ตอนที่2ฝันหรือจริง
ตอนที่ 2 ฝันหรือจริง
ภายในห้องของกู้เฉิงเยี่ยน แสงแดดอ่อนสาดส่องเข้ามาปลุกให้ชายหนุ่มตื่นขึ้น สายลมพัดผ่านบานหน้าต่างเข้ามาเขาหันไปมองตามแสงแดดอ่อนที่สาดเข้ามา คิ้วเข้มขมวดเล็กน้อย เมื่อคืนเขาลืมปิดหน้าต่างหรือ
เมื่อคืนเป็นวันเลี้ยงตอนรับเขากลับจวนและยังได้เลื่อนตำแหน่งเป็นแม่ทัพใหญ่อีกด้วย เขาจึงต้องดื่มให้ผู้คนที่มาร่วมงาน จึงดื่มหนักไปหน่อย
สายลมเย็นพัดผ่านเข้ามากลิ่นหอมอ่อนที่คุ้นเคยแตะปลายจมูกทำให้ภาพที่ไม่ชัดเจนผุดขึ้นในหัวของเขา เหมยหลัน! เมื่อคืนเหมือนว่าเขากับนางอยู่ด้วยกันในห้อง เขาก้มลงมองร่างเปลือยเปล่าของตนด้วยแววตาสงสัย ร่างสูงนั้นยันกายลุกขึ้นนั่งมองรอยขีดข่วนที่อกกว้างของตนเอง
เขาลุกขึ้นจากเตียงนอนพลันเห็นรอยคราบเลือดเล็กน้อยบนที่นอนของเขา มือใหญ่ยื่นไปหยิบอาภรณ์ที่วางกองอยู่ด้านล่างมาสวมพลันเห็นต่างหูดอกเหมยสีชมพูวางอยู่
มือใหญ่หยิบมันขึ้นมา มองด้วยสายตาพิจารณามันช่างคุ้นตายิ่งนัก หรือเมื่อวานเขากับ เหมยหลันทำอะไรที่เกินเลยกันหรือ ภาพใบหน้างามนั้นยังคงผุดขึ้นมาในสมองของเขา เขาหันไปมองคราบเลือดบนเตียงด้วยดวงตาคมกริบ ก่อนจะจัดอาภรณ์ให้เรียบร้อยแล้วหมุนกายก้าวออกไปอย่างมั่นคง
เขาต้องไปหานาง แล้วถามให้รู้เรื่อง มิเช่นนั้นเขาไม่อาจสงบใจได้
…
เรือนของ ซูเหมยหลัน
ภายในเรือนที่เงียบสงบซูเหมยหลันนั่งอยู่หน้ากระจกทองเหลือง มือเล็กยกขึ้นจัดอาภรณ์ของตนเองอย่างแผ่วเบา สายตาทอดมองใบหน้าที่ยังสดใสร่าเริงของตนเองอีกครั้ง
“คุณหนู ยาที่ท่านสั่งเจ้าค่ะ”
มู่อันหยุดยืนอยู่เบื้องหน้านางก่อนจะยื่นถ้วยยาให้ ซูเหมยหลันหันมารับถ้วยยาก่อนจะยกขึ้นดื่ม ทว่ายังไม่ทันดื่มเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นมา
“เจ้าไม่สบายหรือ”
น้ำเสียงนั้นทำให้มือของซูเหมยหลันสั่นเล็กน้อย เกือบประคองไม่อยู่จนถ้วยนั้นหล่นลงพื้น ยาน้ำหกกระจายเต็มพื้น ซูเหมยหลันรีบปรับสีหน้าให้สงบนิ่งก่อนจะเงยหน้าขึ้นมอง บุรุษที่ก้าวเข้ามา
กู้เฉิงเยี่ยนชะงักฝีเท้าเล็กน้อยมองไปยังถ้วยยาที่หกอยู่บนพื้นด้วยแววตาสงสัย ก่อนจะทอดสายตาไปยังร่างบางที่นั่งอยู่เบื้องหน้ากระจกทองเหลือง คิ้วเข้มขมวดเล็กน้อยเมื่อเห็นแววตาเฉยเมยของนาง ปกติเวลาเขามาหาแววตาที่จ้องมองเขานั้นเปล่งประกายราวสายน้ำ พร้อมกับรอยยิ้มหวานบนใบหน้าแต่ครั้งนี้กลับ สงบนิ่ง แม้แต่แววตาก็ว่างเปล่า
“เจ้าออกไปข้ามีเรื่องจะคุยกับคุณหนูของเจ้า”
“เจ้าค่ะ”
มู่อันเอ่ยพร้อมกับย่อกายลงเล็กน้อยอย่างนอบน้อม ก่อนจะก้าวออกจากห้องไปด้วยท่าทีลังเลเล็กน้อย แต่เมื่อเห็นแววตาของคุณหนูที่ยังคงความแน่วแน่นางก็เบาใจได้เล็กน้อย
กู้เฉิงเยี่ยนก้าวเข้ามาในห้องด้วยท่าทีสงบนิ่ง พร้อมเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบ
“เหมยหลันเมื่อคืน เจ้าไปหาข้าใช่หรือไม่”
ซูเหมยหลันนิ่งเงียบครู่หนึ่ง หากนางโกหกก็จะยิ่งน่าสงสัยนางคงตอบตามความจริงเขาจะได้เชื่อคำของนาง
“ใช่เจ้าค่ะ เมื่อคืนข้านำน้ำแกงแก้เมาไปให้ท่าน”
“แล้วหลังจากนั้น…?”
ซูเหมยหลันเงยหน้าขึ้นเล็กน้อยพร้อมเผยรอยยิ้มบางแล้วเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงเรียบ
“ท่านเมามาก ข้าจึงออกมาก่อนเจ้าค่ะ”
กู้เฉิงเยี่ยนไม่ได้เอ่ยคำใดเพียงพยักหน้ารับช้า ๆ ก่อนจะก้าวเข้ามาหานางทีละเก้า
ซูเหมยหลันที่ใจเต้นรัวพยายามข่มใจไว้ ปรับสีหน้าให้เรียบเฉย ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบ
“หากท่านไม่มีอะไรแล้วเชิญท่านกลับเถิดเจ้าค่ะ”
กู้เฉิงเยี่ยนขมวดคิ้วเล็กน้อย นางไล่เขาหรือ ปกติทุกครั้งที่นางมีโอกาสได้อยู่ตามลำพังกับเขาเช่นนี้นางมักจะออดอ้อนเขา เรียกพี่ชายอย่างนี้ พี่ชายอย่างนั้น ชงชา ทำอาหารมาให้เขาไม่เคยขาด แต่ครานี้กลับไล่เขาอย่างไร้เยื่อใย
เขาก้าวเข้ามาหยุดยืนอยู่เบื้องหน้านางร่างสูงนั้นก้มลงมองนางตรง ๆ ด้วยสายตาจับผิด
ซูเหมยหลันกลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก แม้เขาจะไม่ได้มีความรักกับนางเหมือนชายหญิง แต่หากพูดในฐานะพี่ชาย เขาก็ถือว่าคอยปกป้องเป็นห่วงนางเหมือนกับพี่ชายแท้ ๆ ต่อจากนี้นางก็จะเห็นเขาเป็นพี่ชาย และไม่คิดเพ้อฝันอีก
มือใหญ่ของเขายกขึ้นลูบศีรษะนางแผ่วเบาพลางเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบ
“เจ้าไม่สบายตรงไหน?”
ซูเหมยหลันใจเต้นรัวกลัวว่าเขาจะจับได้ นางรีบลุกขึ้นจากเก้าอี้แต่เท้านั้นกลับสะดุดกับขาเก้าอี้ร่างบางเซเล็กน้อย
มือใหญ่รีบคว้าเอวบางนางไว้ทันที อาการของนางราวกับกลัวเขาต้องใจจะหนีเขา ดวงตาคมจ้องหน้านางตรง ๆ เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเข้ม
“จะหนีทำไม”
ซูเหมยหลันใจเต้นรัวไม่รู้เพราะนางหวาดกลัว หรือ อะไรกันแน่ นางรู้เพียงแค่ตอนนี้ไม่อยากอยู่ใกล้เขา
“ปล่อยเจ้าค่ะ ชายหญิงอยู่ด้วยกันเช่นนี้ไม่ได้เจ้าค่ะ”
ร่างบางดิ้นรนในอ้อมแขนเขา กู้เฉิงเยี่ยนก้มลงมองใบหน้าที่เต็มไปด้วยความอึดอัดของนาง กลิ่นหอมอ่อน ๆ จากกายนางลอยแตะปลายจมูกเขา มันช่างคุ้นเคยยิ่งนักราวกับเขาได้สูดดมกลิ่นนี้อย่างเต็มปอดไปแล้วเพียงได้กลิ่นความรู้สึกประหลาดก็แล่นเข้ามา
เขาคลายมือออกจากร่างนางอย่างช้า ๆ ซูเหมยหลันขยับออกจากอ้อมกอดเขาก่อนจะก้าวตรงไปยังบานประตูแล้วเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบ
“เชิญท่านออกไปเถอะเจ้าค่ะ หากมีผู้ใดมาเห็นเข้า ข้าเป็นฝ่ายเสียหาย”
กู้เฉิงเยี่ยนหันไปมองใบหน้างดงามที่บัดนี้มีแต่ก้มหน้าหลบสายตาเขา ไม่เป็นอย่างวันวานที่เอาแต่วิ่งไล่ตามเขา และคอยแต่จะส่งรอยยิ้มหวานให้เขาอยู่ร่ำไป
เมื่อปีห้าปีก่อนที่บิดาของเขาเสียชีวิตลงได้สั่งเสียให้เขาช่วยดูแลปกป้องนาง ราวกับน้องสาวแท้ ๆ เพราะชีวิตนางนั้นน่าสงสาร เขาจึงใส่ใจนางเหมือนกับน้องสาวแท้ ๆ และอยากจะหาผู้ชายดี ๆให้นางได้ออกเรือนอย่างสมเกียรติไม่น้อยหน้าตระกูลใด
หากนางรู้จักทำตัวดี ๆ เขาคงไม่ต้องคอยห่วง เพราะนางเอาแต่คอยจะเพ้อฝันจะเป็นภรรยาเขาแน่นอนว่า เขาไม่ได้ชอบนางแบบนั้น เขาห่วงใยนางในฐานะน้องสาวเท่านั้น และยิ่งมารดาของเขาก็ไม่มีวันเห็นด้วย เขาเสียบิดาไปแล้วไม่อยากทำให้มารดาต้องเสียใจอีก
ในเมื่อนางบอกว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น เขาก็จะเชื่อนางเพราะหากนางใช้เล่ห์เหลี่ยมในการแต่งงานกับเขานางก็คงเป็นสตรีไร้ยางอายเหมือนกับที่มารดาของเขาคอยเอ่ยย้ำเตือนอยู่เสมอ แต่เพราะเหตุใดเขาถึงรู้สึกหงุดหงิดและไม่ชอบเวลานางทำสีหน้าเฉยเมยกับเขาเช่นนี้ หรือนางจะมีแผนการใหม่อีก
กู้เฉิงเยี่ยนไม่ได้เอ่ยคำใดเพียงก้าวตรงไปหยุดอยู่เบื้องหน้านางอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะก้าวจากไปอย่างมั่นคง
ซูเหมยหลันมองตามแผ่นหลังกว้างนั้นก่อนจะถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก
“ต่อจากนี้ข้าจะไม่รักท่านอีก คนเย็นชาอย่างท่านจะไปรักใครก็เชิญเถอะ ที่ผ่านมาถือว่าตาข้าไม่ดีเอง”
นางเอ่ยพึมพำก่อนจะหมุนกายก้าวตรงไปยังโต๊ะเครื่องแป้ง แล้วหยิบกล่องไม้ออกมา มือเล็กยื่นไปหยิบแผ่นกระดาษเก่า ๆ ด้านในออกมาดู หยาดน้ำตาเอ่อคลอดวงตา
ภาพในวัยเยาว์ที่เต็มไปด้วยความสุข นางที่เป็นคุณหนูตระกูลซูแม้ไม่ได้มียศศักดิ์ แต่บิดานางเป็นพ่อค้าที่เก่งที่สุด หลังจากสิ้นบิดาไป ท่านแม่ก็ล้มป่วยด้วยโรคตรอมใจ ญาติ ๆ ต่างฝ่ายต่างชิงแย่งสมบัติของบิดานาง
นี้เป็นสิ่งสุดท้ายที่แม่นางทิ้งไว้ให้ ฉโนดที่ดินจวนของนาง โชคดีที่แม่ทัพกู้จวิ้นมาทันเด็กน้อยในวัยสิบขวบเลยรักษามันเอาไว้ได้
แต่แรกคิดว่านางจะไม่กลับไปอีก เพราะตั้งแต่ก้าวเข้าจวนกู้ความใฝ่ฝันอย่างเดียวของนางคือจะอยู่ที่นี่เป็นภรรยาเอกของกู้เฉิงเยี่ยนผู้ที่นางรักปักใจ แม้เขาจะเย็นชากับนางบ้างแต่กลับใส่ใจนางยิ่งกว่าสตรีทั่วไป หากเป็นเมื่อก่อนที่เขายังใส่ใจนาง นางกลับเพ้อฝันว่าตัวเองพิเศษกว่าสตรีทั่วไปในใจเขา
แต่ลองมองดูดี ๆ เขาแค่ทำหน้าที่พี่ชายตามที่ท่านลุงสั่งเสีไว้เท่านั้น ไม่ได้คิดกับนางไปมากกว่าน้องสาว
ซูเหมยหลันถอนหายใจแผ่ว ปลายนิ้วเรียวลูบสัมผัสแผ่นกระดาษนั้นแผ่วเบา ท่านแม่คงถึงเวลาที่ข้าต้องกลับไปหาพวกท่านแล้ว ข้าอยู่ที่นี่มานานมากแล้ว ข้าคิดถึงพวกท่าน
มือเล็กยกขึ้นเช็ดหยาดน้ำตาข้างแก้มออกอย่างแผ่วเบา
