ตอนที่6
ตอนที่6ความเจ็บปวดยังคงอยู่
ตำหนักพระชายาเสิ่นชิงเหยา
สายลมยามค่ำคืนเย็นยะเยือกพัดล็อดช่องหน้าต่างเข้ามาต้องแก้มนวลของเสิ่นชิงเหยาที่กำลังหลับไหลทว่าใบหน้างดงามนั้นกลับเต็มไปด้วยเหงื่อทั้ง ๆ ที่อากาศนั้นหนาวเย็น
ความทุกข์และความสุขที่นางได้รับในชาติที่แล้วยังคงติดตามนางอยู่ในความฝันทุกค่ำคืนในคืนนี้ก็เช่นกัน
รอยยิ้มอ่อนโยนของหลี่เจิ้งเหยียนที่ยังคงเป็นเพียงบุรุษตาบอด เขาสวมอาภรณ์ที่เรียบง่ายที่สุดไร้ซึ่งกลิ่นอายของความเย็นชาและสูงศักดิ์
เสิ่นชิงเหยานั่งอยู่เบื้องหน้าเขามือเรียวยกขึ้นปลายนิ้วงามค่อย ๆ ทายาลงไปบริเวณรอบดวงตาก่อนจะเงยหน้าขึ้นแล้วเป่าให้เขาอย่างใส่ใจเพราะนางกลัวว่าเขาจะเจ็บแสบจากยา
ปลายนิ้วเรียวยาวของนางนั้นค่อย ๆ พันผ้าปิดตาให้เขาอย่างระมัดระวัง ตามที่ท่านหมอสอนทุกประการ ดวงตาคู่สวยจ้องมองใบหน้าคมคายตรงหน้า
ใบหน้าของเขานั้นช่างคมคายดึงดูดสายตาจนไม่อาจละสายตาได้เลยทว่ากลับทำให้นางรู้สึกว่าใบหน้านี้ดูเคร่งเครียดเกินไป มือเรียวเล็กที่กำลังพันผ้าอยู่ก็ผูกปมปลายผ้าให้เป็นรูปหูกระต่าย
ใบหน้างดงามพลันปรากฏรอยยิ้มพร้อมกับหัวเราะออกมาเบา ๆ จนคนตรงหน้าขมวดคิ้วเล็กน้อย
“ทำไมหรือ”
เสิ่นชิงเหยาส่ายหน้าเล็กน้อย แล้วยกมือขึ้นสัมผัสกับหูกระต่ายที่ตนเองตั้งใจผูกไว้หลังศีรษะของเขาอย่างแผ่วเบา
เสิ่นชิงเหยาเงยหน้ามองใบหน้าคมที่แสดงความแปลกใจนั้นอย่างเอ็นดูแล้วจับมือของเขาขึ้นมาก่อนจะเขียนบอกเขาอย่างร่าเริง
[ท่านหมอบอกว่า อาการของท่านดีขึ้นมากแล้ว วันนี้ใบหน้าของท่านนั้นดูเคร่งเครียดไปหน่อย ข้าเลยผูกผ้าพันแผลนี้ให้เป็นหูกระต่ายและคิดว่ามันจะช่วยทำให้ท่านดูดีขึ้นมากเลยเชียว]
ใช่แล้วเพื่อเขานางยินดีลองยาจนทำให้ลิ้นชาไปชั่วขณะระหว่างนั้น นางจึงใช้วิธีสื่อสารกับเขาด้วยการเขียนบอกผ่านฝ่ามือใหญ่ของเขา
หลี่เจิ้งเหยียนพลันเผยรอยยิ้มบางเมื่อเข้าใจสิ่งที่นางสื่อสารออกมาทั้งหมด
มือใหญ่ยกขึ้นกุมมือเรียวเล็กที่แตะอยู่ใบหน้าของเขาอย่างอ่อนโยน เขากุมมืออุ่นนั้นไว้แน่นในหัวใจเต็มไปด้วยความอบอุ่นที่ไม่เคยมีมาก่อน ในใจเลยกังวลกลัวว่าวันหนึ่งนางจะหายไปจากเขา ช่วงเวลาสองเดือนกว่าที่อยู่กับนางนั้นเขารู้สึกมีความสุขมากจริง ๆ
นางที่ดึงเขาขึ้นจากความสิ้นหวังให้ลุกขึ้นมามีชีวิตอีกครั้ง ชั่วชีวิตนี้หัวใจของเขาจะมีเพียงนางคนเดียวเท่านั้น
“ซีหยาง เจ้ารอข้าอีกหน่อย ไว้ข้าหายดีแล้วจะไปสู่ขอเจ้า ชั่วชีวิตนี้ข้าจะดูแลเจ้าเอง ไม่ให้เจ้าต้องลำบากเช่นนี้อีก”
เสิ่นชิงเหยาพยักหน้ารับด้วยความจริงใจ แม้เขาจะเป็นเพียงนายทหารชั้นผู้น้อย ทว่าอย่างไรเล่ายามที่อยู่กับเขานางมีความสุข เรื่องระหว่างนางกับเขาบิดานางต้องส่งเสริมแน่
รอยยิ้มหวานพลันปรากฏบนใบหน้างดงาม มือเรียวเล็กอีกข้างเอื้อมมากุมมือใหญ่ของเขาแล้วใช้ปลายนิ้วชี้เรียวงามเขียนข้อความช้า ๆ ลงไป
[ วันนี้อากาศดีนักเราไปเดินเล่นด้านนอกกันเถิด]
หลี่เจิ้งเหยียนพยักหน้ารับก่อนจะค่อย ๆ ลุกขึ้นยืนแล้วก้าวตามร่างบอบบางที่ประคองเขาอย่างระมัดระวัง
ทันทีที่ร่างสูงโปร่งก้าวพ้นจากประตูเรือน สายลมเย็นก็พลันพัดต้องอาภรณ์ของเขาจนพลิ้วไหวเบา ๆ แม้สายลมนี้จะหนาวเย็นทว่าในหัวใจของเขานั้นกลับอบอุ่นยิ่งนัก
สองเงาร่างเดินออกไปจากเรือนมุ่งหน้าเข้าไปยังเส้นทางที่เต็มไปด้วยต้นไม้ ดอกไม้และรอยยิ้มของทั้งสอง ความสุขในยามนี้ฝังใจนางหยั่งรากลึกลงไปจนถอนตัวไม่ขึ้น
ทว่าอีกเพียงแค่สามวันดวงตาของเขาก็จะสามารถมองเห็นนางได้แล้ว แต่โชคชะตากลับไม่เข้าข้าง พี่ชายของนางก็พลันปรากฏตัวและจับนางกลับเมืองหลวงเพื่อไปแต่งงานตามราชโองการของฝ่าบาท
ในช่วงเวลานั้นพี่ชายของนางได้พาหมอมารักษาอาการลิ้นชาของนางจนหายดี นางดีใจมากอยากกลับไปคุยกับเขาสักคำทว่ากลับไม่มีแม้โอกาสนั้น
ในยามที่ต้องจากลาเขาไปนั้น นางเขียนจดหมายด้วยน้ำตา ในจดหมายนางสารภาพกับเขาว่า นางคือเสิ่นชิงเหยา บุตรสาวของแม่ทัพเสิ่น และนางจะรอเขาอยู่ที่ประตูเล็กฝั่งทางซ้ายของจวนแม่ทัพทุกวัน รอเขามารับนาง
ทว่าเมื่อกลับมาถึงจวน นางก็ได้แต่เฝ้ารอครั้งแล้วครั้งเล่า ความคิดถึงกัดกินหัวใจจนหยดน้ำตาไหลรินออกมาครั้งแล้วครั้งเล่าทว่ากลับไม่เห็นแม้แต่เงาของเขาปรากฏ
แต่เหมือนฟ้าเห็นใจนางได้พบกับเขาในฐานะองค์ชายใหญ่หลี่เจิ้งเหยียนว่าที่สามีของนางเอง เมื่อรู้ว่าเป็นเขานางก็เฝ้าคอยที่จะเข้าตำหนักองค์ชายใหญ่ในเร็ววัน
ทว่าในวันนั้นฝันอันสวยงามก็พลันพังทลายลงในทันที
มือเรียวเล็กที่ชุ่มไปด้วยเหงื่อของเสิ่นชิงเหยากำผ้าห่มไว้แน่นด้วยความเจ็บปวดใจเมื่อภาพนั้นปรากฏขึ้นในความฝันนางอีกครั้งตอกย้ำหัวใจของนางให้พังทลายลง
ภายในตำหนักที่ถูกประดับประดาด้วยผ้ามงคลสีแดงทุกสิ่งที่วางอยู่ในห้องล้วนเป็นสิ่งมงคลสำหรับวันที่สำคัญที่สุด
เสิ่นชิงเหยาในอาภรณ์สีแดงมงคลนั่งนิ่งอยู่บนขอบเตียงกว่าด้วยหัวใจเต้นแรง นางทั้งดีใจ ทั้งตื่นเต้น อยากจะพูดคุยกับเขาว่าช่วงเวลาหนึ่งเดือนนี้นางคิดถึงเขามากมายเพียงใด
ทว่าทันทีที่เสียงฝีเท้าหนักแน่นดังขึ้นนางก็พลันได้ยินเสียงหวานที่คุ้นเคยเช่นกัน
“อาเจิ้ง”
