บทที่ 2 อึดอัดไปทั้งใจ
บรรยากาศภายในรถเต็มไปด้วยความเงียบงัน ภาพในวันวานแสนอัปยศมันระเบิดขึ้นในหัวอีกครั้ง หล่อนพยายามที่จะหยุดความคิดที่ไหลราวกับสายน้ำแต่กลับยิ่งพยายามมันยิ่งไม่เป็นผล
รสสัมผัสจากริมฝีปากกระด้างของเขามันยังคงติดตรึงไม่จางหายแม้จะผ่านล่วงเลยมานานหลายปี มันคงเป็นหล่อนเท่านั้นที่จดจำ มือบางเผลอยกขึ้นสัมผัสริมฝีปากของตนเองอย่างเลื่อนลอยโดยไม่ทันได้เห็นสายตาสีสนิมที่มองผ่านกระจกมองหลัง
“ไปอยู่ที่โน้นสบายดีไหมครับ”
มันเป็นครั้งแรกด้วยซ้ำที่เคนซึกิตั้งคำถามกับหล่อนแต่น้ำเสียงของเขามันเหมือนจะเยาะหยันมากกว่าการใคร่รู้
“ฉันสบายดี”
หล่อนจงใจใช้สรรพนามที่ห่างเหิน แต่ก่อนหล่อนจะแทนตนเองด้วยชื่อเสมอพร้อมกับเรียกเขาว่าพี่ แต่ดูเหมือนว่าเขาจะไม่ต้องการ
อีกแล้ว...หัวใจของหล่อนมันเจ็บแปลบจนจุกไปหมด ทั้งที่มั่นใจว่าเข้มแข็งมากพอ แต่ทำไมกาลเวลาไม่ได้ช่วยเยียวยาความรักที่มีต่อเขาให้ลดน้อยลงเลย
“แล้วนายล่ะสบายดีไหม”
“ครับผมสบายดี”
มือหนาที่จับพวงมาลัยรถยนต์กระชับมันแน่นมากยิ่งขึ้นในขณะที่สายตาคมกริบสีสนิมนั้นลอบมองผู้หญิงที่นั่งอยู่เบาะด้านหลังตลอดเวลาแทนที่จะเป็นหนทางเบื้องหน้า
“แปลกนะครับที่เมืองไทยเขาค่อนข้างเข้มงวดเรื่องกายแต่งกาย แต่คุณกลับไม่ได้ใส่ใจ”
หญิงสาวเม้มริมฝีปากเป็นเส้นตรงมันจะมีสักครั้งไหมที่เขาจะพูดจากับหล่อนโดยปราศจากคำตำหนิ
“นายน่าจะชินนะเพราะฉันเป็นคนไม่ถือสาอะไรทั้งนั้นไม่ว่าจะเรื่องการแต่งตัว หรือเรื่องอื่นๆ”
“ครับผมพอจะทราบ...ผมถึงได้สงสัยไงครับว่าการไปอยู่เมืองพุทธไม่ได้เปลี่ยนคุณโมเอะเลยหรือครับ”
หน้าสาวชาไม่ต่างจากโดนตบหากเป็นคนอื่นหล่อนคงด่าทอเกรี้ยวกราดตามนิสัยแต่กับเคนซึกิหล่อนกลับรู้สึกเสียใจที่ไม่เคยมีดีในสายตาของเขา
ดวงตากลมโตกระพริบถี่ๆ เพื่อไล่หยาดน้ำตาแห่งความอ่อนแอให้ไหลกลับเข้าไปในอก
“ใช่...ฉันไม่เคยเปลี่ยน แต่มันก็มีบางเรื่องเท่านั้นที่ฉันเปลี่ยนไป”
รถลีมูซีนจอดเทียบหน้าคฤหาสน์พอดี หญิงสาวจึงฉวยจังหวะนั้นเปิดประตูออกโดยไม่รอให้เขาทำหน้าที่อย่างที่เคย
คนที่นั่งอยู่หลังพวงมาลัยเต็มไปด้วยโทสะ สายตาคมกริบที่เคยว่างเปล่ามันวาวโรจน์ขึ้นอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ตระกูลอากาซาวะเป็นตระกูลดังที่ทุกคนทั่วทวีปเอเชียจับตามองแน่นอนว่ามีข่าวคราวของหญิงสาวตามหน้าหนังสือพิมพ์เต็มไปหมด
สายตาคมกริบจับจ้องร่างอรชรที่มีสัดส่วนยวนตามากกว่าเดิมจนลับสายตา
“เปลี่ยนไปงั้นหรือ....”
รอยยิ้มมุมปากผุดพรายขึ้นบนใบหน้าหล่อเหลาก่อนที่เขาจะขับรถหรูออกไปนอกคฤหาสน์ด้วยความรวดเร็ว
“ข้าวหอมระวังหน่อยสิครับ”
เมฆขลา ภัทรเกียรติ หรือ ข้าวหอม วัย 21 ตอนนี้กำลังอุ้มท้องบุตรชายให้กับโทคิยะ อากาซาวะ มันทำให้หญิงสาวต้องพักการเรียนในเทอมสุดท้าย
“ขอบคุณนะคะพี่เคน”
หากหญิงสาวไม่ได้เคนซึกิคงลื่นล้มอย่างแน่นอน มือหนาที่ประคองร่างมีน้ำมีนวลของข้าวหอมค่อยๆ คลายออก
“ไม่เป็นไรครับแต่ถ้าดื้อแบบนี้พี่จะฟ้องคุณ โทคิยะนะครับ”
“อย่านะคะ ข้าวหอมขอร้องเลยค่ะ”
โทคิยะ อากาซาวะ ห่วงหล่อนมากเขาสั่งห้ามทุกสิ่งอย่างจนหล่อนนึกว่าตนเองเป็นผู้ป่วยติดเตียงมากกว่าคนท้อง
“ถ้าอย่างนั้นก็เรียกแม่บ้านสิครับ หรือไม่ก็บอกพี่ได้เลยถ้าต้องการอะไร”
ความรู้สึกที่เขามีต่อผู้หญิงตรงหน้านั้นมันไม่เคยแปรเปลี่ยนไปเขายังคงรักและห่วงใยหล่อนไม่ต่างจากน้องสาว
“ได้ค่ะข้าวหอมจะไม่ดื้ออีก”
คนทั้งคู่พูดคุยกันอย่างสนิทสนมไม่เปลี่ยนโดยไม่ทันได้เห็นสายตาคู่หนึ่งที่มองมาด้วยความปวดร้าว
มือบางกุมหน้าอกข้างซ้ายของตนเองพร้อมกับพยายามไล่หยาดน้ำตาให้ไหลกลับเข้าไปในอก แม้จะทำใจมาบ้างแล้วสำหรับความจริงที่ต้องพบเจอแต่มันกลับไม่ได้ช่วยอะไรสักนิด
หล่อนยังคงเป็น โมเอะ อากาซาวะคนเดิม คนที่อ่อนแอ...เจ็บปวดเสมอและยังคงรักเขาอยู่เช่นเดิมไม่เสื่อมคลาย
“อ้าว...คุณโมเอะกลับมาแล้วหรือคะ”
เจ้าของชื่อที่ยืนหลบอยู่รีบปาดน้ำตาทิ้งอย่างรวดเร็วก่อนจะปั้นสีหน้ายิ้มแย้ม
“ใช่ แล้วพี่โทคิล่ะตั้งแต่กลับมาฉันยังไม่เจอเลย”
ข้าวหอมเดินอุ้ยอ้ายพร้อมกับเคนซึกิที่ช่วยประคองตรงเข้ามาหาหล่อน
แม้จะพยายามบอกตนเองว่าไม่ให้รู้สึกอะไรแต่กลับทำไม่ได้เลย น้ำเสียงที่แสนจะห่วงใย สายตาที่เต็มไปด้วยความอ่อนโยนของเคนซึกิ หล่อนไม่เคยได้รับมันสักครั้ง ปากอิ่มเม้มแน่นสนิทความริษยาถาโถมเข้าสู่ร่างจนมันแทบมอดไหม้
เพราะหล่อนเป็นอย่างนี้ไงล่ะ เป็นคนริษยา เคนซึกิถึงได้เกลียดหล่อนไม่เคยมองหล่อนในแง่ดีสักครั้ง แม้ในยามนี้ก็ตาม
สายตาคมกริบที่ทอดมองข้าวหอมก่อนจะตวัดมองหล่อนมันให้ความรู้สึกที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
“คุณโทคิใกล้จะกลับมาแล้วล่ะค่ะ คุณโมเอะสบายดีนะคะ”
“ฉันสบายดีว่าแต่เธอจะคลอดเมื่อไหร่ล่ะท้องโตมากเลยนะเนี่ย”
มือบางวางทาบลงบนหน้าท้องที่ยามนี้มันนูนเด่นชัดราวกับกำลังใกล้คลอดเต็มที
“อีกสองเดือนค่ะคุณโมเอะ”
จู่ๆ หล่อนก็เกิดอาการวิงเวียนตามประสาคนท้องเสียอย่างนั้นมันทำให้คนที่ประคองอยู่ต้องรีบโอบกระชับท่อนแขนมากขึ้น
“เป็นอะไรหรือเปล่าข้าวหอม ไหวไหม”
มือบางแตะที่ศีรษะของตนเองอาการวิงเวียนมันกำลังกำเริบ
“ข้าวหอมเหมือนจะหน้ามืดค่ะ”
“พี่พาเข้าไปพักในห้องนะ”
เสมือนหล่อนเป็นส่วนเกิน สายตาและคำพูดของเคนซึกิมันฉายชัดให้เห็นว่าหัวใจของเขามันยังคงเดิม เขายังคงรักข้าวหอมไม่เปลี่ยนแปลงแม้ในวันนี้หญิงสาวจะกำลังเป็นแม่คนแล้วก็ตาม
ดวงตากลมโตสั่นไหวระริกได้แต่มองตามคนทั้งคู่ที่ประคองกันเดินกลับเข้าไปในห้อง ถึงแม้จะรู้ดีว่า ข้าวหอมไม่มีทางนอกใจพี่ชายตนก็ตาม แต่ปัญหาคือเคนซึกิไม่มีวันมองเห็นหล่อนที่ยืนรออยู่ตรงนี้ต่างหาก
น้ำตาที่กักเก็บไว้มันทะลักไหลนองอาบแก้มนวลทั้งสองข้างไม่ว่าจะพยายามเช็ดมันสักเท่าไหร่ก็ดูเหมือนว่ามันยังคงไหลออกมาอย่างต่อเนื่อง
“โมเอะอยากทำงานค่ะพี่โทคิ”
โทคิยะที่กำลังตักอาหารใส่จานภรรยาชะงักมือพร้อมกับหันหน้ามามองน้องสาว
“เอาสิโมเอะ เลือกเอาเลยว่าอยากจะเข้าไปทำที่ไหนพี่จะได้จัดการให้”
อากาซาวะกรุ๊ปนั้นประกอบธุรกิจหลายอย่างฉะนั้น หญิงสาวสามารถเลือกได้อย่างอิสระว่าอยากทำงานประเภทไหน
“แต่โมเอะไม่อยากทำกับพี่โทคิ โมเอะอยากออกไปหางานด้วยตัวเองค่ะ”
แม้พี่ชายจะไม่ได้หันมามองหล่อนเพราะมัวแต่ดูแลภรรยาสาวอย่างข้าวหอมแต่หล่อนก็รู้ดีว่าพี่ชายตนนั้นตั้งใจฟังสิ่งที่หล่อนพูดมากแค่ไหน
ข้าวหอม หล่อนเป็นผู้หญิงที่น่าอิจฉานักที่ได้รับความรักจากผู้ชายใจหินอย่างโทคิยะ อากาซาวะ รวมถึงเคนซึกิ ทาคาฮาชิ
“แล้วโมเอะอยากจะไปทำงานที่ไหนล่ะ”
“โมเอะเห็นมีบริษัทส่งออกเขากำลังรับเจ้าหน้าที่การตลาดอยู่ค่ะ”
โทคิยะ ระบายยิ้มมุมปากก่อนจะตอบตกลงชนิดที่หล่อนอดรู้สึกประหลาดใจไม่ได้ คิดว่าคนเป็นพี่ชายจะโต้แย้งเสียอีก แต่นับว่าดีแล้วที่โทคิยะไม่ขัด
“เอาสิ น่าสนใจมากเลยพี่เห็นด้วย”
หญิงสาวระบายยิ้มก่อนจะก้มมองอาหารในจานฟันคมกริบขบกัดลงบนริมฝีปากอวบอิ่ม เมื่อสมองไม่รักดีมันกำลังถามหาคนที่ไม่สมควร
เคนซึกิ...ทำไมหล่อนไม่เห็นเขาในห้องอาหาร ดวงตากลมโตเผลอสอดส่องมองหาคนที่อยู่ในใจทั้งที่ไม่สมควร
“มีอะไรหรือโมเอะ”
“ปะ เปล่าค่ะพี่โทคิ”
หล่อนรีบก้มหน้าลงตักอาหารที่อยู่ในจาน เข้าปากแทนที่จะมองหาเขา...
“ขอบคุณนะคะคุณโทคิ แต่ข้าวหอมอิ่มแล้ว”
“กินอีกนิดสิครับลูกเราจะได้แข็งแรง”
ภาพเบื้องหน้าทำให้รู้สึกอบอุ่นหัวใจนัก หล่อนยินดีที่พี่ชายและพี่สะใภ้ที่รักและคอยดูแลกันอย่างไม่ห่างไม่รู้ว่าตัวหล่อนเองนั้นจะมีวาสนาเช่นนี้ไหม
