ตอนที่2 ชายาที่ไม่มีผู้จดจำ 
เช้าวันที่สองหลังพิธีแต่งงาน
หมอกบางปกคลุมจวนองค์ชายสาม เงียบงันจนได้ยินเพียงเสียงฝีเท้าของสาวใช้ที่เดินผ่านไปมาอย่างเร่งรีบ
หลี่อวี้เหยานั่งอยู่หน้าหน้าต่างเรือนเล็ก
แสงเช้าส่องกระทบใบหน้าอ่อนโยน แต่แววตานั้นกลับไร้ประกาย
ตั้งแต่เข้ามาอยู่ในจวนนี้
นางยังไม่ได้พบสามีอีกเลย
ไม่ใช่เรื่องน่าแปลก
เพราะตั้งแต่ต้น…เขาก็ไม่เคยคิดให้นางเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต
“ชายา”
สาวใช้คนหนึ่งก้าวเข้ามา น้อมศีรษะอย่างสุภาพ แต่ท่าทีห่างเหิน
“วันนี้ท่านต้องเข้าไปคารวะฮองเฮาเจ้าค่ะ”
มือของอวี้เหยาที่วางอยู่บนขอบหน้าต่างชะงัก
นางพยักหน้าอย่างสงบ
“ช่วยเตรียมตัวให้ข้าด้วย”
เส้นทางไปตำหนักในยาวไกล
ไม่ใช่เพราะระยะทาง หากเพราะสายตาที่มองมาจากทุกทิศ
เหล่าสนม ข้าหลวง และสาวใช้ ต่างพากันชะลอฝีเท้าเมื่อเห็นนาง
แววตาเหล่านั้นเต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น ปนสมเพช และดูแคลน
“นั่นหรือ ชายาองค์ชายสาม”
“ได้ยินว่าเมื่อคืนองค์ชายไม่เข้าหอ”
“เช่นนั้นก็ไม่ต่างจากหญิงหม้ายตั้งแต่คืนแต่งงาน”
เสียงซุบซิบดังไม่ดังนัก
แต่กลับชัดเจนพอจะทำให้หัวใจบาดเจ็บ
อวี้เหยาก้าวเดินต่อไป
หลังตรง สายตานิ่ง
แม้ในอกจะหนักอึ้งราวกับถูกกดทับด้วยหินก้อนใหญ่
นางบอกตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า
อย่าหยุด อย่าแสดงความอ่อนแอ
เพราะในวังหลวง…ความอ่อนแอคือบาป
ตำหนักของฮองเฮาเงียบสงบ
อบอวลด้วยกลิ่นกำยานอ่อนๆ
เมื่ออวี้เหยาคุกเข่าลงคารวะ
เสียงสตรีสูงศักดิ์ก็ดังขึ้นเหนือศีรษะ
“เงยหน้าขึ้น”
อวี้เหยาช้อนสายตาขึ้นอย่างสงบ
สบกับดวงตาคมเย็นของ ฮองเฮาซู
สายตานั้นไม่ต่างจากมีด
เฉียบคม และกำลังประเมินคุณค่า
“หน้าตาดีทีเดียว”
ฮองเฮากล่าวเรียบๆ
“น่าเสียดาย…ได้สามีที่ไม่รู้จักถนอม”
คำพูดนั้นทำให้บรรยากาศในตำหนักเงียบงัน
อวี้เหยาก้มหน้าลงทันที
“หม่อมฉันมิกล้าคิดเช่นนั้นเพคะ”
ฮองเฮาหัวเราะเบาๆ
ไม่ใช่เสียงขบขัน หากเป็นเสียงพอใจ
“เป็นเด็กฉลาด”
นางกล่าวต่อ
“จำไว้ให้ดี ชีวิตในวัง ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าชายคนใดรักเจ้า”
นางหยุดเล็กน้อย ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนเกินจริง
“แต่ขึ้นอยู่กับว่า…ใครมองเห็นเจ้า”
อวี้เหยานิ่งงัน
คำพูดนั้นไม่ใช่คำเตือน หากเป็นคำพิพากษา
เมื่อออกจากตำหนัก
ลมหายใจของอวี้เหยาจึงค่อยเป็นอิสระอีกครั้ง
นางเพิ่งเข้าใจว่า
การถูกเมินเฉยจากสามี ยังไม่เจ็บเท่าการถูกกำหนดให้เป็น “คนที่ไม่มีใครจำเป็นต้องจดจำ”
ยามบ่าย
อวี้เหยานั่งคัดอักษรอยู่ในเรือน
ตัวอักษรเรียงเป็นระเบียบ
แต่มือของนางกลับสั่นเล็กน้อย
ประตูเรือนถูกเปิดออกโดยไม่เคาะ
หญิงสาวในชุดงดงามก้าวเข้ามา
ท่วงท่าสง่างาม ใบหน้าประดับรอยยิ้มบาง
“เจ้าคือชายาใหม่สินะ”
อวี้เหยาลุกขึ้นคำนับ
“ขอคารวะพระชายารอง”
หลินซื่ออิน
สตรีผู้เข้ามาในจวนนี้ก่อนนาง
และเป็นผู้ที่ได้รับความโปรดปรานมากกว่า
หลินซื่ออินมองไปรอบเรือนเล็ก
แววตาฉายแววดูแคลนอย่างไม่คิดปิดบัง
“เรือนเล็กเช่นนี้…”
นางหัวเราะเบาๆ
“ดูท่าองค์ชายจะชัดเจนในท่าทีมาก”
คำพูดนั้นเหมือนตบหน้าอย่างสุภาพ
อวี้เหยากำมือแน่น
แต่ยังคงก้มศีรษะ
“ขอบคุณพระชายารองที่กรุณาเตือน”
หลินซื่ออินเลิกคิ้ว
“อย่าเข้าใจผิด ข้าไม่ได้เตือนด้วยความเมตตา”
เสียงนางต่ำลง
เย็นเยียบ
“ข้าแค่จะบอกว่า ในจวนนี้…ผู้ที่ไม่ถูกรัก อยู่ยาก”
คืนนั้น
ฝนตกหนัก
เสียงฝนกระหน่ำหลังคาเรือน
ราวกับจะกลบทุกเสียงในใจ
อวี้เหยานั่งอยู่เพียงลำพัง
มองแสงตะเกียงที่สั่นไหว
นางคิดถึงบ้าน
คิดถึงวันที่ยังเป็นเพียงบุตรสาวขุนนางผู้น้อย
วันที่ความเจ็บปวด…ยังไม่ต้องกลืนเงียบเพียงลำพัง
เสียงฝีเท้าดังขึ้นหน้าประตู
หัวใจนางเต้นแรงโดยไม่รู้ตัว
ประตูเปิดออก
แต่คนที่ยืนอยู่…ไม่ใช่เขา
เป็นข้ารับใช้ขององค์ชาย
“องค์ชายมีคำสั่ง”
เขากล่าวเสียงเรียบ
“ให้ท่านพักอยู่ในเรือนนี้ อย่าออกไปโดยไม่จำเป็น”
อวี้เหยาพยักหน้า
“ข้าทราบแล้ว”
เมื่อประตูปิดลงอีกครั้ง
นางยืนนิ่งอยู่ท่ามกลางเสียงฝน
ในใจเอ่ยถามตนเองอย่างเงียบงัน
หรือเพียงแค่การมีชีวิตอยู่
ก็เป็นความผิดของข้าแล้ว
ใต้โคมแดงที่ไม่เคยส่องถึง
ชายาผู้ไม่มีผู้จดจำ
เริ่มเรียนรู้ว่า…วังหลวงแห่งนี้
ไม่ได้โหดร้ายเพราะการกระทำ
แต่เพราะความเพิกเฉย 
