บทที่ 1 ความรู้สึกที่ไม่เคยเปลี่ยน
ท่าอากาศยานนานาชาติโตเกียว
ร่างบอบบางแต่สัดส่วนกลับชัดเจนไม่ต่างจากรูปปั้นประติมากรรมชั้นดี ผิวที่เคยขาวจัดยามนี้มันกลายเป็นขาวผ่องสุขภาพดีคงเป็นเพราะสภาพอากาศของภูมิประเทศที่ไปอยู่อาศัยมาสี่ปีเต็ม
“ไปก่อนนะ”
“จ้า แล้วเจอกันนะโมเอะ”
หญิงสาวโบกมือให้กับเพื่อนก่อนจะแยกออกมาแล้วเดินไปตามทาง มือบางลากกระเป๋าเดินทางใบโต บทสนทนาของผู้คนรอบข้างทำให้หล่อนยิ่งคิดถึงประเทศบ้านเกิดหลังจากที่ใช้เวลาสี่ปีในการไปเรียนที่ประเทศไทย
โมเอะ อากาซาวะ วัย 22 ปี หล่อนคือน้องสาวเพียงคนเดียวของ โทคิยะ อากาซาวะ เด็กสาวมีดวงตาที่กลมโตสดใสสุกสกาวไม่ต่างจากดวงดาราบนฟากฟ้ายามวิกาล จมูกโด่งเชิดรั้นแสดงให้เห็นถึงความดื้อดึงหัวแข็ง ด้วยการที่ถูกเลี้ยงดูอย่างประคบประหงมจึงทำให้หล่อนค่อนข้างเอาแต่ใจตนเอง
การที่หล่อนเลือกไปเรียนต่อต่างประเทศนั้นมันเป็นเพราะต้องการที่จะหลีกหนีความเจ็บปวดจากผู้ชายที่ตนรัก เขาไม่ได้รักหล่อนแม้แต่น้อย หัวใจของเขามีไว้ให้กับพี่สะใภ้สายตาคู่นั้นที่มอบให้หล่อนมีแต่ความ เอื่อมระอา ตำหนิ และอาจมีความเกลียดชังเจือปนอยู่
นั่นคงไม่แปลกเพราะเขา...เคนซึกิ ทาคาฮาชิ ไม่เคยมองหล่อนในแง่ดีแม้แต่น้อย สิ่งที่เขามอบให้หล่อนมันเป็นความจงรักภักดีตามหน้าที่คนสนิทของ โทคิยะ อากาซาวะ
แต่หล่อนก็ไม่เคยลดละความพยายาม เคนซึกิ ทาคาฮาชิ เป็นคนสนิทที่ถวายหัวให้กับตระกูล อากาซาวะ แน่นอนว่าทุกคำสั่งของคนในตระกูลถือเป็นคำขาดที่ไม่อาจปฏิเสธ และหล่อนเองก็เคยใช้ความจงรักภักดีของชายหนุ่มจุดนี้...ให้เป็นประโยชน์
“จูบฉัน...”
มันเป็นคำสั่งที่น่าละอายยิ่งนัก แต่ช่วงเวลานั้นหล่อนกลับเต็มไปด้วยโทสะอยากจะเอาชนะชายหนุ่ม โดยไม่ทันได้ไตร่ตรอง เพราะหลังจากนั้นแล้วหล่อนนั่นล่ะที่จมอยู่กับความอัปยศอดสู
“ฉันสั่งให้นายจูบฉันเคนซึกิ”
สายตาของเขายามนั้นมันเต็มไปด้วยความว่างเปล่ามืดดำจนหล่อนยิ่งเจ็บปวดความอยากเอาชนะทะยานขึ้นสูง
“ไม่ได้ยินที่ฉันสั่งหรือยังไง เร็วเข้า จูบฉันเดี๋ยวนี้ อื้อ....”
เรี่ยวแรงมหาศาลของเขากระชากร่างของหล่อนที่นั่งอยู่เบาะโดยสารด้านหลังให้มาประชิดกาย ริมฝีปากกระด้างบดเบียดลงมาหาอย่างที่ไม่ทันตั้งตัว
“อื้อ....อือ”
ปากหนาหนักบดเบียดเข้าหาปากอิ่มอย่างหนักหน่วงจนหล่อนหัวสมองเบลอมึนงง ลิ้นแกร่งสอดแทรกเข้ามาหาความหอมหวานในอุ้งปากสาวมันไร้ความอ่อนโยนแต่เร่งเร้าอย่างสุดขีด
มือบางพยายามดันอกแกร่งผลักไสแต่มือหนาเพียงข้างเดียวของเขากลับโอบรอบลำคอของหล่อนเอาไว้อย่างที่ไม่อาจขยับเขยื้อนหลีกหนี
มันคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้หล่อนไม่กล้าสู้หน้าเขาอีกแม้ชายหนุ่มจะไม่ได้แสดงท่าทีเปลี่ยนไปแม้แต่น้อย เขายังคงเย็นชาเฉยเมยเช่นเคยราวกับไม่เกิดสิ่งใดขึ้น
สายตาคมกริบของเขามีไว้เพียงแค่มองพี่สะใภ้อย่าง เมฆขลา ภัทรเกียรติ หรือ ข้าวหอม ถึงขนาดที่เจ้าหล่อนแต่งงานกับพี่ชายหล่อนไปแล้วหัวใจของ เคนซึกิมันก็ยังคงไม่แปรเปลี่ยน ความเจ็บปวดถาโถมใส่หัวใจสาวทุกครั้งที่เห็นสายตาอาวรณ์ของชายหนุ่ม
ระยะเวลาสี่ปีที่ผ่านมามันทำให้หัวใจสาวแข็งแกร่งขึ้น หล่อนเชื่อว่าตนเองพร้อมแล้ว สำหรับการเผชิญหน้ากับเขา
เสียงเครื่องมือสื่อสารในกระเป๋าดังขึ้นทำให้หล่อนต้องหยิบมันขึ้นมา ชื่อสายเรียกเข้าทำให้หล่อนถอนหายใจ ดวงหน้างามเต็มไปด้วยความอึดอัด
“โมเอะถึงหรือยังครับ”
“ค่ะโมเอะถึงแล้วค่ะ”
“พี่รออยู่ที่ Meeting point นะครับ พี่ทำป้ายรอรับน้องโมเอะตัวเบ้อเร่อเลยครับ”
*Meeting point = จุดนัดพบ
สึบาสะ เอกาวาโต้ คือคู่ค้าคนสำคัญที่มารดาของหล่อนนั้นเห็นชอบให้คบหาแต่พี่ชายของหล่อนนั้นไม่ได้เห็นชอบนักเพราะชื่อเสียงความเจ้าชู้นั้นกระฉ่อน
ด้วยตระกูลอากาซาวะประกอบธุรกิจสีเทาและมีบารมีเก่าตั้งแต่ต้นตระกูลทำให้เหล่าผู้มีอำนาจทั้งหลายอยากที่จะเกี่ยวดองเผื่อผลประโยชน์ทางธุรกิจ
“น้องโมเอะจัง”
เสียงเรียกชื่อของหล่อนดังสนั่น จนเจ้าของชื่อแทบอยากจะแทรกแผ่นดินหนี ร่างสันทัดสูงเพียง 170 เซนติเมตรสวมใส่สูทที่ราวกับหลุดจากนิตยสารแฟชั่นย้อนยุคมันทำให้เขาโดดเด่นกว่าผู้อื่นอย่างชัดเจน
หล่อนกรอกตามองบนด้วยความเอือมระอา หล่อนไม่ได้ชอบผู้ชายพูดมาก ไม่ชอบคนเจ้าชู้ ทว่าหัวสมองไม่รักดีดันไปนึกถึง ผู้ชายพูดน้อย อย่างเคนซึกิทาคาฮาชิ หัวใจสาวเจ็บแปลบก่อนจะรีบพับเก็บความรู้สึกนั้นให้ลึกสุดหัวใจ
“สวัสดีค่ะพี่สึบาสะ”
สายตาของหนุ่มรุ่นพี่มองหล่อนอย่างสำรวจจนคนถูกมองรู้สึกขยะแขยงแทบอ้วก
“น้องโมเอะน่าจะกลับมาพร้อมกับพี่ เราจะได้มีเวลาอยู่ด้วยกันเยอะๆ ไงครับ”
สึบาสะ ถูกมารดาของหล่อนคะยั้นคะยอเปิดทางให้ตามหล่อนไปถึงเมืองไทย ก่อนที่หล่อนจะพยายามสลัดเขาออกอย่างยากลำบาก
“เอ่อ...โมเอะขอตัวกลับก่อนล่ะกันนะคะคนขับรถน่าจะมารอรับแล้ว”
“ไปกับพี่ดีกว่าครับ พี่จะได้แวะไปคุยกับคุณป้าด้วย”
สึบาสะหมายถึงมารดาของหล่อน
“เอ่อ อย่าเลยค่ะเพราะวันนี้คุณแม่น่าจะไม่อยู่ หรือพี่สึบาสะอยากจะไปเจอพี่โทคิก็ได้นะคะ”
สึบาสะหน้าเปลี่ยนสีทันทีเมื่อได้ยินชื่อของโทคิยะ อากาซาวะ พี่ชายของหญิงสาว
“เอ่อ ถ้าอย่างนั้นไว้คราวหลังก็ได้ครับน้องโมเอะ”
โทคิยะ อากาซาวะไม่ต่างจากมาเฟียเขาเคยมีปัญหากับชายหนุ่มเมื่อนานมาแล้ว และแน่นอนว่าเขาไม่อยากที่จะพบเจอหากไม่จำเป็น
หญิงสาวระบายยิ้มออกมาอย่างมีความสุขเพราะหล่อนรู้ดีว่าสึบาสะนั้นเกรงกลัวพี่ชายตน หลายต่อหลายครั้งที่หล่อนใช้ชื่อของพี่ชายเพื่อเป็นไม้กันหมา
“ค่ะงั้นโมเอะขอตัวเลยนะคะ”
มือบางยกขึ้นพร้อมกับโบกมือให้อย่างร่าเริงผิดจากเมื่อครู่อย่างลิบลับ
โมเอะ ลากกระเป๋าเดินทางใบโตออกมาจากอาคารก่อนจะมองหารถโดยสารเพราะมารดาหล่อนอีกนั่นล่ะที่เจ้ากี้เจ้าการจัดแจงให้ สึบาสะมารับตน
หญิงสาวมัวแต่มองหารถโดยสารจึงไม่ทันได้สังเกตเห็นคนที่เดินมาประชิดอยู่ด้านหลัง
“ขอโทษนะครับคุณโมเอะ”
น้ำเสียงนุ่มทุ้มคุ้นหูมันทำเอาหัวใจหล่อนสั่นไหวก่อนจะรีบหันกลับไปมองด้านหลังทันที
“อุ๊ย...”
ดวงตากลมโตเบิกกว้าง ริมฝีปากอวบอิ่มเผยอเล็กน้อยเมื่อคนที่ยืนอยู่เบื้องหน้าคือผู้ชายที่หล่อนวิ่งหนีมาตลอดระยะเวลาสี่ปี
“สวัสดีครับคุณโมเอะ”
ชายหนุ่มโค้งตัวลงอย่างสุภาพนอบน้อมในขณะที่เจ้าของชื่ออย่างหล่อนนิ่งงันไปราวกับถูกสาป หล่อนไม่คิดว่าจะได้เจอเขาเร็วขนาดนี้ หัวใจที่เคยคิดว่าแข็งแกร่งกลับอ่อนยวบไม่ต่างจากของเหลวเมื่อเจอเขา เคนซึกิ ทาคาฮาชิ
ความทรงจำในวันวานไหลย้อนกลับมาไม่ต่างจากสายน้ำ วันที่เขารู้ว่าหล่อนจะเดินทางไปเรียนต่างประเทศ
“พี่เคนฉันจะไปเรียนต่อที่ไทยพี่รู้แล้วใช่ไหม”
หญิงสาวคาดหวังจะได้ยินประโยคที่ทำให้รู้ว่าเขารู้สึกอะไรกับตน แต่หล่อนคิดผิด เพราะหล่อนไม่เคยอยู่ในสายตาเขาแม้แต่ครั้งเดียว
“ครับคุณโมเอะ”
มันคือประโยคสุดท้ายจากปากของเขามันไม่มีคำล่ำลาหรืออวยพรใดๆ หัวใจสาวที่มันเต็มไปด้วยบาดแผลแห่งความผิดหวังมันยิ่งเพิ่มความเจ็บช้ำให้ทวีมากยิ่งขึ้นไปอีก สำหรับเขาแล้วหล่อนเป็นได้แค่เจ้านายเท่านั้น...
มันเนิ่นนานนับนาทีกว่าที่หล่อนจะหาเสียงของตนเองเจอ พยายามปั้นน้ำเสียงให้ราบเรียบแต่มันยังคงแฝงความประหม่าอยู่ในนั้น
“ฉันไม่ได้บอกให้ใครมารับไม่ใช่หรือ”
ชายหนุ่มยืนประชิดหญิงสาวไม่ยอมถอยห่างออกไปแม้แต่ก้าวเดียว กลับเป็นหล่อนเองที่ต้องเป็นฝ่ายถดถอยออกมา กลิ่นกายของเขายังคงเป็นกลิ่นเดิมหล่อนจำได้ ไม่เพียงแค่นั้นแต่หล่อนกลับสูดมันเข้าไปเต็มปอด
“ผมทำตามคำสั่งของคุณโทคิยะครับ”
หัวใจสาวเจ็บแปลบอีกครั้งทั้งที่ไม่ควรคาดหวังกับคำตอบ หากไม่ใช่เพราะพี่ชายหล่อนมีหรือเขาจะเสนอหน้ามาอยู่ตรงหน้า ทำไมหล่อนถึงได้โง่เง่านัก... โมเอะ
“ฉันไม่น่าเสียเวลาถามนายเลยเนอะ”
หล่อนเดินผ่านร่างกำยำที่มีส่วนสูง 187 เซนติเมตรของเขาไปด้วยท่าทางไม่แยแสทั้งที่ภายในอกมันปั่นป่วนไปหมดรวมถึงอวัยวะที่อยู่ใต้ร่มผ้า
“เก็บกระเป๋าให้ฉันด้วย”
หญิงสาวออกคำสั่งพร้อมกับเดินตรงขึ้นไปนั่งบนรถลีมูซีนสีดำสนิทราวกับไม่รู้สึกอะไรกับเขาซึ่งหล่อนทำมันได้อย่างดีเยี่ยม
ไม่รู้ว่าหล่อนคิดไปเองหรือเปล่าที่เห็นสายตา สีสนิมของเขาวาวโรจน์ขึ้น และเหมือนว่ากระเป๋าของหล่อนจะกระทบกับตัวรถราวกับเขาไม่ได้จับวางแต่เป็นการทุ่มมันเสียมากกว่า
