ตอนที่ 6 เจ้าอย่าใส่ร้ายข้า!
ปิงเยว่หันมามองเขาอีกครั้ง ซึ่งครานี้ทำเอาพระทัยที่เยือกเย็น ถึงกับกระตุกขึ้นมา เมื่อดวงตากลมโตดุจลูกกวางน้อย หันมามองเขาตาละห้อย
“เพคะ ข้าหิวมากจริง ๆ ตั้งแต่ตกสระบัว และเผลอดื่มยาพิษนั่นลงไป ฟื้นขึ้นมาพวกนางก็เอาแค่หมั่นโถวใกล้เน่าสองลูก กับเศษผักที่ให้หมูกินมาส่งให้ข้า นั่นใช่อาหารของคนเสียที่ไหนกัน แต่ท่านดูสิ ที่นี่มีทั้งขาหมู แล้วยังมี...”
“อะไรนะ! เจ้าบอกว่ากินอะไรนะ นี่มันเกิดอะไรขึ้น!”
“ท่านอ๋องเพคะ ระ เรื่องนี้หม่อมฉันอธิบายได้เพคะ คะ คือว่าพี่หญิงเดินไปที่สระด้านหลัง แล้วพลัดตกลงไปในสระ พอช่วยขึ้นมาได้ หม่อมฉันก็รีบเรียกท่านหมอมาตรวจรักษา จนนางฟื้นขึ้นมา พี่หญิงเหตุใดท่านจึงได้กล่าวหาว่า ท่านหมอวางยาพิษท่านเล่าเจ้าคะ”
“หากไม่ใช่หมอทำ เช่นนั้นเป็นเจ้างั้นหรืออวี้ชิงเซียน”
“ไม่ใช่นะข้าเปล่า! เหตุใดจึงมากล่าวหาข้าเช่นนี้ได้เล่า”
ท่านอ๋องมองพวกนางสองคนสลับกัน ตอนที่รับฝานปิงเยว่มาที่นี่ครั้งแรก เขาจำได้ว่านางมิใช่คนเช่นนี้ นางแทบจะไม่เคยเงยหน้ามองเขาตรง ๆ แบบนี้มาก่อน เอาแต่ก้มหน้า ยืนห่อไหล่จนเขานึกรำคาญสายตา หากว่าบิดาของนางไม่เคยช่วยชีวิตเขาเอาไว้ ก็คงจะไม่มีอะไรต้องเกี่ยวข้องกับนาง แต่ท่าทางขึงขัง ไม่ยอมคนของฝานปิงเยว่ในวันนี้ ทำให้เขารู้สึกแปลกใจ
“นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่"
“ท่านก็ถามนางสิเพคะว่า เหตุใดจึงเอาอาหารหมูมาให้ข้ากิน แต่ตัวเองกลับมานั่งกินอาหารดี ๆ คนเดียวอยู่ที่นี่ ซึ่งเป็นห้องเสวยของท่าน”
“เจ้าอย่าใส่ร้ายข้าเช่นนี้นะ! ข้าก็แค่เห็นว่าห้องนี้อบอุ่น ข้าอ่อนแอมาตั้งแต่เด็ก ก็เลย...มากินที่นี่”
“แล้วเอาอาหารสุนัขมาให้ข้ากินงั้นหรือ”
"ฝานปิงเยว่นี่เจ้ากำลังจะกล่าวหาว่า จวนของข้าเลี้ยงดูเจ้าไม่ดีงั้นหรือ อาหารสุนัขอะไรกัน”
“ท่านอ๋องเพคะ หากพระองค์คิดว่าข้ากล่าวร้ายนาง จะให้เอาของที่ไปส่งที่เรือนของข้ามาให้ท่านดูหรือไม่ เจินลี่!”
“ไม่ต้อง ไป่หลิงเจ้าให้คนไปเอามา แล้วไปเรียกคนที่ดูแลห้องเครื่องมาให้ข้าด้วย”
“พ่ะย่ะค่ะ”
ไป่หลิงไปเพียงไม่นาน ก็กลับมาพร้อมถาดอาหาร และคนที่ห้องเครื่องก็ถึงกับเข่าทรุด เมื่อเห็นท่านอ๋องเสด็จกลับมาถึงจวน โดยไม่มีผู้ใดแจ้งให้ทราบล่วงหน้ามาก่อน
“ทูลท่านอ๋อง นี่คือถาดอาหารที่กระหม่อม เจอให้เรือนของคุณหนูฝานพ่ะย่ะค่ะ”
เมื่อท่านอ๋องเห็นถาดอาหารที่ใกล้บูดเน่านั้น ก็ถึงกัดฟันจนขึ้นสัน พระองค์กำหมัดแน่น และหันไปทางผู้ดูแลห้องเครื่องทั้งหมดทันที
“พวกเจ้าควรจะมีคำอธิบายให้ข้าสักหน่อยหรือไม่ว่า เหตุใดอาหารที่ส่งไปเรือนของคุณหนูฝาน ถึงได้เป็นแบบนี้ แล้วเป็นมานานเท่าใดแล้ว”
“เอ่อ ระ เรื่องนี้คือว่า….”
ผู้ดูแลห้องเครื่องหันมามองหน้าชิงเซียน ซึ่งถลึงตามองและส่ายศีรษะเบา ๆ นางคิดว่าท่านอ๋องจะมิทันได้สังเกต
“พูดมา!”
“หมะ หม่อมฉันผิดไปแล้วเพคะท่านอ๋อง เป็นเพราะก่อนหน้านี้ คุณหนูฝานบอกว่า นางอยากจะกินเจเพื่ออวยพรให้ท่านอ๋อง จึงไม่กินเนื้อสัตว์ หม่อมฉันก็เลยสั่งให้คนจัดอาหารที่ทำจากผักไปให้นางเพคะ"
เพียงผู้ดูแลห้องเครื่องพูดจบ ปิงเยว่ก็หัวเราะขึ้นมาทันที ท่านอ๋องจึงหันไปถามนาง
“เจ้าขำอะไรฝานปิงเยว่”
“จะมิให้ข้าขำได้เช่นไรเพคะ นางอ้างว่าข้ากินเจ จึงจัดอาหารเช่นนั้นมาให้ข้ากิน เป็นเหตุผลที่ดี แล้วเหตุใดอาหารของอวี้ชิงเซียน ถึงได้ดูแตกต่างกับข้าเช่นนี้”
“นั่นเป็นเพราะว่าคุณหนูอวี้ร่างกายอ่อนแอ จำเป็นต้องบำรุงร่างกาย ข้าทำตามคำสั่งท่านอ๋อง คุณหนูฝานท่านอย่าได้ใส่ร้ายข้าเช่นนี้สิเจ้าคะ”
ปิงเยว่แสยะยิ้มออกมา รอยยิ้มที่เยือกเย็นนี้ เขาเองก็ไม่เคยเห็นมาก่อน ไม่คิดว่าการกลับจวนในวันนี้ จะมีเรื่องให้ประหลาดใจหลายอย่าง เมื่อฝานปิงเยว่ลุกขึ้น และมองไปที่ผู้ดูแลจาง
“ใส่ร้ายงั้นหรือ เช่นนั้นผู้ดูแลจาง ลองกินอาหารในถาดนี้ให้ข้าดูหน่อยสิ ข้าจะดูว่าเจ้ากินได้หรือไม่ หากว่าเจ้ากินได้ ข้าก็จะยอมขอโทษเจ้า กินสิ!”