ตอนที่7ไม่สนใจ
ตอนที่ 7ไม่สนใจ
แสงอัสดงสาดส่องลงมาในเมืองหลวงที่คึกคักไปตัวผู้คนที่กำลังเดินผ่านกันอยู่บนถนนอย่างครึกครื้น
เสียงม้าร้องดังก้อง กู้เฉิงเยี่ยนในอาภรณ์สีดำควบม้าเข้ามาด้านหลังเขามีองครักษ์ประจำกายอยู่สองนายควบม้าตามมาอยู่ไม่ห่าง
เมื่อได้ยินเสียงม้ากระทืบเท้าผู้คนต่างหลบทางอย่างรวดเร็ว ทว่าทันใดนั้นเองเด็กชายในอาภรณ์เก่า ๆ พลันล้มลงอยู่เบื้องหน้ากลางถนนขวางทางม้าของกู้เฉิงเยี่ยนอย่างกระทันหัน
“อาเจี่ยลูกแม่!”
ชั่วพริบตาเดียวร่างหนึ่งที่พลิ้วไหวราวสายลมก็พุ่งเข้ามาคว้าร่างเล็ก ๆ นั้นเอาไว้ก่อนจะหมุนกายหลบเข้าข้างทางอย่างปลอดภัย
กู้เฉิงเยี่ยนที่กำลังดึงบังเหียนม้าอย่างสุดแรงทำให้ม้าหยุดกระทันหันทันที เมื่อเขาควบคุมม้าได้แล้วจึงหันไปมองสตรีร่างสูงสง่านั้น
เสียงเด็กน้อยร้องให้อย่างหวาดกลัว แต่สตรีผู้นั้นกลับย่อกายลงหยิบขนมมาให้เด็กชายอย่างอ่อนโยนพลางเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“ไม่เป็นไรแล้วนะ อันนี้พี่สาวให้เจ้า”
เด็กน้อยยกมือขึ้นเช็ดน้ำตาอย่างน่าเอ็นดู แม่ของเขารีบวิ่งเจ้ามาหาพร้อมเอ่ยด้วยน้ำเสียงร้อนรน
“ขอบคุณแม่นาง ขอบคุณแม่นาง!”
“ไม่เป็นไรท่านป้า”
สตรีสูงวัยรีบหันไปทางเด็กขายเอ่ยขึ้นพร้อมกับยื่นมือไปจับแขนเด็กชายตัวน้อย
“เร็วรีบขอบคุณนางที่ช่วยชีวิตเจ้า”
“ขอบคุณพี่สาว”
เอ่ยจบทั้งสองก็ก้าวออกไปจากตรงนั้นทันที เว่ยฮวาเหยาหันไปสบตากันกู้เฉิงเยี่ยนที่กำลังมองมาอยู่ นางมีสีหน้าเรียบเฉยไม่ได้เอ่ยคำใดเพียงก้มศีรษะให้เขาเล็กน้อย แล้วก้าวจากไปท่ามกลางฝูงชน
เสียงควบม้าของกู้เฉิงเยี่ยนดังขึ้นอีกครั้งอยู่ด้านหลัง เพียงครู่หนึ่งนางก็หันกลับไปมองแผ่นหลังที่ไกล ๆ ของเขาด้วยสายตาพึงพอใจ
[ระบบแจ้งเตือน ความประทับใจของกู้เฉิงเยี่ยนที่มีต่อคุณเพิ่มขึ้นเป็น 10 % ยินดีด้วย
ได้รับคะแนนเพิ่ม 100 คะแนน รวมเป็น500คะแนน สนใจแลกรางวัลเลยหรือไม่]
เว่ยฮวาเหยาเงยหน้ามองระบบสีฟ้าที่กำลังปรากฏอยู่เบื้องหน้านางอย่างครุ่นคิดก่อนจะเอ่ยขึ้นอย่างใจเย็น
“ไม่สะสมไว้ก่อนแล้วกัน”
[รับทราบ]
สิ้นเสียงระบบสีฟ้าก็พลันหายไปจากสายตาของนาง เว่ยฮวาเหยายกยิ้มก่อนจะยกนิ้วเรียวขึ้นเก็บปอยผมที่ร่วงลงมาข้างแก้มอย่างใจเย็น
“ในเมื่อข้าทะลุมิติเข้ามาแล้วก็ต้องเป็นนางเอกในโลกนี้เลยสินะ กู้เฉิงเยี่ยนหน้าตาดีใช้ได้ เพียงแต่บุรุษเย็นชาเช่นนี้ อาจต้องใช้มารยาหญิงมากเสียหน่อย”
นางยิ้มแย้มอย่างพึงพอใจ ดวงตาเป็นประกายก่อนจหมุนกายก้าวไปมองดูร้านค้าข้างทางอย่างสนใจ ในยุคโบราณเช่นนี้ข้าวของถือว่ามีค่าใช้ได้เลยนะ ได้มาที่นี่ก็ถือว่าไม่เลวเป็นถึงคุณหนูจวนกั๋วกง แถมยังเป็นเพื่อนเรียนขององค์หญิงเก้าด้วย
….
ม้าศึกวิ่งเข้ามาหยุดอยู่ในจวนตระกูลกู้ กู้เฉิงเยี่ยนลงจากม้าอย่างสง่างาม ฮูหยินกู้ที่ยืนรออยู่กับแม่บ้านเจียงรีบก้าวเข้ามาหาเขาด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม
กู้เฉิงเยี่ยนก้าวตรงไปยังผู้เป็นมารดาที่ยืนรอเขาอยู่แล้วประสานมือโค้งกายอย่างนอบน้อม
“ท่านแม่”
ฮูหยินกู้มองเขาด้วยแววตาภูมิใจก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
“ไปเถอะ แม่เตรียมอาหารที่เจ้าชอบไว้เยอะเลย”
กู้เฉิงเยี่ยนเพียงพยักหน้าแล้วก้าวตามมารดาของเขาไปอย่างว่าง่าย
เพียงไม่นานหลังจากกู้เฉิงเยี่ยนรับประทานอาหารกับฮูหยินกู้เสร็จเรียบร้อยแล้ว เขาก็ขอตัวกลับเรือนไปพักผ่อน
กู้เฉิงเยี่ยนเดินไปตามทางเรื่อย ๆ สายตาเขากลับหยุดอยู่ที่เรือนทางตะวันตกของ ซูเหมยหลัน ดวงตาคมทอดมองแสงตะเกียงที่ส่องสว่างไสวในเรือนด้วยความรู้สึกประหลาด
ซูเหมยหลันที่เคยเอาแต่ตามติดเขาเหตุใดช่วงนี้ถึงเปลี่ยนไป เขายืนนิ่งอยู่ชั่วครู่ด้วยดวงตาที่เต็มไปด้วยความคาดหวัง นี่เขาเป็นอะไรไปกันแน่ ทำไมต้องอยากพบนาง ทำไมต้องรอนาง
กู้เฉิงเยี่ยนถอนหายใจแผ่วก่อนจะหมุนกายแล้วก้าวจากไป ทว่าทันใดนั้นซูเหมยหลันก็ก้าวเข้ามาพร้อมมู่อันสาวใช้คนสนิท ใบหน้างดงามนั้นยิ้มแย้มอย่างสดใส
คิ้วเข้มของกู้เฉิงเยี่ยนขมวดทันที สายตาคมทอดมองไปยังห่อของที่ทั้งสองประคองไว้ในอ้อมแขน ออกไปข้างนอกเพิ่งกลับหรือ ช่างไม่รู้ความเป็นสตรีอ่อนแอแต่กลับออกไปข้างนอกแล้วกลับค่ำเพียงนี้เชียว ความโกรธพุ่งพล่านขึ้นทันที
กู้เฉิงเยี่ยนก้าวพรวดตรงไปหานางทันทีใบหน้าเต็มไปด้วยความขุ่นเคือง
ซูเหมยหลันก้าวเข้ามาหยุดอยู่หน้าประตู มู่อันก้าวไปเปิดประตูออกก่อนทั้งสองจะก้าวเข้าไปด้านในแล้ววางห่อของลงบนโต๊ะอย่างแผ่วเบา ทว่าทันใดนั้น
“นี่ยามใดแล้ว!”
เสียงเย็นชาที่คุ้นเคยดังขึ้น
ซูเหมยหลันและมู่อันหันกลับมาตามเสียงนั้น
“ออกไป”
เสียงต่ำเย็นเอ่ยขึ้นเมื่อสายตาคมของกู้เยี่ยนมองไปอย่างมู่อันที่ยืนอยู่ข้างซูเหมยหลัน
มู่อันเงยหน้าเล็กน้อยก่อนจะย่อกายลงอย่างนอบน้อมแล้วเปล่งเสียงแผ่วเบาอย่างลังเลแต่ก็ไม่อาจขัดคำสั่งได้
“เจ้าค่ะ”
ซูเหมยหลันเงยหน้าเล็กน้อยมองกู้เฉิงเยี่ยนที่ยืนนิ่งดวงตาคมกริบของเขาจ้องมายังนางตรง ๆ ร่างสูงก้าวเข้ามาในห้องนิ่ง ๆ ก่อนจะก้าวมาหยุดอยู่เบื้องหน้านาง สายตาทอดมองไปยังห่อผ้าที่วางอยู่บนโต๊ะ
“ท่านแม่ทัพมีอะไรกับข้าหรือ”
นางเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาแต่ชัดถ้อยชัดคำ แล้วหันหลบสายตาของเขา
กู้เฉิงเยี่ยนมองนางนิ่ง ดวงตาของเขามองนางที่ทำตัวห่างเหินเช่นนั้นกลับรู้สึกหงุดหงิดยิ่งนัก
“เจ้าเป็นอะไร”
ซูเหมยหลันหันไปมองเขาแล้วทำสีหน้าประหลาดใจ ในใจนางนึกอย่างประหลาดใจ เหตุใดเขาต้องถามเช่นนี้ เมื่อก่อนเขาเอาแต่เย็นชาใส่นาง เอ่ยปากมีแต่ขับไล่นาง ดวงตาที่เต็มไปด้วยความโกรธนั้น ทำให้นางทำตัวไม่ถูก นางหันกลับไม่มองเขาอีก ก่อนจะกลืนน้ำลายอย่างยากลำบากแล้วเอ่ยขึ้น
“นี่ดึกมากแล้วชายหญิงอยู่กันตามลำพังในห้องเกรงว่าจะทำให้ท่านเสียหาย เชิญท่านกลับเถอะเจ้าค่ะ”
กู้เฉิงเยี่ยนขมวดคิ้วพลางถอยหายใจ เขายอมรับว่าตั้งแต่นางเปลี่ยนไปเขาก็รู้สึกหงุดหงิดมากเป็นพิเศษ เมื่อก่อนถึงแม้จะรำคาญนางแต่เขากลับรู้สึกไม่สบายใจที่เห็นนางห่างเหินเช่นนี้
ดูเหมือนนางโกรธเขา เขาทำอะไรผิดกันแน่ มือใหญ่กำแน่นอย่างไม่รู้ตัว ช่างเถอะ ทำไมเขาต้องใส่ใจนางด้วย ยิ่งใส่ใจนางมากเท่าไร นางยิ่งได้ใจ เป็นแบบนี้ก็ดีแล้ว
เมื่อคิดได้เขาก็ทอดมองร่างบางนั้นครู่หนึ่งก่อนจะหมุนกายแล้วก้าวจากไปอย่างนิ่ง ๆ
ซูเหมยหลันหันกลับมามองแผ่นหลังกว้างที่ก้าวออกไปอย่างเย็นชา พลางถอนหายใจแผ่ว แม้จะพยายามตัดใจจากเขาแล้วแต่ในยามที่เห็นหน้าเขาในหัวใจ นางยงคงสั่นไหว แต่อีกไม่นานนางจะค่อย ๆ ตัดความรู้สึกนี้ออกไปเอง
…
