ้น

‘เฟิ่งเปาเปา’ ในวัยสิบหกปีนั้นงดงามมาก นางมีดวงตากลมโตสดใสเหมือนกู้เตี้ยนเถียน ผิวขาวผ่องดุจหยก ริมฝีปากแดงระเรื่อ แต่รอยยิ้มเจ้าเล่ห์กับแววตาซุกซนนั้นกลับถอดแบบมาจากเฟิ่งเหมาไม่มีผิด

“สำเร็จจนได้” นางยิ้มกว้างพลางหยิบขนมงาออกมาจากแขนเสื้ออีกชิ้น

“หากต้องนั่งปักผ้าทั้งวันจริงๆ ข้าคงตายแน่ เหตุใดสตรีต้องเรียนปักผ้าด้วย ต่อให้ปักเก่งที่สุดในใต้หล้า จะเอาไปใช้จับโจรได้หรือ” เฟิ่งเปาเปาบ่นกับตัวเอง ก่อนจะโยนขนมเข้าปากแล้วเคี้ยวตุ้ยๆ อย่างมีความสุข

ทันใดนั้นเอง เสียงทุ้มต่ำเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากด้านล่าง

“เจ้าคิดเช่นนั้นหรือ” เพียงไม่กี่พยางค์ รอยยิ้มบนใบหน้าของเฟิ่งเปาเปาก็แข็งค้างทันที

เด็กสาวค่อยๆ ก้มหน้าลงมอง ก่อนจะพบว่าใต้ต้นไม้มีเฟิ่งเหมากำลังยืนกอดอกอยู่ ส่วนข้างกายเขาคือเหลียงเม่ยเซียนผู้ถือไม้เรียวไม้ไผ่อยู่ในมือ

เฟิ่งเปาเปากะพริบตาปริบๆ จากนั้นจึงส่งยิ้มแห้งๆ ลงมา

“ท่านพ่อ! ท่านย่า!”

เฟิ่งเหมาเงยหน้ามองบุตรสาว สีหน้าสงบนิ่งจนเดาอารมณ์ไม่ออก

“เมื่อครู่ ข้าได้ยินคนผู้หนึ่งบอกว่า การปักผ้าไม่มีประโยชน์”เขาเอ่ยช้าๆ ขณะที่เฟิ่งเปาเปากลืนน้ำลายอึกใหญ่ นางเริ่มรู้สึกว่าชีวิตของตนอาจกำลังจะถึงทางตัน

“ท่านพ่อ ข้าสามารถอธิบายได้”

“เช่นนั้นก็อธิบายมา” เฟิ่งเหมายกคิ้วขึ้นพลางถามเสียงเข้ม

“ความจริงแล้ว ข้ากำลังศึกษาธรรมชาติของนกเจ้าค่ะ” เด็กสาวรีบคิดหาข้อแก้ตัว หากคำตอบของนาง แม้แต่เจี๋ยเหล่ยยังต้องหลุบหน้าลง ไม่กล้ามองสีหน้าของนายตนเอง

“ศึกษาธรรมชาติของนกอย่างนั้นหรือ เช่นนั้นเหตุใดการศึกษาของเจ้าจึงต้องพกขนมงาไปด้วยเล่า” เหลียงเม่ยเซียนหัวเราะออกมาเบาๆ พร้อมยกไม้เรียวขึ้นชี้ไปที่แขนเสื้อของหลานสาว

เฟิ่งเปาเปาก้มลงมองตาม แล้วก็พบว่าขนมชิ้นหนึ่งกำลังโผล่ออกมาจากแขนเสื้ออีกแล้ว

เด็กสาวนิ่งไป ส่วนเฟิ่งเหมา สุดท้ายก็หลุดหัวเราะออกมา เสียงหัวเราะต่ำๆ ดังขึ้นท่ามกลางลมเช้าจนเหล่าสาวใช้ที่ยืนอยู่ไม่ไกลต้องแอบอมยิ้มตาม

“ท่านพ่อหัวเราะข้า” เฟิ่งเปาเปายิ่งรู้สึกอับอายนางทำปากยื่นอย่างไม่พอใจ

เฟิ่งเหมาไม่ได้ตอบ เพียงยกมือขึ้นกดหว่างคิ้วรอยยิ้มยังไม่จางหายไปจากดวงตา

“ลงมาได้แล้ว ก่อนที่ท่านย่าของเจ้าจะใช้ไม้เรียวปีนขึ้นไปพาเจ้าลงมาเอง” เขาเอ่ยสั้นๆ เฟิ่งเปาเปารีบหันไปมองเหลียงเม่ยเซียนทันที แล้วพบว่าฮูหยินใหญ่กำลังพยักหน้าอย่างเห็นด้วยจริงๆ

“ลงก็ได้เจ้าค่ะ แต่เหตุใดทุกคนต้องจริงจังกับการปักผ้าขนาดนี้ด้วย” เด็กสาวรีบลุกขึ้น เสียงบ่นงึมงำของนางดังมาตลอดทางขณะค่อยๆ ปีนลงจากต้นไม้โดยไม่รู้เลยว่า คนทั้งจวนสกุลเฟิ่งนั้น ต่างกำลังหัวเราะกับความดื้อรั้นของคุณหนูใหญ่ผู้เป็นดั่งแก้วตาดวงใจของทุกคนอยู่เงียบๆ

สุดท้ายเฟิ่งเปาเปาก็ถูกพาตัวกลับลงมาจากต้นไม้จนได้ แม้ระหว่างทางกลับเรือนหลัก นางจะพยายามอ้างเหตุผลสารพัด ตั้งแต่กำลังศึกษาธรรมชาติของนก ไปจนถึงกำลังฝึกวิชาตัวเบาเพื่อปกป้องตระกูลในอนาคต แต่ดูเหมือนจะไม่มีผู้ใดหลงเชื่อแม้แต่น้อยโดยเฉพาะเหลียงเม่ยเซียน ฮูหยินใหญ่ถึงกับใช้นิ้วดีดหน้าผากหลานสาวเบาๆ หนึ่งที

“โอ๊ย!” เฟิ่งเปาเปารีบยกมือขึ้นกุมหน้าผาก ดวงตากลมโตเบิกกว้างด้วยความตกใจ ราวกับตนเองเป็นฝ่ายถูกกระทำเสียอย่างนั้น

“ท่านย่า ข้าเจ็บนะเจ้าคะ”

เหลียงเม่ยเซียนปรายตามองหลานสาว แม้สีหน้าจะเคร่งขรึม แต่แววตากลับซ่อนความเอ็นดูไว้ไม่มิด

“หากเจ็บก็จงจำไว้ อายุสิบหกแล้ว ยังปีนต้นไม้หนีเรียนอีก”

“ข้าไม่ได้หนีเรียนเสียหน่อย” เฟิ่งเปาเปารีบทำปากยื่น

“เช่นนั้นเรียกว่าอะไร” ฮูหยินใหญ่ถามกลับทันควัน เฟิ่งเปาเปานิ่งคิดอย่างจริงจังอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนตอบด้วยสีหน้าภูมิใจ

“เรียกว่าออกไปแสวงหาความรู้จากโลกภายนอกเจ้าค่ะ” สิ้นคำตอบนั้น แม้แต่เฟิ่งเหมาที่ยืนเงียบมาตลอดก็ยังต้องยกมือขึ้นกดหว่างคิ้ว ส่วนเหลียงเม่ยเซียนถึงกับหัวเราะออกมา

ระหว่างนั้นเอง กู้เตี้ยนเถียนเดินออกมาจากเรือนหลักพร้อมหลินลั่ว เมื่อเห็นภาพบุตรสาวถูกจับได้คาหนังคาเขา นางก็พอเดาเหตุการณ์ทั้งหมดได้ทันที

“เปาเปา” น้ำเสียงอ่อนโยนดังขึ้น เด็กสาวหันขวับทันที ราวกับเห็นทางรอดเพียงหนึ่งเดียวในใต้หล้า

“ท่านแม่!” นางรีบวิ่งเข้าไปกอดแขนมารดา ก่อนซบศีรษะลงบนไหล่อย่างรวดเร็ว

“ท่านแม่ช่วยข้าด้วย”

กู้เตี้ยนเถียนมองลูกสาว ก่อนหันไปมองเฟิ่งเหมากับเหลียงเม่ยเซียน สุดท้ายก็หลุดหัวเราะออกมาเบาๆ

“คราวนี้ไปก่อเรื่องอะไรอีก”

“ข้าไม่ได้ก่อเรื่อง” เฟิ่งเปาเปารีบแก้ตัวทันที

“หนีเรียนอีกแล้วใช่หรือไม่” กู้เตี้ยนเถียนยกมือขึ้นแตะปลายจมูกลูกสาวเบาๆ

เฟิ่งเปาเปาเม้มปาก สีหน้าราวกับเด็กถูกจับได้ว่าขโมยขนม

“ข้าแค่ไม่อยากปักผ้า” เฟิ่งเปาเปาตอบอย่างซื่อตรง จนเฟิ่งเหมาต้องหลุดหัวเราะออกมาอีกครั้ง กู้เตี้ยนเถียนเองก็กลั้นยิ้มแทบไม่อยู่

สุดท้ายทุกคนจึงพากันไปยังศาลาริมสระบัวเพื่อรับประทานอาหารเช้า อาหารถูกจัดเตรียมไว้อย่างเรียบร้อย มีทั้งโจ๊กปลาร้อนๆ ซาลาเปาไส้หมูสับ ขนมแป้งทอด และผักดองหลายชนิด

เฟิ่งเปาเปานั่งลงข้างมารดาตามปกติ ขณะที่เฟิ่งเหมานั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม ส่วนเหลียงเม่ยเซียนนั่งหัวโต๊ะภาพที่เห็นเป็นภาพธรรมดาในชีวิตประจำวัน แต่กลับอบอุ่นจนผู้คนในจวนต่างอิจฉา

แต่ระหว่างที่ทุกคนกำลังกินอาหาร หานอี้ก็เดินเข้ามา

“เรียนไท่ฝู”

“ว่ามา” เฟิ่งเหมายกสายตาขึ้นจากถ้วยชา

“มีข่าวจากวังหลวงขอรับ” หานอี้หยุดเล็กน้อยก่อนกล่าวต่อ

“โกวไท่จื่อจะเสด็จกลับเมืองหลวงภายในเดือนนี้”

คำพูดนั้นทำให้เหลียงเม่ยเซียนเงยหน้าขึ้น แม้แต่เฟิ่งเหมาก็ยังชะงักมือที่กำลังถือถ้วยชาไว้กลางอากาศ กู้เตี้ยนเถียนเองก็หยุดนิ่งไปชั่วขณะ

เพียงครู่เดียวเท่านั้น แต่เพียงพอให้หลินลั่วที่ยืนอยู่ด้านหลังเหลือบมองอย่างแปลกใจ

มีเพียงเฟิ่งเปาเปาเท่านั้นที่กำลังง่วนอยู่กับการแกะเมล็ดแปะก๊วย

“กลับก็กลับสิ เกี่ยวอะไรกับพวกเราด้วย” นางตอบอย่างไม่ใส่ใจ

“ก็เพราะว่าเมื่อไท่จื่อกลับมา งานเลี้ยงในเมืองหลวงคงมีมากขึ้น เหล่าคุณหนูตระกูลขุนนางต้องเข้าร่วม เปาเปาควรหัดวางตัวให้ดี” เหลียงเม่ยเซียนส่ายหน้าพลางตอบ แต่เฟิ่งเปาเปากลับไม่สนใจวาจาของผู้เป็นย่าเลยแม้แต่น้อย นางหันไปหยิบขนมแป้งทอดเคี้ยวตุ้ยๆจนแก้มป่อง

“ท่านแม่เป็นอะไรหรือไม่เจ้าคะ” เสียงของเฟิ่งเปาเปาดังขึ้นอย่างสงสัย เมื่อเห็นมารดานิ่งเงียบไป

“ไม่มีอะไร” กู้เตี้ยนเถียนกะพริบตาช้าๆ ก่อนจะยิ้มบาง นางตอบพลางก้มลงจัดชายแขนเสื้อของบุตรสาว แต่ปลายนิ้วกลับเย็นเฉียบอย่างน่าประหลาด

โกวเฉิงหยาง…ชื่อที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นเพียงตัวอักษรบนหน้ากระดาษ แต่กลับเปลี่ยนชีวิตของผู้คนมากมาย

กู้เตี้ยนเถียนเงยหน้ามองบุตรสาวที่กำลังง่วนอยู่กับการแกะเมล็ดแปะก๊วย เฟิ่งเปาเปาในเวลานี้ยังหัวเราะได้อย่างไร้เดียงสา ยังบ่นเรื่องปักผ้า ยังซ่อนขนมไว้ในแขนเสื้อเหมือนเด็กคนหนึ่ง ไม่มีเค้าลางของสตรีผู้ต้องสูญเสียครอบครัวไปทีละคน

มือของนางกำแน่นอยู่ใต้โต๊ะโดยไม่รู้ตัว พลางคิดว่าทุกอย่างเปลี่ยนไปแล้วไม่ใช่หรือ

นางยังมีชีวิตอยู่ เฟิ่งเหมายังอยู่ เหลียงเม่ยเซียนยังแข็งแรง เฟิ่งเปาเปาก็เติบโตขึ้นมาอย่างมีความสุขเช่นนั้นแล้ว เหตุใดหัวใจของนางจึงยังรู้สึกไม่สงบ

ราวกับโชคชะตาที่เคยถูกเปลี่ยนแปลง กำลังค่อยๆ หวนกลับมาอีกครั้ง

“ท่านแม่เจ้าคะ” เฟิ่งเปาเปาเรียกซ้ำ พร้อมยื่นขนมแป้งทอดมาตรงหน้า “ท่านกินหรือไม่เจ้าคะ”

กู้เตี้ยนเถียนชะงัก ก่อนยิ้มออกมาเบาๆ แล้วรับขนมชิ้นนั้นมา

“กินสิลูก” นางตอบพลางลูบศีรษะบุตรสาวอย่างอ่อนโยน

ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม ครั้งนี้ นางจะไม่ยอมให้ตอนจบเดิมเกิดขึ้นอีกเด็ดขาด

ส่วนเฟิ่งเหมากลับมองลูกสาวเงียบๆ คล้ายกำลังสงสัยจริงๆ ว่าบุตรสาวตนจะโตเป็นสาวเมื่อใด ซึ่งพอดีกับที่เจี๋ยเหล่ยรีบวิ่งเข้ามาจากด้านนอก ในมือมีจดหมายฉบับหนึ่ง

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel