ตอนที่2
เหอหว่านซินสูดลมหายใจลึก ก่อนดึงปิ่นหยกที่ปักอยู่บนมวยผมออกมาอย่างเด็ดเดี่ยว ปลายปิ่นเย็นเฉียบกรีดลงบนต้นขา ความเจ็บปวดแล่นวาบราวสายฟ้า สติที่พร่าเลือนจึงหวนคืน ดวงตางามที่เคยสั่นไหวกลับแน่วแน่ขึ้นในบัดดล
นางกวาดสายตามองไปรอบห้องเงียบงัน พลันสายตาหยุดนิ่งที่แจกันลายครามที่ตั้งอยู่มุมห้อง เหอหว่านซิน ลุกขึ้น ก้าวเท้าไปอย่างมั่นคง มือขาวหยิบแจกันนั้นขึ้นมากำแน่น ดั่งกุมความเป็นความตายไว้ในฝ่ามือ
นางหันกายกลับ ก้าวตรงไปยังสาวใช้ที่กำลังก้มหน้ารินชาโดยไม่ทันระวัง
เปร้ง!
เสียงแตกดังสะท้อนก้อง แจกันถูกฟาดลงบนศีรษะของสาวใช้ ร่างนั้นทรุดฮวบลงกับพื้นทันที เศษเคลือบกระจาย แตกเพียงเล็กน้อย เพราะเรี่ยวแรงของ เหอหว่านซิน ในยามนี้ยังอ่อนล้า
นางไม่รอช้า รีบก้มเก็บเศษแจกันที่แตก ก่อนจะพยุงร่างสาวใช้ที่หมดสติขึ้นอย่างยากลำบาก ลากไปวางบนเตียงอย่างระมัดระวัง แล้วดึงม่านเตียงลงทันที
จากนั้น เหอหว่านซินก้าวไปยังตะเกียงน้ำมัน ยกมือดับเปลวไฟในคราเดียว แสงสว่างดับสูญห้องทั้งห้องตกอยู่ในความมืดสลัวมีเพียงแสงจันทร์ที่สาดเข้ามาทางบานหน้าต่าง นางหันกลับไปยังบานหน้าต่าง พลิกกายปีนออกไปอย่างอย่างทุลักทุเล ชายอาภรณ์เกี่ยวกรอบไม้ เสียงผ้าถูผ่านดังแผ่วเบา ก่อนร่างบางจะตกลงสู่พื้นเย็นชืดของยามราตรี
ลมหนาวพัดต้องผิวกาย เหอหว่านซินฝืนประคองสติ ก้าวเท้าตรงไปยังประตูหลังของจวนด้วยเรี่ยวแรงที่เหลือเพียงน้อยนิด ครั้นถึงประตูเล็กท้ายจวน นางยื่นมือไปผลักอย่างสุดแรง ทว่าบานประตูกลับนิ่งสนิท กลอนด้านนอกล็อกแน่นหนา ไร้ช่องว่างให้หลบหนี
นางถอนหายใจเบา ๆ เต็มไปด้วยความจนใจ ก้าวถอยหลังช้า ๆ แล้วกวาดสายตามองไปรอบ ๆ ที่มืดสลัว เงามืดซ้อนทับกันดุจปีศาจเฝ้าทาง พลันสายตาก็สะดุดเข้ากับกองฟืนที่พิงซ้อนอยู่ข้างกำแพงจวน
มุมปากของเหอหว่านซินยกขึ้นเป็นรอยยิ้มจาง ๆ ประหนึ่งผู้จมน้ำเห็นฝั่ง ร่างบางรีบก้าวไปยังกองฟืนนั้น วางฝ่ามือลงบนท่อนไม้หยาบ ปีนไต่ขึ้นอย่างระมัดระวัง
…….
เมืองหลวงยามราตรี
แสงจันทร์สีอ่อนสาดลงมาอย่างเงียบงัน ทาบทับตรอกแคบในเมืองหลวงที่เงียบสงบ สายลมเย็นพัดแผ่วผ่านกระเบื้องหลังคา เกิดเสียดสีแผ่วเบา
บนหลังคาเรือนที่เรียงรายกันนั้น เงาร่างบุรุษสองคนเคลื่อนไหวดุจเหยี่ยวร่อน ฉับไวและไร้เสียง ก่อนจะพลันเหินกายลงสู่ตรอกแคบด้านล่างพร้อมกัน ฝุ่นดินลอยขึ้นเพียงชั่วพริบตา
“องค์ชาย!”
บุรุษในชุดองครักษ์เอ่ยเสียงต่ำแฝงความร้อนรน เมื่อเห็นเจ้านายของตนเองกระอักเลือดออกมา
เซียวเหยียนเฉิงเงยหน้าขึ้นช้า ๆ สีหน้ายังสงบนิ่ง เขาก้มมองต้นแขนซ้ายของตน เลือดยังคงไหลซึม มือใหญ่ยกขึ้นแตะบาดแผลเบา ๆ แล้วกล่าวเสียงเรียบ
“ดาบนั้น… มีพิษ”
องครักษ์มองตาม เห็นเลือดที่ไหลออกมาเป็นสีดำ ใจพลันร้อนรนขึ้นทันที
เซียวเหยียนเฉิงหันมองไปข้างหน้า ก่อนเอ่ยขึ้นสั้น ๆ
“ด้านหน้ามีศาลเจ้าเก่า ไปพักที่นั่นก่อน”
“พ่ะย่ะค่ะ”
องครักษ์รีบรับคำ แล้วพยุงร่างของเซียวเหยียนเฉิง ก้าวไปตามตรอกแคบอย่างรวดเร็ว เงาร่างทั้งสองกลืนหายไปในความมืด
ทั้งสองก้าวพ้นปากตรอก ก่อนจะหยุดลงหน้าศาลเจ้าเก่าที่ทรุดโทรม องครักษ์ผลักบานประตูเข้าไปอย่างระมัดระวัง เสียงไม้เก่าครูดกับพื้นดังแผ่ว ๆ ท่ามกลางความเงียบงันในยามราตรี กลิ่นอับชื้นผสมผสานกับกลิ่นธูปเก่าลอยออกมาแตะจมูก
เซียวเหยียนเฉิงสูดลมหายใจลึก เขาค่อย ๆ ก้าวไปหลังแท่นบูชาก่อนจะไปหยุดอยู่ที่มุมหนึ่งของศาลเจ้า แล้วนั่งหลังตรง แม้สีหน้าจะเริ่มซีด แต่แววตายังคงนิ่งเย็น
“ข้าสกัดจุดไว้ได้เพียงหนึ่งชั่วยาม”
เขากล่าวชัดถ้อยชัดคำ
“ไปเอายาแก้พิษที่เรือนหมอหลวงหวังฉืออู่ ห้ามให้ผู้ใดเห็น”
องครักษ์รีบคุกเข่าลงคำนับทันทีพร้อมเอ่ยตอบรับ
“พ่ะย่ะค่ะ”
เซียวเหยียนเฉิง พยักหน้าเพียงเล็กน้อย มือขวายกขึ้นสองนิ้วชี้กับนิ้วกลางกดลงบนเส้นชีพจรต้นแขนซ้ายอย่างแม่นยำ ก่อนจะเลื่อนลงมากดจุดต่อเนื่องหลายตำแหน่งอย่างรวดเร็ว
ทุกครั้งที่นิ้วกดลง ร่างกายเขาสะท้านเล็กน้อย เลือดสีดำที่ไหลซึมอยู่ก่อนหน้าเริ่มชะงัก ลมหายใจติดขัดเพียงชั่วขณะ เหงื่อเย็นผุดขึ้นที่ขมับ แต่เขาไม่เปล่งเสียงใดออกมา
พิษถูกสกัดไว้ชั่วคราว
เซียวเหยียนเฉิงหลับตาลงครู่หนึ่ง ก่อนจะลืมตาขึ้นอย่างรวดเร็ว ดวงตาคมจับจ้องไปยังองครักษ์ เซียวเหยียนเฉิงพยักหน้าเพียงเล็กน้อย มือยังคงกดจุดไว้ไม่คลาย
องครักษ์กัดฟันแน่น ลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว ก่อนจะเปิดประตูศาลเจ้าออกไป เงาร่างของเขาหายลับไปในความมืด ทิ้งไว้เพียงเซียวเหยียนเฉิงที่นั่งนิ่งอยู่ในมุมลึกของศาลเจ้าเก่าที่แม้แสงจันทร์ก็ส่องมาถึงเพียงเล็กน้อย
….
