3
ตลาดเมืองจินเทียนคึกคักอย่างยิ่ง ผู้คนเดินขวักไขว่ไปมาตามถนนสายหลัก ฉู่เจียวนำตั๋วเงินสี่สิบตำลึงเก็บซ่อนในอกเสื้ออย่างมิดชิด ส่วนเงินก้อนและอีแปะแยกไว้ในถุงผ้าเล็กผูกติดเอว เด็กหญิงเดินตรงไปยังร้านขายข้าวสาร สั่งซื้อข้าวขาวชั้นเลิศหนึ่งถังใหญ่ จากนั้นแวะร้านขายเนื้อสับ ซื้อหมูสามชั้นติดมันชิ้นโต และแวะร้านผ้าเพื่อซื้อผ้าฝ้ายเนื้อนุ่มสีเรียบมาอีกสามพับ หวังนำไปตัดชุดใหม่ให้บิดามารดา
เถ้าแก่ร้านข้าวสารมองเด็กหญิงตัวน้อยด้วยความประหลาดใจ ทว่าเมื่อเห็นตั๋วเงินและอีแปะในมือก็รีบจัดการตวงข้าวให้ตามต้องการอย่างรวดเร็ว ผู้ใหญ่บ้านหลี่เห็นข้าวของมากมายจึงช่วยยกขึ้นเกวียนวัวให้อย่างมีน้ำใจ แสงตะวันยามส่ายิ่งร้อนแรง แผดเผาลงมาบนถนนดินจนเกิดไอระอุ ฉู่เจียวปีนขึ้นไปนั่งบนเกวียนวัวอย่างระมัดระวัง
ยามเว่ย เกวียนวัวแล่นกลับมาถึงหมู่บ้านฮวาไห่ ฉู่เจียวกล่าวขอบคุณผู้ใหญ่บ้านหลี่ หยิบเงินสิบอีแปะยัดใส่มือชายวัยกลางคนเป็นค่าน้ำใจ ผู้ใหญ่บ้านหลี่ปฏิเสธในตอนแรก แต่เด็กหญิงยืนกราน เขาจึงรับไว้พร้อมรอยยิ้มเอ็นดู
เด็กน้อยหอบข้าวของมากมายเดินลัดเลาะเข้าทางหลังบ้านสกุลฉู่ เพื่อหลบเลี่ยงสายตาของย่าฉู่และป้าสะใภ้ทั้งสอง เวลานี้คนบ้านใหญ่และบ้านรองน่าจะกำลังพักผ่อนซ่อนตัวจากความร้อนอยู่ในห้องนอนของตนเอง
เมื่อถึงเรือนซอมซ่อท้ายบ้าน อวี้เหนียงกำลังนั่งปะชุนเสื้อผ้าเก่าอยู่ พอเห็นลูกสาวหอบของหนักกลับมาก็รีบทิ้งเข็มกับด้าย รีบเดินเข้ามารับตะกร้าและห่อผ้าทันที
"ท่านแม่ ข้าขายสมุนไพรได้เงินมาหลายอีแปะ ข้าซื้อข้าวขาวกับเนื้อหมูมาให้พวกเราด้วยเจ้าค่ะ" ฉู่เจียวจงใจปิดบังเรื่องจำนวนเงิน หากบอกว่าได้มาห้าสิบตำลึง บิดามารดาคงตกใจจนทำตัวไม่ถูก และอาจถูกคนบ้านใหญ่มารีดไถไปจนหมด
อวี้เหนียงเบิกตากว้าง มองเนื้อหมูชิ้นโตและข้าวขาวบริสุทธิ์ในตะกร้า น้ำตารื้นขึ้นมารอบดวงตา นางไม่คิดว่าลูกสาววัยห้าหนาวจะหาเสบียงอาหารชั้นเลิศมาได้เช่นนี้ ฉู่จิ่งที่เพิ่งกลับจากแปลงนาเดินเข้ามาเห็นพอดี เขายืนนิ่งอึ้งไปเช่นกัน ยกฝ่ามือขึ้นลูบหน้าตนเองเพื่อเรียกสติ
"เจียวเจียว ลูกไปเอาเงินมาจากที่ใดมากมาย สมุนไพรธรรมดาขายได้ราคาปานนี้เชียวหรือ" ฉู่จิ่งถามด้วยความกังวล
"ข้าพบสมุนไพรหายากเข้าพอดีเจ้าค่ะ ท่านหมอในเมืองเห็นว่ามีสรรพคุณเลิศล้ำจึงให้ราคาเพิ่ม ท่านพ่อท่านแม่ไม่ต้องห่วง ข้าได้มาด้วยความสุจริต ท่านแม่รีบนำไปทำอาหารเถิดเจ้าค่ะ ข้าหิวแล้ว"
อวี้เหนียงพยักหน้ารับ สับเนื้อหมูเป็นชิ้นหนา นำไปตุ๋นกับซีอิ๊วและเครื่องเทศที่ฉู่เจียวแอบเบิกจากคลังระบบเสี่ยวไป๋ กลิ่นหอมหวนของหมูตุ๋นลอยฟุ้งกระจายไปทั่วเรือนหลังเล็ก ข้าวขาวเม็ดอวบหุงสุกใหม่ส่งกลิ่นหอมชวนน้ำลายสอ
ครอบครัวบ้านสามปิดประตูกินอาหารกันอย่างมีความสุข ฉู่จิ่งและอวี้เหนียงคีบเนื้อหมูชิ้นใหญ่ใส่ชามให้ลูกสาวไม่หยุดหย่อน ฉู่เจียวก็คีบเนื้อให้บิดามารดาเช่นกัน นี่เป็นมื้ออาหารที่อิ่มหนำสำราญที่สุดในรอบหลายปี
ทว่าความสุขมักอยู่ได้ไม่นาน กลิ่นเนื้อตุ๋นแสนอร่อยลอยตามลมไปถึงเรือนหน้า ฉู่เฟิงที่กำลังนอนกลางวันสะดุ้งตื่นเพราะความหิว เด็กชายลุกจากเตียง เดินตามกลิ่นมาจนถึงเรือนท้ายบ้าน เมื่อเห็นประตูปิดสนิทก็ใช้เท้าถีบประตูอย่างแรงจนบานประตูไม้ผุพังกระแทกเปิดออก
ปัง!
"พวกเจ้าแอบกินของดีโดยไม่บอกข้าหรือ!" ฉู่เฟิงตวาดเสียงดัง ดวงตาจ้องมองชามหมูตุ๋นบนโต๊ะด้วยความตะกละตะกลาม เด็กชายวิ่งตรงเข้ามาหวังจะใช้มือหยิบเนื้อหมูเข้าปาก
ฉู่จิ่งรีบลุกขึ้นขวางหน้าหลานชาย "เฟิงเอ๋อร์ นี่คืออาหารของเจียวเจียว นางใช้เงินที่หามาได้ซื้อมาเอง ไม่ใช่ของกองกลาง"
"หลีกไป! อาหารทุกอย่างในบ้านสกุลฉู่ต้องเป็นของข้า ย่าบอกว่าข้าคือหลานชายคนโต อาสามเป็นแค่คนพิการ ไม่มีสิทธิ์มากินเนื้อหมูดีเช่นนี้" วาจาร้ายกาจหลุดออกจากปากเด็กชายวัยสิบหนาวโดยไม่เกรงใจผู้เป็นอาแม้แต่น้อย
ฉู่เจียวนั่งนิ่งอยู่บนเก้าอี้ แววตาเยือกเย็นลงทันที เธอเรียกเสี่ยวไป๋ในใจ "เสี่ยวไป๋ ขอเข็มยาสลบแบบออกฤทธิ์อ่อนเฉียบพลันหนึ่งเล่ม"
[รับทราบ โฮสต์ใช้แต้มความดีหนึ่งแต้ม แลกเปลี่ยนเข็มยาสลบระดับต่ำหนึ่งเล่ม ระบบส่งเข้าสู่ฝ่ามือขวาเรียบร้อยแล้ว]
ประกายโลหะขนาดเล็กปรากฏในมือขวาของเด็กหญิง ฉู่เจียวลุกจากเก้าอี้ วิ่งเข้าไปหลบหลังฉู่จิ่ง แสร้งทำเป็นหวาดกลัว "ท่านพ่อ ข้ากลัว พี่ใหญ่จะมาแย่งข้าวข้า"
ฉู่เฟิงเห็นฉู่เจียวก็ยิ่งได้ใจ ผลักอวี้เหนียงที่พยายามเข้ามาห้ามจนล้มลงบนพื้น "นังเด็กบ้า เอาเนื้อหมูมาให้ข้าเดี๋ยวนี้"
จังหวะที่ฉู่เฟิงพุ่งตัวเข้ามา ฉู่เจียวอาศัยร่างเล็กมุดหลบใต้แขนของเขา พร้อมกับตวัดฝ่ามือขวาปักเข็มยาสลบลงบนต้นขาของเด็กชายอย่างแม่นยำ แล้วดึงออกอย่างรวดเร็วโดยไม่มีใครมองทัน
ฤทธิ์ยาแล่นเข้าสู่กล้ามเนื้อทันที ขาของฉู่เฟิงหมดแรงกะทันหัน ร่างอ้วนท้วนล้มพุ่งไปข้างหน้า หน้าผากกระแทกขอบโต๊ะไม้อย่างแรงจนเลือดกำเดาไหล ข้าวของบนโต๊ะร่วงหล่นลงพื้นกระจัดกระจาย
"โอ๊ย! ข้าเจ็บ! ขยับขาไม่ได้ อาเจ็บขยับขาไม่ได้!" ฉู่เฟิงร้องลั่นบ้าน น้ำหูน้ำตาไหลพราก อาการชาแล่นริ้วไปทั่วขาทั้งสองข้าง
เสียงร้องของหลานชายคนโปรดดังก้องไปถึงเรือนหน้า ย่าฉู่ ป้าสะใภ้ใหญ่เจียงซื่อ และลุงใหญ่ฉู่เติ่งวิ่งหน้าตื่นเข้ามาที่เรือนท้ายบ้าน เมื่อเห็นฉู่เฟิงนอนจมกองเลือดกำเดาอยู่บนพื้น เจียงซื่อก็กรีดร้องเสียงหลง ถลันเข้าไปกอดลูกชาย
"เฟิงเอ๋อร์! ใครทำร้ายเจ้า!" เจียงซื่อหันมาถลึงตาใส่ครอบครัวบ้านสาม "ฉู่จิ่ง! นังอวี้เหนียง! พวกเจ้ากล้าทำร้ายหลานชายคนโตของตระกูลเชียวหรือ"
ย่าฉู่ชี้หน้าด่าทอด้วยความโกรธจัด "พวกเนรคุณ! ข้าเลี้ยงดูพวกเจ้ามา กลับเนรคุณตีหลานข้าจนเลือดตกยางออก วันนี้ข้าจะตีพวกเจ้าให้ตาย!" นางหันไปคว้าท่อนฟืนมุมห้องหมายจะฟาดฉู่จิ่ง
"หยุดนะเจ้าคะ!" เสียงเล็กใสของฉู่เจียวดังขึ้น เด็กหญิงยืนขวางหน้าบิดามารดา ใบหน้านองไปด้วยน้ำตา แสร้งทำเป็นร้องไห้หวาดกลัวอย่างหนัก "ท่านย่า ท่านลุง ท่านป้าใหญ่ ฟังข้าก่อนเจ้าค่ะ"
"ข้าไม่ฟัง! วันนี้ข้าจะตีพวกเจ้า!" ย่าฉู่ง้างไม้ฟืนขึ้น
"เมื่อครู่พี่ใหญ่บุกเข้ามาในเรือน พยายามจะแย่งชามข้าวของข้าเจ้าค่ะ ท่านพ่อท่านแม่พยายามห้ามแล้ว แต่พี่ใหญ่วิ่งสะดุดขาเก้าอี้ล้มไปชนขอบโต๊ะเอง ไม่มีใครทำร้ายพี่ใหญ่เลยนะเจ้าคะ" ฉู่เจียวอธิบายเสียงสะอื้น น้ำตาร่วงหล่นราวกับไข่มุกขาดสาย
"เจ้าโกหก! อาสามผลักข้า! ข้าถึงเจ็บขาขยับไม่ได้เช่นนี้" ฉู่เฟิงตะโกนสวน แม้เลือดกำเดาจะยังไหลไม่หยุด
ฉู่เจียวปาดน้ำตา หันไปมองฉู่เฟิง "พี่ใหญ่ ท่านใส่ร้ายท่านพ่อข้าทำไมกัน บาดแผลบนหน้าผากท่านเกิดจากการกระแทกโต๊ะ ส่วนที่ขาท่านบอกว่าขยับไม่ได้นั้น เป็นเพราะท่านล้มผิดท่าจนเส้นเอ็นพลิกต่างหากเล่า หากท่านพ่อข้าผลักท่าน สิ่งที่เห็นบนตัวท่านต้องเป็นรอยช้ำ ไม่ใช่หน้าผากแตกเช่นนี้"
ชาวบ้านเพื่อนบ้านหลายคนที่ได้ยินเสียงโวยวายเริ่มมายืนมุงดูที่หน้าประตูเรือน พวกเขาเห็นอาหารชั้นดีตกกระจายอยู่บนพื้น และเห็นท่าทางเกเรของฉู่เฟิงมาตั้งแต่เด็ก จึงเริ่มวิพากษ์วิจารณ์กันเสียงขรม
"ดูสิ บ้านสามอุตส่าห์หาอาหารมากินได้ หลานชายคนโตก็ยังมาแย่งกินถึงที่" ป้าหวังเพื่อนบ้านเอ่ยปาก "นิสัยแย่ยิ่งนัก ล้มเองแล้วยังไปโทษอาสามอีก เด็กคนนี้ถูกตามใจจนเสียคนแล้ว" ลุงจางสมทบ
เจียงซื่อหน้าม้านเมื่อได้ยินคำวิจารณ์ นางพยายามพยุงลูกชายให้ลุกขึ้น แต่ฉู่เฟิงยังคงร้องโอดโอยเพราะฤทธิ์ยาสลบเฉพาะจุดยังไม่หมด "แม่ ท่านแม่ ข้าเจ็บขาหนักหนา ข้าเดินไม่ได้"
"มารยาสาไถย!" ย่าฉู่หน้าแตกต่อหน้าชาวบ้าน นางทิ้งไม้ฟืนลงพื้นด้วยความอับอาย หันไปตวาดเจียงซื่อ "สะใภ้ใหญ่ รีบพาเฟิงเอ๋อร์กลับเรือนไปซะ ทำขายหน้าคนทั้งหมู่บ้านแล้วยังไม่รู้ตัวอีก"
ย่าฉู่เหลือบมองเศษเนื้อหมูบนพื้นด้วยความเสียดาย ก่อนจะเดินกระทืบเท้ากลับไป ฉู่เติ่งรีบเข้ามาช่วยภรรยาพยุงลูกชายเดินกะเผลกออกไป ท่ามกลางเสียงหัวเราะเยาะของชาวบ้าน
เมื่อทุกคนจากไปแล้ว ผู้คนแยกย้ายกันกลับ อวี้เหนียงรีบปิดประตูเรือน ถอนหายใจอย่างโล่งอก นางดึงลูกสาวเข้ามากอด "เจียวเจียว เจ้าไม่เป็นไรใช่หรือไม่ แม่ตกใจแทบแย่"
"ข้าไม่เป็นไรเจ้าค่ะ" ฉู่เจียวยิ้มบาง ในใจลอบหัวเราะอย่างสะใจ เข็มยาสลบนี้จะทำให้ฉู่เฟิงปวดขาและเดินไม่ได้ไปอีกอย่างน้อยสามวัน ถือเป็นการสั่งสอนเบาะๆ สำหรับเด็กนิสัยเสีย
ฉู่จิ่งมองเศษอาหารบนพื้นด้วยความเสียดาย "น่าเสียดายเนื้อหมูพวกนี้ พ่อเพิ่งจะกินไปได้ไม่กี่คำ"
"ไม่เป็นไรเจ้าค่ะท่านพ่อ" ฉู่เจียวชี้ไปที่ตู้กับข้าว "ข้ายังแบ่งเนื้อหมูสดและข้าวสารเก็บไว้ในตู้ พรุ่งนี้เราค่อยทำกินกันใหม่ คราวนี้เราจะต้มน้ำแกงกระดูกหมูบำรุงร่างกายท่านพ่อด้วยนะเจ้าคะ"
