บท
ตั้งค่า

บทที่ 6 ปฐมพยาบาล

เฉินลั่วคิดไม่ตกระหว่างเดินจากโรงเรียนเพื่อกลับบ้าน ปีนี้เจ้าของร่างอายุ 16 ปี ความจริงต้องเข้าเรียนในระดับมัธยมต้น เพราะปัจจุบันหากให้นับตามตรงเธอต้องเรียนมัธยมปลายแล้ว แต่ที่บ้านไม่ส่งเสริมถ้าไม่รีบแก้ไขเธอจะเข้าเรียนมหาวิทยาลัยในอนาคตไม่ได้

“ถ้าออกจากบ้านตอนนี้ไปขออาศัยแม่เฒ่าเสิ่น นางต้องโดยพ่อแม่เฉินตามรังควานไม่หยุด” ใช่ สิ่งที่เป็นไปได้มากที่สุดนั่นก็คือการย้ายไปอยู่หมู่บ้านอื่น ซึ่งเป็นไปไม่ได้ด้วยซ้ำ

การย้ายเข้าไปอยู่ในหมู่บ้านที่ไม่รู้จักใคร อย่างน้อยควรมีคนที่คอยให้ความช่วยเหลือ ต่อให้แยกบ้านไปอยู่คนเดียวในหมู่บ้านแน่นอนว่าพ่อแม่เฉินต้องใช้ความเป็นพ่อแม่มาอ้าง หากไปหาป้าสามเฉินลั่วเดาได้ว่าพ่อของเธอต้องไปอาละวาดที่นั่นอีก

“เฮ้อ”

ไม่ว่าจะข้ออ้างไหนเฉินลั่วก็คิดไม่ออก และที่แน่ ๆ ต้องหาทางเข้าโรงเรียนมัธยมให้ได้

“มีคนเป็นลม!”

เสียงตะโกนดังจากทางทิศเหนือของถนน เส้นทางที่ควรตรงกลับไปหมู่บ้านเริ่มเปลี่ยนทาง เฉินลั่วก้าวไปหาต้นตอของเสียงทันที มีชายวัยกลางคนนอนอยู่กลางถนน รอบข้างมีคนเดินมามุงแม้มีหิมะตกบาง ๆ

เฉินลั่วก้าวเข้าไปด้านในมองคนป่วยครั้งเดียวพร้อมตะโกนออกมา “ถอยออกมา ถอยออกมา อย่าเข้าไปรุมคนป่วยแบบนั้น ถอยออกมาเร็วเข้า นั่นแหละ ถอยไปไกลกว่านี้”

ผู้คนที่ล้อมคนป่วยเดินแหวกออกเป็นสองทาง ทำให้เฉินลั่วเข้าไปข้างในได้มากกว่าเดิม เธอนั่งคุกเข่าลงเพื่อดูอาการของเขาแต่เมื่อยื่นมือออกไปกลับโดนคนขวางเอาไว้

“ไม่ได้ เธอเป็นแค่เด็กสาวยังไม่แต่งงานจะจับตัวผู้ชายไม่ได้”

เฉินลั่วตวัดสายตามองคนเข้ามาขวาง “หรือจะปล่อยให้คนตาย? ตอนนี้ช่วยเหลืออะไรได้ควรช่วยเหลือไปก่อน ต่อให้ฉันแต่งงานแล้วโดนตัวคนอื่นพวกคุณคงไม่ยอมเหมือนเดิม” หลังจากตำหนิคนไปเธอรีบสำรวจร่างกายของเขาทันที

ผิวซีด ตัวเย็นจัด เขายังมีสติแต่เบลอ ๆ “ภาวะตัวเย็นเกิน! เร็วเข้าพาคนเข้าไปในห้องที่อบอุ่น อากาศเย็นเข้าไม่ถึง!”

รอบข้างต่างเงียบ ใบหน้าของเฉินลั่วมีความกังวลเพราะพวกเขาไม่ขยับตัว จึงเอ่ยถาม “มีใครรู้จักผู้ป่วยหรือไม่”

“เขาเป็นผู้จัดการโรงงานทอผ้าประจำมณฑล!” เสียงคนข้างหลังตะโกนบอก

เฉินลั่วชะงัก ประมวลผลในใจอย่างรวดเร็ว “ถ้าอย่างนั้นมีใครช่วยพาเขากลับไปที่โรงงานได้บ้าง ฉันต้องรีบปฐมพยาบาลให้เขาก่อน”

โรงงานทอผ้าอยู่ไม่ไกล มองจากที่นี่ยังเห็นโรงงาน

“ผมครับ”

“รีบไปเร็วเข้า”

รถเข็นของผักที่เคยมีตะกร้าผักถูกยกลงด้วยความเร็ว พวกเขาพยุงร่างคนป่วยขึ้นไปนอน ชายฉกรรจ์หลายคนช่วยกันเข็นรถไปยังโรงงานทอผ้า โรงพยาบาลประจำอำเภออยู่ห่างจากที่นี่มาก เฉินลั่วตัดสินใจไม่ให้พาคนป่วยไปเนื่องจากไปถึงคงช่วยชีวิตไม่ทัน

เฉินลั่วให้คนที่ช่วยถอดเสื้อของพวกเขาออกมาห่มให้คนป่วย พร้อมกับขอความช่วยเหลือ “รบกวนพี่ชายสักคนล่วงหน้าไปแจ้งข่าวให้พวกเราด้วยค่ะ บอกพวกเขาให้เตรียมห้องที่อากาศถ่ายเท อบอุ่น และไม่มีความหนาวเข้าไปได้ ทางที่ดีเตรียมน้ำแกงอุ่น ๆ ให้ด้วย”

“ได้”

ระหว่างรถเข็นผักเคลื่อนย้ายร่างของชายวัยกลางคนไปโรงงานทอผ้า เฉินลั่วไม่ลืมปฐมพยาบาลเบื้องต้นให้เขา ใบหน้าที่เคยซีดเริ่มดีขึ้นมา เหงื่อบริเวณขมับทำให้หญิงสาวใจชื้นขึ้นมาบ้าง

“สามี!”

เฉินลั่วมองคนที่ยืนรอด้วยความกระวนกระวายจึงได้บอกเจ้าตัว “คุณนายรบกวนพาไปห้องที่เตรียมเอาไว้ด้วยค่ะ ปล่อยให้เขาอยู่ข้างนอกนานกว่านี้ไม่ได้”

“ได้ ๆ รีบพาคนไป”

มีคนเดินนำทางไปคนเข็นรถลากก็เข็นไปด้วยความเหนื่อย เฉินลั่วชะงักหันไปมองคนที่คว้ามือเอาไว้ “สาวน้อย สามีของฉันเป็นอะไรต้องไปตามหมอไหม”

“เขามีภาวะตัวเย็น ฉันช่วยปฐมพยาบาลให้เขาแล้วส่วนหนึ่ง หากสามารถเชิญหมอในโรงพยาบาลได้ก็ดีเหมือนกันค่ะ” เฉินลั่วมีความรู้ไม่ได้เยอะขนาดนั้น หากพวกเขาเชิญหมอมาได้จะดีที่สุด

“อืม”

เฉินลั่วเดินตามคนไปยังห้องพยาบาลก่อนสั่งให้ปิดหน้าต่างทั้งหมด คว้าเอาผ้าห่มที่ถูกพับเอาไว้หลายเดือนมาห่มให้คนป่วย พร้อมกับรับแก้วน้ำอุ่นมาป้อนให้ชายวัยกลางคน น้ำแกงที่ต้องการขับไล่ไอเย็นหาไม่ทัน น้ำอุ่นพอแก้ขัดได้บ้าง

ไอเย็นในตัวถูกขับออกแทนที่ด้วยความอุ่น เหงื่อบนขมับเม็ดใหญ่ผุดออกมาไม่หยุด ภายในห้องพยาบาลต่างพากันถอนหายใจอย่างโล่งอก

“ให้ฉันทำเถอะ”

คงเห็นว่าเป็นเด็กสาวที่ต้องคอยตรวจอาการของสามีให้ตั้งแต่เขามาถึงที่นี่ ทำให้เจ้าตัวเกรงใจและขอทำแทน ซึ่งเฉินลั่วถอยให้อีกฝ่ายทำหน้าที่ตรงนี้ ถึงอย่างไรเธอเป็นเพียงเด็กสาว

“เขามีโรคประจำตัวหรือเปล่า”

เฉินลั่วได้ยินคนทั่วไปเรียกเจ้าตัวว่าคุณหลิวตอบ “สามีของฉันแข็งแรงมาก ไม่มีโรคประจำตัว”

“แปลก” เฉินลั่วพึมพำสายตามองคนป่วย “ช่วงนี้เขาทำงานหนักไม่ค่อยมีเวลาพักผ่อนใช่หรือเปล่า”

“ใช่แล้ว ช่วงนี้เป็นช่วงที่โรงงานมีงานให้ทำมาก ออกมาทำงานตอนเช้าและกลับบ้านดึกดื่น”

“เขาทำงานหนักเกินไปร่างกายจึงอ่อนแอ หากให้เดาเขาคงยืนตากหิมะนานพอสมควรค่ะ” เฉินลั่วได้รับคำตอบแล้ว ต่อให้ร่างกายแข็งแรงหากไม่พักผ่อนก็ป่วยได้ ไม่ต้องมีปัจจัยอื่นผสมเลย

“ต้องขอบคุณแม่หนูที่ช่วยชีวิตเขา”

“คนล้มลงต้องหน้าฉันต้องช่วยอยู่แล้วค่ะ” เฉินลั่วขมวดคิ้วมองนาฬิกาที่บอกว่าตอนนี้ถึงเวลาเข้างานของเธอแล้ว ยิ่งกว่าจะกลับไปถึงคงเลยเวลาไปเป็นชั่วโมง

“เย็น-”

ไม่ต้องรอให้อีกฝ่ายพูดจบเฉินลั่วขอตัวทันที “สายแล้วฉันต้องไปทำงาน พวกคุณคงไปตามหมอมาแล้วใช่ไหมคะ หรือถ้ายังไม่ไปตามรอดูอาการสักชั่วโมงหากเขายังไม่หายดีต้องพอไปหาหมอนะคะ”

“จะกลับแล้วเหรอ รอให้สามีของฉันตื่นก่อนได้ไหม” สามียังไม่ตื่น หลิวลี่มีความกังวลอยู่บ้าง จนลืมคิดไปเลยว่าอีกฝ่ายเป็นเพียงเด็กสาวคนหนึ่ง

“ไม่ได้หรอกค่ะ ฉันมีงานต้องทำ”

ก่อนเด็กสาวจะไปหล่อนรีบถามชื่อ “เธอชื่ออะไรมาจากไหน เรียนที่โรงเรียนมัธยมหรือเปล่า”

“ฉันชื่อเฉินลั่วค่ะ ไม่ได้เรียนแล้ว มาจากหมู่บ้านสวี”

เธอไม่ใช่นางเอกนิยายที่พอช่วยคนแล้วไม่หวังผลตอบแทน ความจริงหลัก ๆ คือช่วยชีวิตคน ผลตอบแทนก็เพียงผลพลอยได้ อย่างน้อยเท่าที่รู้มาเขาคือผู้จัดการโรงงานทอผ้าประจำมณฑล

เฉินลั่วรีบเดินกลับบ้านเพื่อไปทำงาน กว่าจะถึงหมู่บ้านคนในหมู่บ้านบางหมดแล้ว เฉินลั่วตรงไปยังแปลงดอกเรพซีดเพื่อเก็บมันทันที โดยที่กรรมการคนดูแลแปลงดอกเรพซีดถึงกับเอ่ยถาม

“วันนี้มาช้ากว่าปกตินะ”

แน่สิ ปกติเธอมาแอบกินข้าวก่อนเวลาจะมาช้าได้ยังไง “ฉันต้องไปส่งพี่ชายกับน้องสาวของฉันค่ะ เลยมาช้า”

“ทำงานตามชั่วโมงเดิมไหม แต่เธอจะเลิกช้านะ”

เฉินลั่วส่ายหน้า “ฉันเลิกงานเวลาเดิมค่ะ”

อยากให้เธอไปส่งลูกสุดที่รักของพวกเขาก็ต้องแลกกับการที่รายได้หายไปส่วนหนึ่ง แม้มันไม่เยอะมากแต่ว่าพอกินข้าวได้หนึ่งมื้อเลยก็ว่าได้สำหรับคนหนึ่ง

เขาตอบรับพลางส่ายหน้าและพูดกับผู้ดูแลด้วยกัน “เด็กคนนี้ถูกรังแกเกินไปแล้ว”

...

เฉินลั่วกำลังเก็บเกี่ยวดอกเรพซีดด้วยความเหน็ดเหนื่อยแต่อีกฟากหนึ่งหลังจากนายน้อยของพวกเขารู้เรื่องที่เกิดขึ้น จากปกติตรงกลับบ้านต้องรีบมาโรงงานทอผ้าอย่างรวดเร็ว

“พ่อ เป็นยังไงบ้างครับ”

“เหลียวมู่สงบด้วย” ผู้เป็นพ่อปรามพลางส่งสายตาดุ ๆ ไปให้ “เป็นถึงลูกชายผู้จัดการโรงงานกับผู้จัดการแผนกบัญชีควรสุขุม บอกกี่ครั้งแล้วยังทำไม่ได้”

หลิวลี่ใช้มือตบหลังมือสามีเบา ๆ “คุณอย่าดุลูกเลย เขาเพียงเป็นห่วงคุณเท่านั้น”

เหลียวอู๋มองภรรยาพลางส่ายหน้า เขากับภรรยามีลูกชายคนเดียว ในอนาคตย่อมต้องมาทำงานในตำแหน่งของเขาถึงต้องเข้มงวด เด็กคนนี้คือความภูมิใจของเขากับภรรยา

“พ่อเป็นยังไงบ้างครับ” เหลียวมู่เอ่ยถามอีกรอบ

“ไม่ได้เป็นอะไรมากแล้ว” เหลียวอู๋ขมวดคิ้วถามภรรยา “ผมจำได้ว่าคนที่ช่วยผมเป็นเด็กสาวคนหนึ่ง” แต่เขาตอบโต้ไม่ได้

หลิวลี่พยักหน้า “อืม หล่อนชื่อเฉินลั่วมาจากหมู่บ้านสวี หล่อนรีบกลับบ้านมากฉันรั้งตัวเอาไว้ไม่ทัน”

“หล่อนไม่ห่วงชื่อเสียงแถมยังช่วยชีวิตผมอีก ต้องตอบแทนอย่างดี”

เหลียวมู่นั่งอยู่ข้างเตียงของพ่อ ฟังพ่อแม่นั่งคุยกันเงียบ ๆ ไม่รู้ทำไมแวบหนึ่งเขาถึงนึกถึงเด็กผู้หญิงที่มีรอยแผลบนแขน เด็กสาวท่าทางจืดชืดแต่ดวงตาของหล่อนกลับดึงดูดเขาอย่างบอกไม่ถูก

“ต้องตอบแทน”

“ฉันรู้แล้วค่ะ รอให้คุณหายดีพวกเขาค่อยไปหมู่บ้านสวีดีหรือไม่” คนเป็นภรรยาต้องบอกให้สามีใจเย็น ไม่อย่างนั้นพวกเขาต้องไปหมู่บ้านสวีตอนนี้แน่ ๆ

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel